ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ชี้ชายแดนใต้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ-สะท้อนรอยแยกทางการเมือง

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี วิเคราะห์ 3 เหตุที่คนชายแดนใต้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 'อัตลักษณ์-การมีส่วนร่วมของประชาชน-การกระจายอำนาจ' ห่วงเกิดรอยร้าวทางการเมือง เงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่ม แนะรัฐต้องสร้างความมั่นใจในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ รวมทั้งหวังว่าการพูดคุยสันติภาพและกระบวนการทางการเมืองจะเดินหน้าต่อไป แม้รัฐธรรมนูญจะไม่เปิดโอกาส

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

9 ส.ค. 2559 ผลการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ปรากฏว่า คนส่วนใหญ่ไม่รับ ซึ่งแตกต่างกับพื้นที่ส่วนอื่นของภาคใต้หรือส่วนอื่นของประเทศ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น โดยผลการลงคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ

จ.นราธิวาส
ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบ 38.16% ไม่เห็นชอบ 61.84%
ประเด็นคำถามพ่วง เห็นชอบ 37.37% ไม่เห็นชอบ 62.63%

จ.ปัตตานี
ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบ 34.86% ไม่เห็นชอบ 65.14%
ประเด็นคำถามพ่วง เห็นชอบ 34.18% ไม่เห็นชอบ 65.82%

จ.ยะลา
ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบ 40.46% ไม่เห็นชอบ 59.54%
ประเด็นคำถามพ่วง เห็นชอบ 39.72% ไม่เห็นชอบ 60.28%

ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้วิเคราะห์ว่า ที่เป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นลักษณะพิเศษสำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องทางการเมือง ซึ่งมีองค์ประกอบอัตลักษณ์ ชาติพันธ์ ศาสนา ชาติพันธ์ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเรื่องที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ โดยจังหวัดขายแดนภาคใต้เช่น มาตรา 67 หรือมาตรา 70 ที่เกี่ยวกับศาสนา อัตลักษณ์และวัฒนธรรม ที่ไม่มีความชัดเจนที่เกี่ยวกับการพัฒนาในเรื่องอัตลักษณ์และศาสนา ซึ่งเน้นเรื่องศาสนาพุทธนิกายเถรวาท

ศรีสมภพ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องกระจ่ายอำนาจนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตัดโอกาสที่จะให้ท้องถิ่นจัดการตัวเองได้ มีการให้ความหมายใหม่ในการกระจ่ายอำนาจเป็นการบริหารท้องถิ่นหรือการบริหารสาธารณะ ซึ่งไม่มีความหมายเรื่องอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวของตัวเอง การเข้ามามีส่วนร่วนของประชาชนในการแก้ปัญหามีขีดจำกัดมาก มาตราที่เกี่ยวกับการกระจ่ายอำนาจชัดเจน มาตรา 270, 268, 269 มีขีดจำกัดมาก ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาก

“ผมคิดประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระจายอำนาจ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่รับในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กระแสในความรู้สึกในเรืองนี้แรงมาก จากการที่ผมลงพื้นที่ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี พบอย่างชัดเจนว่าประชาชนไม่รับ” ศรีสมภพ กล่าว

ศรีสมภพ กล่าวต่อไปว่า ส่วนประเด็นการศึกษาก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้รัฐอุดหนุนการศึกษา 12 ปี ทำให้รัฐไม่สามารถสนับสนุนจนถึงระดับมัธยมปลายได้ อาจจะทำได้เฉพาะนโยบายของแต่ละรัฐบาล ซึ่ง คสช.แก้ปัญหาด้วยการใช้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาในพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมาโดยตลอด

ส่วนคำถามที่ว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ในช่วงก่อนวันลงประชามติมีผลทำให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่

ศรีสมภาพ ตอบว่า ในพื้นที่มีสัญลักษณ์พิเศษของการปฏิเสธหรือการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ เช่น การพ่นสีตามถนนหรือป้ายต่างๆ ทำให้มีผลสองอย่าง คือ คนจำนวนไม่น้อยซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ คือ vote no อีกส่วนหนึ่งคือไม่มาลงประชามติ หรือ No vote หรือถ้ามาก็อาจจะทำให้คะแนนเสีย เนื่องจากมีจำนวนบัตรเสียสูง

000

คำถามต่อไปคือ เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะกลายเป็นเงื่อนไขทำให้ความรุนแรงหรือความขัดแย้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

ศรีสมภพ ตอบว่า น่าเป็นห่วงอยู่ เพราะมันมีความเสี่ยง มีความอ่อนไหว เพราะเป็นรอยร้าวหรือรอยแยกในทางการเมืองที่ว่า คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความแตกต่างกับคนอื่นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะในภาคใต้เอง คือคนภาคใต้ตอนบนคิดอย่างหนึ่งส่วนภาคใต้ตอนล่างคิดอีกอย่าง

ศรีสมภพ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ความชอบธรรมทางการเมืองในส่วนของรัฐธรรมนูญ รูปแบบของรัฐบาล การบริหารประเทศภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มันจะถูกลดทอนไปด้วย ซึ่งอาจจะให้รัฐบาลมีทางออกที่เน้นการควบคุม เน้นความมั่นคง เน้นการจัดการความรุนแรง ซึ่งมันจะมีผลกระทบด้านลบไปอีก หรือถ้าปรับก็จะมีปัญหากับรัฐธรรมนูญ

“มันหาทางออกยาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพ ซึ่งข้อเสนอของฝ่ายขบวนการคือต้องการให้การพูดคุยสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ มันจะเจอทางตันหากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง” ศรีสมภพ กล่าว

ศรีสมภพ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การพูดคุยสันติภาพหรือการพูดคุยสันติสุขต้องเดินหน้าต่อไป ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญยังไม่เปิดโอกาส เพราะว่ากระบวนการสันติภาพหรือกระบวนการทางเมืองยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ รัฐกับฝ่ายความมั่นคงก็ต้องตระหนักว่า นี่คือลักษณะพิเศษของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มไม่ยอมรับกติกาที่ใช้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ใช้กับคนที่นี่มันมีขีดจำกัด ซึ่งรัฐจะทำอย่างไรที่จะต้องการปรับทั้งเรื่องนโยบายหรือวิธีการ หรือปรับรัฐธรรมนูญในวาระต่อไปหากมีโอกาส

ต่อคำถามที่ว่า ผลที่ออกมาจากทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ต้องทำงานหนักขึ้นหรือไม่ ผศ.ดร.ศรีสมภพ ตอบว่า คงทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถที่จะอุดได้ทั้งหมด อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ สะท้อนให้เห็นว่าวิธีการทางการเมืองเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ ต้องยอมรับและต้องยืนยันในแนวทางนี้

“ทำอย่างไรที่จะให้ความเชื่อมั่นไว้วางใจกับประชาชนให้มากขึ้น ต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ให้มีความเข้มแข็งและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาระหนักพอสมควร เพราะนี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น และยังรักษาอัตลักษณ์นี้ไว้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งสะท้อนผ่านการลงคะแนนเสียงประชามติ” ศรีสมภพ กล่าว