Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กรณีรัฐประหารพม่าที่นำไปสู่การปราบปรามอย่างนองเลือด จนประชาชนพม่าเรียกร้องให้สหประชาชาติแทรกแซงตามหลักการ R2P หรือความรับผิดชอบเพื่อปกป้องนั้น ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ควรใช้ R2P เพื่อห้ามค้าอาวุธและคว่ำบาตรแบบเจาะจงต่อนายพลพม่า

การเดินประท้วงต้านรัฐประหารเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2564 ที่เมืองทวาย ประเทศเมียนมา ภาพโดย Khit Thit Media 

การเดินประท้วงต้านรัฐประหารเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2564 ที่เมืองทวาย ประเทศเมียนมา ภาพโดย Khit Thit Media

ช่วงที่ผ่านมาผู้ประท้วงในพม่ามีการเรียกร้องให้สหประชาชาติ หรือยูเอ็น ดำเนินมาตรการบางอย่างเพื่อแทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งบางคนหมายรวมถึงการใช้กองกำลังทหารจากต่างชาติเข้ามาในพม่า เพื่อหยุดยั้งการยึดอำนาจของกองทัพ 

ตัวอย่างที่เด่นชัดปรากฏอยู่ในสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยมอย่าง ‘เฟซบุ๊ก’ โดยผู้ประท้วงต่อต้านกองทัพมักจะโพสต์บรรยายสถานการณ์การประท้วงในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือพม่า พร้อมติดแฮชแท็กว่า “How many dead Bodies need For UN to take action” อย่างไรก็ตาม คริส ซิโดติ อดีตสมาชิกคณะสอบสวนข้อเท็จจริงอิสระกรณีเมียนมา ระบุว่าต่างชาติไม่ควรใช้ ‘หลักการรับผิดชอบเพื่อการคุ้มครอง’ (R2P) เพื่อดำเนินมาตรการทางทหาร แทรกแซงกิจการในประเทศพม่า

โฆษณา - Advertising

“สหประชาชาติ หรือยูเอ็น ควรใส่ใจต่อเสียงเรียกร้องจากชาวเมียนมา ที่ขอให้ยูเอ็นดำเนินมาตรการ ‘หลักการรับผิดชอบเพื่อการคุ้มครอง’ หรือ Respossiblity to protect เรียกย่อ ๆ ว่า R2P แต่ไม่ และไม่ควรมีการแทรกแซงด้วยมาตรการทางทหาร” ซิโดติ กล่าว

คริส ซิโดติ อดีตสมาชิกคณะสอบสวนข้อเท็จจริงอิสระกรณีพม่า (independent UN fact-finding mission on Myanmar) ระบุว่า หลักการที่รู้จักกันในชื่อ R2P นี้ ควรถูกใช้เพื่อสนับสนุนมาตรการต้านเผด็จการกองทัพพม่า เช่น ห้ามประชาคมโลกค้าอาวุธให้เมียนมา คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Sanction) และมีการจับตาดูการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาอย่างใกล้ชิด    

อย่างไรก็ตาม ซิโดติ ย้ำเตือนว่า นับตั้งแต่ที่กองทัพยึดอำนาจจากพลเรือนเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีชาวเมียนมาบางรายวิงวอนให้นานาชาติดำเนินมาตรการ R2P ในรูปแบบการใช้กำลังทหารแทรกแซง เพื่อเข้าช่วยเหลือปกป้องพลเรือนในพม่า โดยเฉพาะผู้ประท้วงที่ถูกสลายการชุมนุมด้วยอาวุธของทหารและตำรวจ

“ชาวเมียนมาเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการ R2P ใช้กำลังทหารแทรกแซงหรือไม่ ถ้าอย่างนั้น เขาต้องรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก” ซิโดติ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Myanmar Now ‘มันจะไม่เกิดขึ้น มันไม่เกิดขึ้นในปี 2017 ที่ชาวโรฮิงญาถูกไล่ล่า ขับไล่ ข่มขืน และถูกฆ่า และผมก็ไม่เห็นว่าจะมีการตัดสินใจเข้ามาแทรกแซงอย่างไรในขณะนี้’ 

“อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากเห็นเมียนมากลายเป็นแบบประเทศอัฟกานิสถาน และอิรัก” ซิโดติ กล่าวเพิ่ม

ซิโดติ ขณะนี้เป็นหนึ่งในสามสมาชิกสภาที่ปรึกษาพิเศษกรณีพม่า ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่มีภารกิจที่สำคัญ คือ การจัดเตรียมความช่วยเหลือจากนานาชาติให้กับการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

ขณะที่สมาชิกอีกสองคน คือ ยังฮีลี อดีตผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติต่อกรณีพม่า และดาร์ซึกิ ดารัสมัน ทนายความอินโดนีเซีย อดีตสมาชิกคณะสอบสวนข้อเท็จจริงอิสระกรณีพม่า เช่นเดียวกับซิโดติ 

การสลายการชุมนุมที่ตองจี รัฐฉาน เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2564 ภาพโดย Tachilek News Agency
การสลายการชุมนุมที่ตองจี รัฐฉาน เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2564 ภาพโดย Tachilek News Agency
 

R2P เป็นมาตรการที่ถูกร่างขึ้นมา เพื่อตอบสนองกับความโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นในประเทศรวันดา และอดีตประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา) ในช่วงทศวรรษ 1990 และสหประชาชาติได้ออกเอกสารรับรองในการประชุมระดับโลกขององค์กรสหประชาชาติ (UN World Summit) เมื่อปี ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548)

R2P ถูกใช้โดยสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเข้าถล่มเป้าหมายที่ประเทศลิเบียเมื่อปี ค.ศ.2011 จากเหตุการณ์คราวนั้นได้ทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้น เนื่องจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน วิจารณ์ว่าการโจมตีดังกล่าวทำให้พลเรือนเสียชีวิต และอาจมีการโจมตีสถานที่ที่ไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร

กลับมาที่สถานการณ์ในพม่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประท้วงพยายามเรียกร้องให้ยูเอ็นทำอะไรบางอย่างเพื่อหยุดยั้งกองทัพพม่า โดยพวกเขาคิดสโลแกนเป็นประโยคว่า ‘ต้องมีผู้เสียชีวิตอีกกี่คน’ ยูเอ็นถึงจะเข้ามาช่วย 

แต่ในข้อความก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า มาตรการ (Action) รูปแบบไหนกันแน่ที่พวกเขาคาดหวัง อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์การสถานการณ์ทางการเมือง เตือนผู้ประท้วงว่า อาจจะเป็นการสิ้นเปลืองเวลา และพลังงาน เพื่อเรียกร้องให้มีการแทรกแซง จากนานาชาติ ซึ่งไม่สามารถทำได้ และจะไม่ทำ

เจ้าหน้าที่สหประชาชาติ ร่วมด้วยชาติอื่น ๆ อย่าง สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เรียกร้องให้กองทัพพม่าต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมที่ได้ก่อขึ้น แต่ก็ไม่ได้การกำหนดว่าจะทำให้กองทัพรับผิดยังไง มีเพียงแต่การประณามเท่านั้น 

“ความเข้าใจผิดถึงมาตรการอันใกล้นี้ทำให้ผู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยหลายคนเชื่อว่าอาจมีการแทรกแซงที่สำคัญเกิดขึ้นในเร็ววัน ป้ายการประท้วงช่วงที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และชาติอื่น ๆ ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังทหารบุกเข้ามา” กาเบรียล เอรอน นักวิเคราะห์ และฟรานซิส เวด ผู้สื่อข่าว เขียนบทความลงในสำนักข่าว เดอะ การ์เดียน (The Guardian)   

“องค์กรภาคประชาสังคมในเมียนมาร่วมมือกันส่งเสียงเรียกร้องให้สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติส่งกองกำลังเข้ามาแทรกกิจการภายในของประเทศเมียนมา” เอรอน และเวด กล่าวเพิ่ม 

เอรอน และเวด ระบุว่า ถ้ามองในแง่ยุทธวิธี บางคนเลือกที่จะเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินหลักการ R2P เพื่อขยายเพดานเรียกร้องความสนใจจากนานาชาติมากขึ้น แต่หากบางคนศรัทธาในมหาอำนาจตะวันตกว่าพวกเขาจะเข้ามาแทรกแซง อาจต้องผิดหวังแน่นอน  

“บางคนพยายามส่งเสียง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากนานาชาติให้มากขึ้น แต่ก็ยังมีคนที่ศรัทธาต่อมหาอำนาจตะวันตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งคนเหล่านี้มองไม่เห็นข้อเท็จจริงที่น่าอึดอัดใจของประเทศเสรีนิยม คือประเทศเหล่านี้มักใช้วาทศิลป์คำใหญ่คำโต เป็นเครื่องมือปกปิดว่า พวกเขาเหล่านี้จะไม่ดำเนินการอะไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น” เอรอน และเวด ระบุ

ซิโดติ กล่าวว่า การเรียกร้องมาตรการ R2P เป็นการเรียกร้องในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าในทางปฏิบัติ และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบเจาะจง การห้ามค้าขาย และการจับตาดูสถานการณ์ความรุนแรงเหล่านี้สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องผ่านหลักการ R2P 

แม้ซิโดชิ จะมองว่าไม่ควรใช้มาตรการทางทหารเข้าแทรกแซงกิจการภายในของพม่าก็ตาม แต่เขาเห็นด้วยว่า การเรียกร้องให้ยูเอ็นดำเนินมาตรการ R2P ถือเป็นยุทธวิธีที่ดี และมีประสิทธิภาพ เพราะต่อให้ยูเอ็นจะไม่ได้ใช้หลัก R2P ก็ตาม แต่การเรียกร้องอาจทำให้เกิดมาตรการอื่น ๆ เพื่อต่อต้านเผด็จการทหารพม่าตามมาได้ 

“แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม R2P ทำให้เกิดการดำเนินมาตรการอื่น ๆ ตามมาได้ ดังนั้น การเรียกร้องให้มีการใช้ R2P ยังเป็นวิธีที่มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพ” ซิโดชิ กล่าว “แค่อย่าคาดหวังว่าจะมีหมวกทหารสีน้ำเงิน (กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ) หรือหมวกทหารสีเขียว (กองกำลังจาก NATO จะสวมหมวกสีเขียว) หรือหมวกทหารจากชาติอื่น ๆ ว่าจะมาปรากฏตัวบนถนนนครย่างกุ้งในช่วงเวลาอันใกล้นี้” ซิโดติ ทิ้งท้าย 

 

อะไรคือ R2P หรือ Responsibility to Protect 

หลักการความรับผิดชอบในการปกป้อง (R2P) ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2548 ในการประชุมระดับโลกของยูเอ็น คือ รัฐที่มีอำนาจอธิปไตยต้องมีความรับผิดชอบในการปกป้องประชาชนภายในรัฐ ให้พ้นจากอาชญากรรมร้ายแรง 4 ประเภท คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม การกำจัดชาติพันธุ์ และอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ แต่หากรัฐใดไม่สามารถหรือล้มเหลวในการปกป้องประชากรภายในรัฐ องค์การระหว่างประเทศทั้งสหประชาชาติ และองค์การระดับภูมิภาค สามารถเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้ 

เหตุการณ์ที่มีการใช้หลักการ R2P เพื่อปกป้องประชาชน คือเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ลิเบีย เมื่อปี 2011 โดยขณะนั้น รัฐบาลนำโดยมูอัมมาร์ กัดดาฟี ให้ตำรวจและทหารใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ต่อต้านรัฐบาล ผลจากเหตุการณ์นั้น ทำให้ชาวลิเบียเสียชีวิตกว่า 500-700 ราย หลังจากรัฐบาลลิเบียใช้กองกำลังทหาร และรถถัง จัดการประชาชนลิเบียและกลุ่มกบฏที่ล้อมเมืองต่าง ๆ เช่น เบนกาซี มิสราตา และที่อื่น ๆ

คราวนั้น สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีการนำหลักการ R2P มาใช้ เพื่อปกป้องประชาชนลิเบีย และเป็นผลให้ต่อมา มีปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเป้าหมายทางทหารของกองทัพลิเบีย ที่มีท่าทีคุกคามสวัสดิภาพของประชาชน สุดท้าย หลังจากการต่อสู้อย่างหนักหน่วงหลายเดือน รัฐบาลของกัดดาฟีก็ถูกโค่นลง และกลุ่มกบฎสามารถยึดเมืองทริโปลีได้        

 

แปลและเรียบเรียงจาก 

UN should invoke R2P to support arms embargo, sanctions against military - expert

https://www.globalr2p.org/countries/libya/

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising