‘วาทกรรมตอบโต้’ (counter-narrative) กระแสต่อต้านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ‘ลัทธิชังประชาชน’ (anti-people doctrine)

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

สภาวะวิกฤติอาจทำให้ผู้นำกลายเป็น ‘ฮีโร่’ หรือ ‘ซีโร่’ ขึ้นอยู่ว่าผู้นำจะทำวิกฤติให้เป็นโอกาส หรือทำโอกาสให้เป็นวิกฤติ เมื่อประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt เจอมรสุมวิกฤติเศรษฐกิจ Great Depression ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ไม่เพียง Roosevelt จะทำให้สหรัฐฯ ออกจากวิกฤติไปได้ แต่เขายังขยายอำนาจและบทบาทรัฐบาลกลาง และสร้างระบบรัฐสวัสดิการให้คนอเมริกันเป็นครั้งแรก ผลงานครั้งนี้ทำให้ Roosevelt กลายเป็นหนึ่งในฮีโร่ของคนอเมริกันและเป็นประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งยาวที่สุดถึง 12 ปี

เมื่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสบกับสภาวะวิกฤติไวรัส COVID 19 พลเอก ประยุทธ์ มีโอกาสมากมายที่ทำตัวเองให้กลายเป็นฮีโร่ แต่ที่ผ่านมาเรากลับไม่เห็นบทบบาทเช่นนั้น แม้แต่แก้ไขปัญหาการกักตุนหน้ากากและส่งออกหน้ากากอนามัยก็ยังล้มเหลว จนทำให้ประชาชนออกมาก่นด่า แสดงความไม่พอใจเป็นกระแสทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ มีการออกมาชุมนุมเรียกร้องของนักศึกษาประชาชนจำนวนมากให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งหรือยุบสภา จากนายกฯ ที่เป็นขวัญใจคนกรุงชนชั้นกลางเมื่อ 5 ปีที่แล้วตอนนี้พลเอก ประยุทธ์กลายเป็นซีโร่ในสายตาคนส่วนใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ กองเชียร์พลเอก ประยุทธ์ที่เคยพยายามปกป้องด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาต่างก็เริ่มส่ายหน้า เราก็เริ่มเห็นการสร้าง ‘วาทกรรมตอบโต้’ (counter-narrative) หรือ ‘วาทกรรมทางเลือก’ (alternative narrative) จากแกนนำกองเชียร์ลุงที่เบี่ยงเบนเป้าโจมตีไปที่อื่นแทน ในทางการเมืองการสร้างวาทกรรมตอบโต้นี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้ในการเบี่ยงเบนประเด็นในทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่นักการเมืองเพลี่ยงพล้ำ เจอมรสุมทางการเมือง และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจะหาวาทกรรม คำอธิบาย หรือประเด็นอื่นมากลบประเด็นที่กำลังอื้อฉาวนี้ หรือบางครั้งอาจจะมีการหาแพะมาโยนความผิดให้เพื่อรับบาปแทนผู้ที่กำลังถูกโจมตีอยู่ก็ได้

วาทกรรมตอบโต้ที่ใช้ในการช่วยพลเอก ประยุทธ์ นี้น่าจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ ต้องการจะเบี่ยงเบน (deflect) ความรับผิดชอบ จากที่ควรจะเป็นนายกฯ ที่ต้องรับผิดชอบปัญหาจากการบริหารที่ล้มเหลวกลับกลายเป็นการไปโทษคนอื่นแทน

วาทกรรมตอบโต้ในกลุ่มแรกคือ พยายามโทษไปที่ตัวรัฐมนตรีที่เป็น ‘นักการเมือง’ ที่ร่วมรัฐบาลว่าเป็นตัวปัญหา ตัวอย่างแรก คือ เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการกลุ่มสถาบันทิศทางไทย ที่เรียกร้องให้พลเอก ประยุทธ์เอาคนโง่และคนชั่วออกไป เสรีเขียนใน Facebook ว่า “บอกตรง ๆ ว่าตอนนี้หมดแรงสนับสนุนรัฐบาล ดูแล้วเห็นว่ารัฐมนตรีบางคนมีวาระซ่อนเร้นมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่าทรัพย์หรือคะแนนเสียง และบางคนก็โง่ ทำงานไม่เป็น ทำหน้าที่ไม่ตรงความสามารถ ก็จะเอาตำแหน่ง วัฒนธรรมการเมืองแบบนี้ ประเทศไทยคงไปไม่ถึงไหนแน่นอน”[1] จะเห็นว่าเสรี ไม่ได้ตั้งคำถามกับระบบโครงสร้างหรือตัวนายกฯ แต่ชี้ว่าปัญหาอยู่ที่ตัวรัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาล โดยเสรีไม่อธิบายว่าถึงที่สุดแล้วนายกฯ เองที่เป็นคนแต่งตั้งรัฐมนตรี นอกจากนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมาก็ทำให้เกิดกระแสแรงกดดันให้พลเอก ประยุทธ์ปรับคณะรัฐมนตรี แต่สุดท้ายพลเอก ประยุทธ์เองก็เลือกที่จะไม่ทำอะไรในเรื่องนี้

อีกวาทกรรมตอบโต้หนึ่งที่มุ่งเป้าไปที่นักการเมืองที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจมาจากหฤทัย ม่วงบุญศรี (อุ๊ หฤทัย) นักร้องที่หันมาเคลื่อนไหวทางการเมือง และเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพลเอก ประยุทธ์มาโดยตลอด หฤทัยได้เขียนใน Facebook ว่า “กู​จะเหนื่อย​ได้อย่างไร กูไม่ใช่นายกรัฐมนตรี​ ต้องโทษ​คนไทยที่เลือกเอง เลือกตั้ง​แต่ละครั้งมึงเอาเหี้ยมาทั้งนั้น อีห่า”[2] และต่อมาได้เขียนใน Facebook เพิ่มเติมว่า “ประเทศไทย​ไม่ควรมีการเลือกตั้ง​ ครั้งหน้า​พวกมึงไม่ต้องดัดจริต​ อยากเลือกตั้ง​กันเลยนะ กู​ขอ”[3] และ “นายกฯที่มาจากการแต่งตั้ง​ คณะรัฐมนตรี​ที่มาจากการแต่งตั้งมักจะดีกว่าพวกที่มาจากการเลือกตั้ง​ ลองสังเกต​ดู​ดิ”[4] แม้หฤทัยจะไม่ได้ปกป้องพลเอก ประยุทธ์โดยตรงใน 3 ข้อความนี้ แต่เนื่องจาก หฤทัย สนับสนุนนายกฯ ที่มาจากการแต่งตั้ง ดังนั้น จึงน่าจะอนุมานได้ว่า หฤทัย ก็น่าจะยังสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ เพราะพลเอก ประยุทธ์เคยเป็นนายกที่มาจากการแต่งตั้ง (รัฐประหาร) มาก่อน และทั้ง 3 ข้อความนี้พยามจะบอกว่ามีปัญหาอยู่จริง และรัฐบาลก็มีปัญหาจริง แต่ต้นตอปัญหาที่แท้จริงกลับไม่ใช่ตัวคณะรัฐมนตรี แต่เป็นตัวประชาชนต่างหากที่ไม่มีปัญญาเลือกคนดีมีความสามารถมาเป็นผู้นำเอง ดังนั้น ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่ให้ผู้นำมาจากการเลือกตั้งจึงไม่เหมาะสมกับสังคมไทยที่ประชาชนด้อยคุณภาพ หฤทัยจึงเสนอว่านายกฯ ควรมาจากการแต่งตั้งเท่านั้น

วาทกรรมตอบโต้กลุ่มที่สองไม่โทษที่ตัวผู้นำหรือคณะรัฐมนตรี แต่โทษที่ตัวประชาชนโดยตรง ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ ที่เขียนใน Facebook ว่า "ประชาชนโง่เราจะตายกันหมด" ซึ่งเป็นการเล่นคำกับวลีที่ก่อนนี้ถูกเอามาโจมตีพลเอก ประยุทธ์ว่า “ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด” ที่ถูกใช้เป็น hashtag ในสื่อสังคมใหม่อย่างแพร่หลายในช่วงหลัง แม้ศาสตราจะอ้างว่าเขาไม่ได้เขียนโพสต์นี้เองแต่ไปคัดลอกของคนอื่นมาอีกที แต่มันก็น่าจะสะท้อนความคิดของเขาพอสมควรเพราะ ใครอ่านดูก็น่าจะรู้ว่าโพสต์นี้มีเนื้อหาที่ ‘ล่อเป้า’ อย่างชัดเจน ถ้าเขาไม่คิดหรือไม่เชื่อตามนี้คงไม่กล้าคัดลอกมาโพสต์ใน Facebook ของตัวเองเช่นนี้ เนื้อหาในโพสต์นี้ระบุว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ COVID 19 ในเมืองไทยจริง ๆ แล้วเกิด “ความโง่ของประชาชนล้วน ๆ” เพราะ ประชาชนมีข้อมูลที่ไม่มากพอแต่กลับทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูม คิดเอาเองว่ารัฐบาลมีความบกพร่องโดยไม่มองที่ตัวเอง เอาแต่โทษรัฐบาลฝ่ายเดียว[5] สรุปแล้ว ประชาชนคนไทยนั้นโง่ ไม่มีคุณภาพ มิหนำซ้ำยังมาโทษแต่ผู้นำ

แม้ว่าสุดท้าย สส. ผู้นี้จะออกมาขอโทษแล้วว่าเสียใจกับการโพสต์กระทู้นี้ แต่คำขอโทษอาจจะไม่สะท้อนว่าเขาเห็นแย้งกับเนื้อหาโพสต์นี้ แต่เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นเพราะมี ‘ทัวร์ลง’ หรือคนจำนวนมากเข้ามาต่อว่าที่ตัว ศาสตรา พรรคพลังประชารัฐ และรัฐบาล ในโพสต์นี้มากถึง 76,000 กว่าข้อความ (comments) และแชร์ไปประจานว่าอีกกว่า 64,000 ครั้ง[6] ซึ่งถือว่ามากทีเดียว

มุมมองของหฤทัยและศาสตราแม้จะมีความแตกต่างในบางมิติ แต่ก็สะท้อนภาพลบที่มีต่อประชาชน ศาสตราไม่ได้แสดงจุดยืนต่อต้านรัฐบาลหรือกลุ่มรัฐมนตรีอาจเป็นเพราะ ตัวเองก็เป็น สส. ฝ่ายรัฐบาลด้วย นอกจากนั้น ศาสตราก็ไม่ได้โจมตีระบอบประชาธิปไตยหรือการเลือกตั้ง เพราะตัวเองก็มาจากการเลือกตั้ง แต่มันก็ย้อนแย้ง (irony) ตรงที่ตัวเองเป็น สส. ที่มาจากประชาชนแต่กลับชี้หน้าว่าประชาชนว่าโง่ อย่างไรก็ตาม วาทกรรมตอบโต้ทั้ง 2 กลุ่มมีมุมมองที่ตรงกันว่าประชาชนคนไทยนั้นโง่ ไม่มีคุณภาพ ไม่มีข้อมูล และไม่มีเหตุผลเพียงพอ

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทัศนคติของทั้งหฤทัยและศาสตรานั้นสอดคล้องกับมุมมองของแกนนำและนักวิชาการ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่เคยแสดงในพื้นที่สาธารณะก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารปี 2557 ตัวอย่างเช่น เสรี วงศ์มณฑา นักวิชาการฝ่าย กปปส. เคยปราศรัยว่าคนสามแสนคนที่มีคุณภาพดีกว่าคน 15 ล้านคนที่ไม่มีคุณภาพ (คนที่เลือกพรรคเพื่อไทย)[7] หรือพูดอีกอย่างคือ ความคิดของคนส่วนน้อยที่มีคุณภาพย่อมมีน้ำหนักมากกว่าความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ไร้คุณภาพ จรัสพงษ์ สุรัสวดี หรือ ซูโม่ตู้ ที่มีบทบาทในการต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เคยเสนอว่าคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีไม่ควรมีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ อดีตอธิการบดี NIDA และที่ปรึกษากลุ่ม กปปส. ก็เคยกล่าวว่าหลักการ 1 คน 1 เสียงไม่เหมาะที่จะใช้กับสังคมไทย[8] นอกจากนี้ จิตภัสร์ กฤดากร (ภิรมย์ภักดี) แกนนำและโฆษกกลุ่ม กปปส. ก็เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศว่า “คนไทยขาดความเข้าใจประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะในชนบท”[9] ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น แต่เราจะเห็นว่าการแสดงทัศนคติที่เป็นลบกับประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศของแกนนำและกลุ่มผู้สนับสนุน กปปส. ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด

ถ้าจะยืมคำของนักการเมืองอนุรักษ์นิยมอย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกคนที่เห็นแย้งกับตัวเองว่า ‘พวกชังชาติ’ หรือเรียกแนวคิดของคนกลุ่มนี้ว่า ‘ลัทธิชังชาติ’ (anti-patriotism) เราอาจจะเรียกคนกลุ่มที่เชียร์รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ว่าเป็นกลุ่ม ‘ชังประชาชน’ หรือ แนวคิดคนกลุ่มนี้ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ‘ลัทธิชังประชาชน’ (anti-people doctrine) ซึ่งหมายถึงแนวคิดที่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เป็นคนที่โง่ ไม่มีคุณภาพ ไม่มีความรู้ หรือไม่มีเหตุผลมากพอที่จะตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงไม่สนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่ในประเทศเป็นผู้เลือกผู้นำ เราอาจจะเรียกแนวคิดนี้อีกอย่างว่าเป็น ‘ลัทธิชังคนส่วนใหญ่’ (anti-majority doctrine) แน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ชังประชาชนทุกคน แต่คนที่เห็นด้วยกับพวกเขาซึ่งเป็นคนส่วนน้อยก็จะเป็นข้อยกเว้น

นอกจากนี้ อีกสาเหตุที่คนกลุ่มนี้ต้องชังประชาชนคนส่วนใหญ่ เพราะที่ผ่านมาหลายปีได้พิสูจน์ให้เห็นว่าผลประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่มักจะสวนทางกับผลประโยชน์ของคนกลุ่มนี้ ในช่วง 15 ปีนี้เราจึงเห็นความพยายามที่ลดทอนอำนาจของเสียงคนส่วนใหญ่หลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงได้เข้าใจว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ที่คนกลุ่มนี้สนับสนุนไม่เคยชนะการเลือกตั้งมาเกือบ 30 ปี (ครั้งสุดท้ายที่ชนะคือ การเลือกตั้งปี 2535) ทำไมจึงต้องมีการรัฐประหารถึง 2 ครั้งในรอบ 10 ปี ทำไมมีการยุบพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งหรือได้รับความนิยม อย่างพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และพรรคอนาคตใหม่ ทำไมจึงมีความพยายามขัดขวางการเลือกตั้งโดยวิธีต่าง ๆ และทำไมจึงมีรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 ที่ร่างโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงเขียนให้พรรคพลังประชารัฐอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ เขียนให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง และเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระและสถาบันตุลาการ ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อจะทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศมีสิทธิและอำนาจทางการเมืองให้น้อยที่สุด

ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ‘ลัทธิชังประชาชน’ เป็นสิ่งที่ดำรงคงอยู่กับการเมืองไทยมานาน แม้ตัวละครทางหรือบทบาททางการเมืองอาจเปลี่ยน แต่ความคิดนี้หาได้เปลี่ยนตามไม่ ผู้เขียนคิดว่ามันน่าสนใจตรงที่ แม้ประเทศไทยในปัจจุบันจะเข้าสู่โหมด ‘การเมืองปกติ’ แล้ว พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่มาจากการ ‘เลือกตั้ง’ แล้ว แต่แนวคิดนี้ก็ยังคงอยู่ ลัทธิชังประชาชนถูกใช้เป็นวาทกรรมตอบโต้เพื่อผลทางการเมืองโดยนักการเมืองและกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่มันจะยังคงถูกใช้ต่อไปในอนาคต เพราะที่สุดแนวคิดนี้ก็จะชี้ว่าแล้วเราเองก็ยังไม่ควรไว้ใจประชาชนหรือรัฐบาลที่มาจากประชาชนอยู่ดี ตราบใดที่ความคิดเช่นนี้ยังดำรงคงอยู่ในสังคมและถูกผลิตซ้ำโดยคนที่มีอิทธิพลในสังคม ประเทศไทยคงไม่สามารถหลุดออกจากวังวนของวงจรอุบาทว์ที่เสียงของประชาชนจะถูกกลบด้วยเสียงปืนและอำนาจของประชาชนจะไม่ใช่อำนาจที่สูงสุดอย่างที่ประเทศประชาธิปไตยควรจะเป็น

 

 

อ้างอิง

[1] “'ดร.เสรี'เพลีย! ลั่นหมดแรงหนุนรัฐบาล เห็นรมต.บางคนมีวาระซ่อนเร้น-เน้นประโยชน์ส่วนตน” แนวหน้า, 7 มีนาคม 2563, เข้าถึงเมื่อ 16 มีนาคม 2563. https://www.naewna.com/politic/477800.

[2] “หฤทัย ม่วงบุญศรี,” Facebook, 9 มีนาคม 2563, เข้าถึงเมื่อ 16 มีนาคม 2563. https://www.facebook.com/auharuthai/posts/3017512528301653.

[3] “หฤทัย ม่วงบุญศรี,” Facebook, 9 มีนาคม 2563, เข้าถึงเมื่อ 16 มีนาคม 2563. https://www.facebook.com/auharuthai/posts/3017792811606958.

[4] “หฤทัย ม่วงบุญศรี,” Facebook, 9 มีนาคม 2563, เข้าถึงเมื่อ 16 มีนาคม 2563. https://www.facebook.com/auharuthai/posts/3017796674939905.

[5] “พลังประชารัฐ นายศาสตรา ศรีปาน,” Facebook, 15 มีนาคม 2563, เข้าถึงเมื่อ 16 มีนาคม 2563. https://www.facebook.com/194806671454828/photos/a.195170541418441/518180569117435/?type=3&theater

[6] ในขณะที่เขียนเวลา 10.00 น. วันที่ 17 มีนาคม 2563

[7] “ดร.เสรีกับเสียงคุณภาพ,” Youtube, 14 ธันวาคม 2556, เข้าถึงเมื่อ 16 มีนาคม 2563, https://www.youtube.com/watch?v=qd-jGtKz4Ig.

[8] “เปิดชุดความคิด 'คนไม่เท่ากัน,'” Voice TV, 13 ธันวาคม 2556, เข้าถึงเมื่อ 16 มีนาคม 2563, https://www.voicetv.co.th/read/91059.

[9] “ตั๊น จิตภัสร์ ย้ำ ต้องสอนประชาธิปไตยคนชนบท,” 16 ธันวาคม 2556, เข้าถึงเมื่อ 16 มีนาคม 2563, https://www.voicetv.co.th/read/91266.

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์