ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

นิเวศน้ำซับคำป่าหลายกำลังถูกทำลายจากการขอประทานบัตรทำเหมืองหินทราย


แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ เส้นสีแดงล้อมรอบด้านบนคือเขตคำขอประทานบัตรที่ 2/2559 
เส้นสีแดงล้อมรอบด้านล่างคือเขตป่าน้ำซับซึมและบ่อน้ำซับบ่อที่ 3 
เครดิตภาพ : กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย 

1 สิงหาคม 2561  กลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่  สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร  ได้ติดประกาศคำขอประทานบัตรที่ 2/2559 ทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินทรายเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างเนื้อที่ 215 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา  ของบริษัท ทรี มาเธอร์ เทรดดิ้ง จำกัด[[1]]  เอาไว้ในพื้นที่ตำบลคำป่าหลาย  อ.เมือง  จ.มุกดาหาร  เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนคัดค้านภายใน 30 วัน  ก่อนที่จะดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 56 วรรคสอง  แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560  หรือกฎหมายแร่ฉบับใหม่เป็นขั้นตอนต่อไป 


ภาพถ่ายชาวบ้านยืนถือป้ายคัดค้านการขอประทานบัตรทำเหมืองหินทราย
เครดิตภาพ : กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย

ชาวบ้านในนาม “กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย” จึงได้ยื่นหนังสือคัดค้านตามกำหนดเวลาโดยให้เหตุผลว่า  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตลอดจนระบบนิเวศในพื้นที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งน้ำซับของคนในพื้นที่ตำบลคำป่าหลายและพื้นที่ใกล้เคียงที่มีน้ำเพียงพอใช้ได้ตลอดทั้งปี  และยังเป็นแหล่งป่าต้นน้ำที่มีน้ำผุด “ดานกะลอม” ที่ไหลลงลำห้วยปงและลำห้วยบังทรายและแม่น้ำโขงเป็นลำดับถัด ๆ ไป  หากเกิดการทำเหมืองแร่ขึ้นมาแหล่งน้ำซับอาจจะหายไป  ยากแก่การหาแหล่งน้ำอื่นมาทดแทนได้    


ภาพถ่ายจากจุดบ่อน้ำซับบ่อที่ 3
เครดิตภาพ : อดิศักดิ์ ตุ้มอ่อน

ความรู้ทางธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณีบอกกับเราว่าหินทรายในบริเวณดังกล่าวมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้างอาคาร  แต่เหมาะสำหรับใช้เป็นหินถมที่และหินถมสร้างเขื่อนกันตลิ่งพังริมฝั่งแม่น้ำลำธาร  ส่วนความรู้ของชาวบ้านบอกกับเราว่าบริเวณแหล่งหินทรายเหล่านี้มักมีแหล่งน้ำซับซึมผุดขึ้นมาเป็นหย่อม ๆ ให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สร้างบ้านแปลงเรือน 

นิเวศวิทยาของชาวบ้านได้พึ่งพาน้ำซับที่ผุดขึ้นมาจากหินทรายเหล่านี้มาเนิ่นนานหลายชั่วอายุคนแล้ว  ที่ตำบลคำป่าหลายมีบ่อน้ำซับแหล่งใหญ่อย่างน้อยสามบ่อที่ชาวบ้านใช้สำหรับทำการเกษตรและประโยชน์ใช้สอยอื่นในชีวิตประจำวัน  บ่อน้ำซับที่ใกล้เขตคำขอประทานบัตรที่สุดห่างกันแค่ 300 เมตร  ไม่เพียงเท่านั้น, ลักษณะของน้ำซับที่นั่นนอกจากจะผุดขึ้นมาเป็นตาน้ำใหญ่ไหลรวมกันเป็นแอ่งและเป็นบ่อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว  ยังมีลักษณะน้ำซับที่ซึมออกมาจากเนื้อหินทรายกระจายไปทั่วบริเวณด้วย  ซึ่งหินทรายที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตคำขอประทานบัตรของบริษัทฯก็มีน้ำซับซึมไหลแทรกเนื้อหินทรายขึ้นมาบนพื้นผิวกระจายไปทั่วบริเวณเช่นเดียวกัน

มีเรื่องน่าสนใจตรงที่กฎหมายแร่ฉบับใหม่  มาตรา 17 วรรคสี่ได้บัญญัติเนื้อหาสอดคล้องกับความรู้ในนิเวศวิทยาของชาวบ้านเอาไว้ว่า “พื้นที่ที่จะกําหนดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทําเหมืองต้องไม่ใช่พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า  เขตโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน  โบราณวัตถุ  ศิลปวัตถุ  และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  เขตพื้นที่ที่มีกฎหมายห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด  พื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ  หรือพื้นที่แหล่งต้นน้ําหรือป่าน้ําซับซึม”  นั่นหมายความว่าแหล่งหินทรายที่นั่นมีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศสูงมาก  ในสภาพพื้นที่จริงนอกจากเป็นแหล่งน้ำซับน้ำซึมแล้ว  ยังเป็นพื้นที่แหล่งอาหารหาอยู่หากินของชาวบ้านอีกด้วย  หากเกิดกระทบกระเทือนจากการระเบิดที่ประกอบด้วยปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรทผสมน้ำมันดีเซลเพื่อทำเหมืองหินทรายอาจจะส่งผลให้แหล่งน้ำสำคัญต่อชีวิตของผู้คนที่นั่นเสียหายไปด้วยอย่างแน่นอน   

 

ในด้านการคมนาคมขนส่งที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  หรือ EIA  หากมีการทำเหมืองเกิดขึ้นจะมีรถบรรทุกหนักขนแร่วิ่งเข้าออกหมู่บ้านไม่ต่ำกว่าวันละ 108 เที่ยว (แบ่งเป็นรถเปล่า 54 คัน  และบรรทุกแร่เต็มรถอีก 54 คัน)  นั่นแสดงว่าจะมีรถบรรทุกแร่หินทรายวิ่งเข้าออกหมู่บ้านเดือนละ 3,240 เที่ยว  ปีละ 39,420 เที่ยว  และ 985,500 เที่ยวตลอดอายุประทานบัตร  จากปริมาณสินแร่หินทรายที่คำนวณได้ตลอดอายุประทานบัตร 25 ปี  เท่ากับ  19,711,620 เมตริกตัน  คิดเป็นเงินจากการขายแร่หินทรายที่ 150 บาทต่อเมตริกตัน  ตลอดอายุประทานบัตรจะได้เป็นเงิน 2,956,743,000 บาท  มันจึงเป็นตัวเลขที่ยั่วยวนใจสมาชิกสภาเทศบาลตำบลคำป่าหลายเมื่อคราวการประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1  ครั้งที่ 1  ประจำปี 2560  วันที่ 25 มกราคม 2560  ณ ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลคำป่าหลาย  ให้ยกมือรับรองรายงานการประชุมประชาคมของชาวบ้านนาคำน้อยหมู่ที่ 6 เพื่อให้บริษัทฯดำเนินการขอประทานบัตรในขั้นตอนต่อไปได้ด้วย 7 คะแนนเสียง  อีก 5 คะแนนเสียงแทนที่จะยกมือไม่เห็นด้วย  แต่ลังเลใจจึงใช้วิธีแสดงตนว่างดออกเสียงแทน  เผื่อวันข้างหน้าอาจจะเปลี่ยนใจมาสนับสนุนเหมืองได้  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ที่จะได้จากค่าภาคหลวงแร่เพียงปีละ 946,158 บาทเท่านั้น[[2]]  ไม่ใช่ปีละ 1,600,000 บาท  ตามความเข้าใจผิดของสมาชิกสภาเทศบาลตำบลคำป่าหลายที่ยกมือให้กับเหมือง     

 

หกปีก่อนหน้านี้กรมทรัพยากรธรณีมีความเห็นไว้ว่า[[3]]  เนื่องจากแหล่งหินทรายบริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้หมู่บ้านแหล่งชุมชน  และจากผลการสำรวจจะเห็นได้ว่าทรัพยากรแร่ของจังหวัดมุกดาหารถึงแม้จะมีปริมาณไม่สูงมาก  แต่การนำทรัพยากรแร่มาใช้ประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้ส่งผลกระทบหลายด้าน  โดยเฉพาะทางสังคมและสิ่งแวดล้อม  ดังนั้น  การนำทรัพยากรแร่ของจังหวัดมุกดาหารมาใช้ประโยชน์ควรคำนึงถึงความต้องการใช้ประโยชน์แร่ชนิดนั้นของประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก  โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม  และต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน 

โดยอธิบายขยายความเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า  หากจะนำหินทรายในบริเวณดังกล่าวมาพัฒนาโดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนหรือแม้กระทั่งรัฐเองเข้าไปทำเหมืองแร่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนเป็นอย่างมากด้วย  โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการพิจารณาอนุญาตตามแนวทาง  ระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด  โดยประเด็นสำคัญที่ต้องร่วมพิจารณา  เช่น  ข้อจำกัดเชิงพื้นที่  และการมีส่วนร่วมในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งก่อน  ระหว่าง  และภายหลังการทำเหมือง  เป็นต้น 

ซึ่งเป็นข้อคิดเห็นหรือข้อแนะนำที่ดีมาก  แต่ความจริงกลับพบว่า EIA  หรือ “รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  โครงการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินทราย  เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง  คำขอประทานบัตรที่ 2/2559  ตั้งอยู่ที่  หมู่ที่ 6  ตำบลคำป่าหลาย  อำเภอเมืองมุกดาหาร  จังหวัดมุกดาหาร”  ที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านเหมืองแร่ (คชก.)  ให้ความเห็นชอบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560  ที่อยู่ในมือของบริษัทฯและหน่วยงานราชการกลับไม่ได้เปิดเผยเป็นการทั่วไปให้ชาวบ้านได้รับทราบหรือสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างอิสระเสรี

 

ในวันประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ที่ยกมือให้เหมือง 7 เสียงนั้น  ทั้งพนักงานบริษัทฯและสมาชิกสภาเทศบาลได้หยิบยกเรื่องผลกระทบด้านลบต่อวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมขึ้นมาพูดคุยกันประปราย  ซักถามกันพอประมาณเพราะรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ยังอยู่ในระหว่างการจัดทำและยังไม่ได้รับความเห็นชอบจาก คชก.  จึงไม่มีข้อมูลข้อเท็จจริงในการประเมินและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาแสดงให้สมาชิกสภาเทศบาลได้เห็นเลย  แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่คุยกันถึงผลกระทบด้านบวกที่จะได้รับจากการทำเหมือง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าภาคหลวงแร่  กองทุนเฝ้าระวังดูแลสุขภาพของชุมชน  กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน  การจ้างงาน (ซึ่งไม่บอกว่ากี่ตำแหน่ง  แต่บอกแค่ว่าราษฎรซึ่งทำกินในบริเวณที่ขอประทานบัตร 4 ราย  จะจ้างให้เป็นยามหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย)  และผลประโยชน์ที่จะได้รับอื่น ๆ  จึงนับว่าเป็นกระบวนการพิจารณาอนุญาตให้ดำเนินการขอประทานบัตรที่ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย  เพราะไม่มีข้อมูลข้อเท็จจริงด้านการประเมินและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาประกอบการตัดสินใจได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงพอ


ภาพถ่ายหมุดเขตคำขอประทานบัตรและสภาพหินทรายในบริเวณคำขอประทานบัตรที่ 2/2559 เครดิตภาพ : อดิศักดิ์ ตุ้มอ่อน

ข้อย้อนแย้งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือในท้องที่ตำบลคำป่าหลายมีความขัดแย้งเรื่องการใช้ประโยชน์ในที่ดินเขตป่ามายาวนาน  นโยบายจัดสรรที่ดินทำกินในเขตป่าและขับไล่คนออกจากป่าเปลี่ยนมาตามยุคสมัย  ปัจจุบัน, จากผลของนโยบายทวงคืนผืนป่าตามคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557  มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้บางคนกำลังดำเนินการเพื่อยึดคืนที่ดินทำกินในเขตป่าของชาวบ้านซึ่งอยู่ในเขตคำขอประทานบัตรแปลงดังกล่าวเอาไปให้เอกชนทำเหมืองหินทราย 

ในขณะที่ชาวบ้านต้องการความยั่งยืนในการดำเนินชีวิตอันประกอบด้วยความมั่นคงในที่ดินสามส่วนด้วยกัน  อันได้แก่  ที่ดินอยู่อาศัยซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านเรือน  ที่ดินทำกินเพื่อปลูกอาหารและเลี้ยงสัตว์  และที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนรวมอย่างเช่นป่าชุมชนเพื่อใช้สอยในประโยชน์สาธารณะตามฤดูกาล  ซึ่งในคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ที่ออกมาปรามการกระทำของเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้มาตรการและวิธีรุนแรงกับชาวบ้านตามคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 มากจนเกินไปก็ระบุไว้ชัดเจนว่า “การดําเนินการใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้  ผู้ที่มีรายได้น้อย  และผู้ไร้ที่ดินทํากิน  ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคําสั่งนี้มีผลบังคับใช้  ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่  จะต้องดําเนินการสอบสวน  และพิสูจน์ทราบ  เพื่อกําหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดําเนินการตามขั้นตอนต่อไป”  ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นั่นก็เป็นผู้อาศัยในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ก็ยังถูกกลั่นแกล้ง  อาจจะด้วยผลประโยชน์บังตาหรือไม่ก็ไม่อาจชี้ชัดได้เพราะไม่มีหลักฐานหนักแน่นเพียงพอที่จะกล่าวหาเจ้าหน้าที่คนนั้นได้   

แต่ทั้งหมดนี้  จะส่งผลให้ระบบนิเวศน้ำซับคำป่าหลายถูกทำลายลงหากกลไกและมือไม้ของรัฐอนุญาตให้ประทานบัตรทำเหมืองหินทราย.

 

                                                                       

 

 

 

 

 

เชิงอรรถ

 

[[1]]  ประกาศกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่  เรื่อง  ขอประทานบัตรทำเหมืองแร่  คำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินทรายเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง  คำขอที่ 2/2559  เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา  ตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ 6 ตำบลคำป่าหลาย  อำเภอเมืองมุกดาหาร  จังหวัดมุกดาหาร  ประกาศ ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2561  ลงชื่อนายวสันต์ นิสัยมั่น  เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่

[[2]]  กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ประกาศพิกัดค่าภาคหลวงแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินทรายอยู่ที่ร้อยละ 4 จากราคาขายของสินแร่  โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2558 เป็นต้นมา  โดยเทศบาลตำบลคำป่าหลายซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่คำขอประทานบัตรจะได้ส่วนแบ่งร้อยละ 20 จากค่าภาคหลวงแร่

[[3]]  จากเอกสาร “การจำแนกเขตเพ่ือการจัดการด้านธรณีวิทยา  และทรัพยากรธรณีจังหวัดมุกดาหาร”.  กรมทรัพยากรธรณี  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.  2555

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai