รัฐราชการ พี.อาร์. และวัดไทย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ชุมชนไทยในอเมริกานั้นมีวิถีแห่งการเติบโตและขยายตัวมานานหลายทศวรรษ โดยที่การเติบโตและการขยายตัวดังกล่าวหมายถึง 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ส่วนปริมาณหรือจำนวนของประชากร ส่วนที่สองคือ ส่วนการแพร่ขยายวัฒนธรรมและกิจกรรมที่แสดงถึงความเป็นไทย 

ในส่วนแรกนั้น แน่นอนว่าการมีคนไทยมาปักหลักทำมาหากินหรือศึกษาเล่าเรียนได้ก่อให้เกิดการแตกเหล่าแตกกออกไปมากขึ้น การมีครอบครัวหรือการมีคู่ครองเป็นสาเหตุการเพิ่มขึ้นของประชากรคนไทย ซึ่งก็เหมือนกับประชากรเชื้อชาติอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ซึ่งในที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นพันธุ์อเมริกันไปในไม่กี่แค่ชั่วอายุคน ดังนั้น การที่เรามัวแต่พะวงในเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยในอเมริกาสำหรับผมคิดว่า แม้ไม่เสียเวลาเปล่าแต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เว้นแต่เพียงการลงทุนดังกล่าวกระทำลงไปในนามของการท่องเที่ยวหรือเพื่อการโปรโมทธุรกิจการท่องเที่ยวของเมืองไทย

ส่วนที่สอง ได้แก่ ส่วนของการขยายตัวของวัฒนธรรมไทย ซึ่งว่าที่จริงแล้วมีการขยายตัวอยู่ในวงจำกัดมาก คือ อยู่แค่ในชุมชนไทยเท่านั้น เช่น แนวคิดให้วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ที่ผลสุดท้ายทำให้เกิดการขยายตัวของวัดไทยมากขึ้น แต่การขยายตัวดังกล่าวกลับก่อให้เกิดปัญหาหนึ่งตามมา คือ คุณภาพของพระสงฆ์ที่จะเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณของชุมชน 

ประเด็นสำคัญที่ถูกละเลย คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดไทยกับชุมชนอเมริกันชุมชนอื่นๆ เป็นไปค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพจากข้อจำกัดด้านความรู้ของพระสงฆ์ที่ไปอยู่นั้นที่อยู่ในกรอบที่แคบเพียงแค่ชุมชนไทยและกลุ่มคนไทยเพียงไม่กี่คน จึงพบว่าวัดไทยในอเมริกามีจำนวนมาก และมีอยู่ทั่วไป ทว่าวัดไทยและพระสงฆ์ไทยส่วนมากไม่ได้เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของคนอเมริกันที่สนใจพุทธศาสนาจริงๆ ซึ่งก็คือความรู้เชิงวิชาการพุทธศาสนาและเชิงการปฏิบัติ การโปรโมทเรียกร้องให้คนไทยในอเมริกาเข้าวัด จึงทำได้แค่ขั้นพิธีกรรมหรือกิจกรรมงานบุญประเพณีเท่านั้น เช่น งานทำบุญปีใหม่ งานสงกรานต์  งานลอยกระทง เป็นต้น แบบเดียวกับที่กระทำกันในเมืองไทยที่กระทำไปเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของคนไทยจากชุมชนไทยเท่านั้น  ขณะที่สารัตถะคำสอนในพุทธศาสนากลับไม่ได้รับการนำมาถ่ายทอดต่อคนไทยและคนอเมริกันให้สมกับบทบาทการเป็นพระธรรมทูตต่างแดน
 
ว่าไปแล้วในยุคโลกาภิวัตน์การสื่อสารไร้พรมแดนที่ประชาชนทั่วโลกมีการติดต่อถึงกันอย่างสะดวกง่ายดาย ทำให้การแสวงหาความในเรื่องต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวกง่ายดายมากขึ้น เช่น ความรู้ทางด้านพุทธศาสนาที่คนอเมริกันไม่จำเป็นต้องพึ่งพระสงฆ์ในอเมริกาก็ได้ แต่สามารถแสวงหาความรู้จากต้นขั้วที่ไหนในประเทศใดๆ ในโลกก็ตาม การอาศัยวัฒนธรรมและประเพณีแสดงสถานะของความเป็นวัดหรือเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนไทย นอกจากเป็นโลกทัศน์ที่แคบแล้ว ยังเป็นการจำกัดชุมชนไทยและวัฒนธรรมไทยให้อยู่แต่ในวงแคบๆ เฉพาะคนไทยด้วยกันเอง 

ดังกรณีตัวอย่างสัญลักษณ์ตัวแทนของชุมชนไทย คือ วัด !!! 

ผมจึงไม่ติดใจว่า สถานที่ตั้งของวัด รูปแบบของวัดนั้นจะเป็นแบบใด เช่น จะมีลักษณะเป็นวัดอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ก็ตาม แต่หากสามารถทำการเผยแผ่พุทธศาสนาต่อคนอเมริกันหรือใครก็ตามได้ พระสงฆ์ที่อยู่ในวัดนั้นๆ ก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูตอย่างสมฐานะ

ผลพวงจากโลกาภิวัตน์ไม่ได้ส่งผลต่อวัดและพระสงฆ์ไทยในอเมริกาในแง่ของการค้นคว้าหาความรู้และในแง่การปฏิบัติด้านพุทธศาสนาของคนอเมริกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ส่งผลต่อชุมชนไทยในอเมริกาโดยรวมด้วย กล่าวคือ ส่งผลให้การพยายามนำเสนอ (ขาย) วัฒนธรรมของคนในชุมชนไทยด้อยประสิทธิภาพลง  ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรมไทยในอเมริกาขายได้ยากมากขึ้น  ขณะที่ผู้เสนอขายเองก็ไม่ได้ปรับปรุงวิธีการนำเสนอเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่อย่างใด วิธีการที่ใช้กันมาเมื่อ 10 หรือ 20 ปีที่แล้วใช้กันมาอย่างไรปัจจุบันก็คงใช้อย่างนั้น

จึงไม่แปลกที่การจัดงานโปรโมทวัฒนธรรมไทยในอเมริกายังอยู่ภายใต้กรอบความคิดแบบเดิมๆ และส่วนใหญ่จำกัดอยู่แค่ชุมชนไทยด้วยกันเองมากกว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนอเมริกัน ภาพที่เห็นไปว่าฝรั่งเข้าร่วมนั้น ฝรั่งเหล่านั้นเป็น “เขยฝรั่ง” มากกว่าอเมริกันที่สนใจวัฒนธรรมไทยโดยทั่วไป  และแม้ถึงทุกวันนี้มีแต่การตั้งรับ ไม่มีการรุก กลายเป็นการจัดงานวัฒนธรรมรูทีนด้วยความคิดเพียงว่า “เมื่อมีคนไทยที่ไหนก็มีวัฒนธรรมไทยที่นั่น” ซึ่งกรอบความคิดดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติอย่างได้ผลในยุคโลกาภิวัตน์ที่คนมีทางเลือกในการเสพวัฒนธรรมที่หลากหลายมากขึ้น

การสื่อสารที่ย่อโลกให้เล็กลง จึงบั่นทอนความสำคัญของ (สินค้า) วัฒนธรรมไทยในอเมริกาลงอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแค่ด้านศาสนาอย่างเดียวหากครอบคลุมไปถึงวัฒนธรรมทุกแขนง ทั้งๆ ที่โดยเนื้อหาแล้ววัฒนธรรมไทยยังมีคุณค่าเชิงพาณิชย์อยู่มาก ปัญหากลับอยู่ที่วิสัยทัศน์และการบริหารจัดการ อย่างน้อยสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความคิดและการปฏิบัติที่ล้าหลังของชุมชนไทยในอเมริกา คือ การขึ้นตรงหรือยอมซูฮกต่อรัฐราชการไทยซึ่งก็คือ สถานทูต สถานกงสุลไทยในอเมริกา มากกว่าการขึ้นตรงกับบุคคลและหน่วยงานอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม

ก่อนหน้าที่การสื่อสารไร้พรมแดนจะมีอิทธิพลต่อชาวโลกมากมายเช่นปัจจุบัน ชุมชนไทยในอเมริกาถูกคาดหวังในฐานะตัวแทนด้านวัฒนธรรมของประเทศไทยอยู่มาก ชุมชนไทยในอเมริกาเองก็มีผู้ตั้งตนเองเป็นครูทางด้านวัฒนธรรมไทย อบรมสั่งสอนและพาทั้งเยาวชนและคนไทยทั่วไปในอเมริกาไปท่องเที่ยวเมืองไทยจนกลายเป็นธุรกิจประจำปี แต่เมื่อการสื่อสารไร้พรมแดนโดยเฉพาะโซเชียลมีเดียแพร่ระบาดไปทั่วโลกก็พลอยทำให้ธุรกิจด้านวัฒนธรรมทำนองนี้ซบเซาไปด้วย ทั้งคนไทยและคนอเมริกันเองก็มีช่องทางในการเลือกเสพวัฒนธรรมไทยที่หลากหลายมากขึ้น  ทางเลือกในด้านการเสพและแสวงหาประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมไทยจึงไม่ถูกผูกขาดกับผู้นำชุมชนคนใดคนหนึ่งหรือแม้กระทั่งกับรัฐราชการอีกต่อไป  ดังเช่น กรณีของบทบาทของรัฐราชการอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  สำนักงานอเมริกา ที่น่าถูกจับตามองว่าอยู่ระหว่างกึ่งกลางของความจำเป็นต้องมีกับความไม่จำเป็นต้องมีคือมีหรือไม่มีสำนักงานททท.ก็ค่าเท่ากัน 

นอกเหนือไปจาก ททท.แล้วหน่วยงานรัฐราชการหน่วยงานอื่นก็เช่นเดียวกัน ภายวงเล็บว่าหากรัฐไทยต้องการประหยัดงบประมาณ เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐราชการไทยในต่างแดนโดยเฉพาะในอเมริกาแทบไม่เคยได้รับการประเมินให้สอดคล้องกับสถานการณ์หรือกระบวนทัศน์ของโลกเลย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองของคนไทยหลายปีที่ผ่านมา เป็นเหตุให้รัฐราชการไทยในอเมริกาด้อยความสำคัญลงไปมาก รัฐราชการเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นตัวแทนอำนาจรัฐบาลไทยในต่างแดน เมื่อเกิดขั้วทางการเมืองขึ้นคนไทยบางกลุ่มจึงไม่คิดว่ารัฐราชการเหล่านี้จะสามารถพึ่งพาอาศัยอะไรได้มากไปกว่าการเป็นหน่วยงานเพื่อบรรดาช้างเหยียบนาพระยาเหยียบเมืองทั้งหลาย

ขณะเดียวกันภาพลักษณ์และศักยภาพของตัวแทนชุมชนไทย ได้แก่ ผู้นำของสมาคมไทย (เช่น เรียกกันว่า นายกสมาคมไทย เป็นต้น) ในรัฐหรือเมืองต่างๆ ก็เสื่อมมนต์ขลังลง  บุคคลและสมาคมไม่สามารถปรับตนและนำพาตนเองเข้าสู่กระบวนทัศน์ร่วมสมัยได้ เคยปฏิบัติเมื่อ 10 ปี 20 ปีที่แล้วอย่างไรทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น  เช่น ยังคงมีการจัดงานบอลล์ งานรื่นเริง เพื่อหาเงินเข้าสมาคมหรือกิจการสาธารณกุศล โดยไม่มีการประเมินหรือตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วผลที่สังคมได้รับเป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ ควรมีวิธีการช่วยเหลือสังคมอย่างไรถึงจะดีที่สุดเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือควรช่วยเหลือคนไทยในชุมชนไทยในอเมริกาที่กำลังเดือดร้อนก่อนดีไหม  เป็นต้น 

หากในความเป็นจริงแล้วการจัดงานหรือกิจกรรมส่วนรวมส่วนใหญ่ของสมาคมคนไทยหลายแห่งกลับเน้นไปที่การตอบสนองต่อรัฐราชการในเมืองไทยเพื่อหน้าตาทางสังคมเสียมากกว่า

ย้อนกลับมาที่กรณีตัวอย่างที่สำคัญ คือ วัด  ลักษณะของวัดไทยในอเมริกาสิ่งที่เห็นโดยทั่วได้แก่ การนำกรอบความคิดรูปแบบของวัดในเมืองไทยส่วนใหญ่มาใช้ปฏิบัติ คือ การมุ่งสร้างศาสนวัตถุเป็นประเด็นหลัก การเผยแผ่ศาสนธรรมเป็นเรื่องรอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกหากว่าชาวพุทธไทยจะคิดเช่นนี้ เพราะศาสนวัตถุเป็นของเห็นได้ง่าย

โดยเฉพาะชุมชนไทยในอเมริกาที่อยู่ท่ามกลางสังคมส่วนใหญ่คือสังคมและวัฒนธรรมอเมริกัน ที่ว่ากันตามจริงแล้วก็เป็นชุมชนที่ไม่ได้หยั่งลึกด้านวัฒนธรรมอะไรมากมาย

กิจกรรมที่จัดขึ้นในชุมชนอย่างเช่นกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนาและวัฒนธรรมจึงเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อ “การรำลึกถึงความหลัง” ในเมืองไทยของพวกเขามากกว่าอย่างอื่น ดูได้จากกิจกรรมสันทนาการหรือกิจกรรมบันเทิงที่นิยมจัดกันอยู่บ่อยครั้ง และวัดเองก็ได้กลายเป็นสถานที่หนึ่งในการจัดกิจกรรมบันเทิงที่ว่านี้.

 

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์