มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกแถลงการณ์ 6 ปี ของการหายไปของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกแถลงการณ์ 6 ปี ของการหายไปของบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ เรียกร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้เร่งทำความเห็นแย้งอัยการคดีพิเศษ หลังสั่งฟ้องชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรและพวกเพียงข้อหาความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น พร้อมขอให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งรัดการตรา “พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการป้องกันบุคคลจากการกระทำให้สูญหาย

17 เม.ย. 2563 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง 6 ปีของการหายไปของบิลลี่ นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและเร่งตรากฎหมายต่อต้านการทรมานและบังคับสูญหาย โดยระบุว่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2557 พอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำชาวกะเหรี่ยง หลานปู่คออี้ ที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิชุมชนและสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ที่ถูกประกาศทับโดยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้หายตัวไปเป็นเวลา 6 ปีแล้ว โดยไม่ทราบชะตากรรม หลังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจับกุมและควบคุมตัวไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2562 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมทีมงาน ได้แถลงความคืบหน้าของคดีระบุว่า ได้พบชิ้นส่วนกระดูก 2 ชิ้น ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร 1 ถัง เหล็กเส้น 2 เส้น ถ่านไม้ 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน ในลำห้วย ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากนั้นส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์พบว่า

 “วัตถุเป็นชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์ มีรอยไหม้สีน้ำตาล ร่วมกับรอยแตกร้าว และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200-300 องศาเซลเซียส ซึ่งตรวจสอบแล้วพบสารพันธุกรรมตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของนายพอละจี เมื่อพิจารณาจากสถานที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานอื่นๆในสำนวนประกอบ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงเชื่อว่า วัตถุดังกล่าวเป็นกระดูกของ นายพอละจี รักจงเจริญ ที่สูญหายไป”

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ขออนุมัติหมายศาลจับกุม ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพวกรวม 4 คน  โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อนุมัติหมายจับใน 5 ข้อหา เกี่ยวข้องอาชญากรรมที่ร้ายแรงต่อบิลลี่ แต่ผู้ต้องหาทั้งหมด ศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว  ต่อมาอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกคน  ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดจากการที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยง ให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ และข้อหาอื่นๆ ตามที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเสนอ พนักงานอัยการสั่งฟ้องชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรและพวกเพียงข้อหาความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น

จากการติดตามคดีนี้ นับตั้งแต่บิลลี่ถูกบังคับให้สูญหาย ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวของบิลลี่และประชาคมชาวกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าแก่งกระจานต้องประสบปัญหาและอุปสรรคตลอดมาในการเรียกร้องแสวงหาความยุติธรรม จนบัดนี้ครอบครัวและสังคมยังคงไม่ได้รับรู้ความจริง  โดยรัฐยังไม่สามารถนำตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดมาลงโทษ ชดใช้เยียวยาครอบครัวของบิลลี่ และแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานแต่อย่างใด

การบังคับบุคคลให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษอื่น ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ที่ประเทศไทยเป็นภาคี และขัดต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) ที่ประเทศไทยได้ลงนามและรัฐบาลและรัฐสภาไทยได้อนุมัติให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแล้ว แต่การดำเนินการเพื่อออกกฎหมายอนุวัติการให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาทั้งสองฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญา เพื่อให้การสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำผิดมีประสิทธิภาพและโดยไม่มีการยกเว้น กลับถูกทำให้ล่าช้าออกไปโดยไม่มีกำหนด

มูลนิธิผสานวัฒนธรมจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐและผู้มีอำนาจหน้าทีดำเนินการดังต่อไปนี้

1.ให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไปจนถึงที่สุด เพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดต่อพอละจีมาลงโทษโดยเร็ว และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของเจ้าพนักงานในการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น

2.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการปกป้อง คุ้มครอง และให้ความช่วยเหลือ พยานโดยเฉพาะกับครอบครัวของพอละจี ให้พ้นจากการข่มขู่คุกคามจากอิทธิพลใดๆทั้งสิ้น

3.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้เร่งทำความเห็นแย้งอัยการคดีพิเศษอย่างจริงจัง เป็นอิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในข้อหาความผิดร้ายแรงต่อไป

4.ขอให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งรัดการตรา “พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการป้องกันบุคคลจากการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. .......” เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ โดยยึดมั่นในหลักการตามอนุสัญญาทั้งสองฉบับโดยเคร่งครัดและครบถ้วน เพื่อคุ้มครองประชาชนและป้องกันไม่เกิดอาชญากรรมอย่างเช่นกรณีบิลลี่ขึ้นอีก

5.หากพบว่าการกระทำอันใดที่ละเมิดต่อพอละจี รักจงเจริญ เกิดจากการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐคนใด ขอให้หน่วยงานต้นสังกัดพักราชการเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเพื่อป้องกันมิให้ใช้อิทธิพลในการแทรกแซงคดี และลงโทษผู้ทั้งทางวินัยและทางอาญาตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรม

6.ขอให้รัฐบาลยอมรับ เคารพ และปฏิบัติการโดยทันทีและอย่างเป็นผล ในการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและสิทธิชุมชนของชาวกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าแก่งกระจาน และชนเผ่าพื้นเมืองอื่นๆ เพื่อให้เป็นไปตามปณิธานในการต่อสู้ของพอละจี รักจงเจริญและปู่โคอี้ ผู้นำชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน

 

 

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์