Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ผลสำรวจของ ISEAS กับผู้ใช้งานโครงสร้างพื้นฐานของจีนในกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว และเวียดนาม ทั้งโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สนามบิน ทางด่วน ส่วนใหญ่มองเห็นประโยชน์จริง ทั้งความสะดวก ความปลอดภัย การลดเวลาเดินทาง และการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ทัศนคติเชิงบวกต่อโครงการไม่ได้แปลว่าผู้คนไว้วางใจจีนอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะยังมีความกังวลเรื่องภาระหนี้ อิทธิพลจากการพึ่งพาจีน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความโปร่งใสของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) 

 

14 ก.ค. 2569 Eugene R.L. Tan และ Hoang Thi Ha นักวิจัยจากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษายูซุฟ อิสฮัค หรือ ISEAS ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจีนในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" หรือ BRI ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทั้งประโยชน์ที่จับต้องได้และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในภาพกว้าง ซึ่งกลายเป็นมุมมองของภูมิภาคนี้ที่มีต่อจีนในฐานะคู่สัญญาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ข้อมูลจาก AidData ระบุว่า ตลอดช่วงปี 2000-2023 จีนได้ให้เงินกู้ยืมและเงินทุนช่วยเหลือรวมแล้วราว 163,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่ประเทศที่รายได้ต่ำและรายได้ปานกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางด้าน ธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ ADB ก็เคยประเมินไว้เมื่อปี 2017 ว่าถ้าหากไม่ได้เงินกู้จากจีนประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียนก็จะต้องเพิ่มงบประมาณโครงสร้างพื้นฐาน 5% ของ GDP เพื่อที่จะสร้างการเติบโตมูลค่านับล้านล้านได้

แต่ถึงแม้ว่าจีนจะเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียอาคเนย์ แต่โครงการ BRI ของจีนก็สร้างข้อกังขามายาวนาน รวมถึงเรื่อง "กับดักหนี้สิน" อีกทั้งยังมีเรื่องที่จีนสร้างอิทธิพลโดยอาศัยการเป็นผู้นำในการให้เงินทุนด้านการพัฒนาต่อประเทศต่างๆ แล้วใช้อิทธิพลตรงจุดนี้มาสร้างเงื่อนไขต่อรองกับชาติที่อ่อนแอกว่าหรือมีรายได้น้อยกว่า กลายเป็นการที่จีนฉวยโอกาสสร้างความคืบหน้าต่อแผนการด้านภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ของตัวเองได้

มีผู้วิจารณ์ว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน BRI จากจีนนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาในประเทศที่ดำเนินโครงการ ไม่ว่าจะเป้นเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาจากการกำกับดูแลที่ไม่ดีพอของบริษัทก่อสร้างของจีนในแง่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จนส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การสูญเสียที่อยู่อาศัย มลภาวะ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น กระทบปัญหาโลกร้อน สำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบหลายที่ก็ได้ทำการประท้วงต่อต้านโครงการโครงสร้างพื้นฐานของจีน

นักวิจัยจาก ISEAS ได้ทำการสำรวจเรื่องนี้โดยการสัมภาษณ์ผู้คนในประเทศที่มีจีนเข้าไปดำเนินโครงการพัฒนา ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว และ เวียดนาม ซึ่งต่างก็เป็นผู้ที่เคยใช้งานโครงการเหล่านี้ คือ โครงการสนามบินเสียมราฐอังกอร์ โครงการทางด่วนพนมเปญ–สีหนุวิลล์ PPS Expressway โครงการสะพานมิตรภาพกัมพูชา-จีน 8 แห่ง โครงการรถไฟความเร็วสูงจาการ์ตา–บันดุง โครงการรถไฟความเร็วสูงลาว–จีน และโครงการรถไฟฟ้า Cat Linh–Ha Dong ในฮานอย

มีการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,134 ราย ในช่วงระหว่างเดือน สิงหาคม-ธันวาคม 2025 โดยเน้นถามถึงเรื่องมุมมองต่อคุณภาพของโครงการจากจีนและผลพวงที่เกิดต่อชีวิตประจำวันกับชุมชนของพวกเขา

ในแง่ของคุณภาพบริการแล้ว ราว 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าโครงการที่จีนสร้างทั้ง 6 โครงการมีคุณภาพ "ดี" หรือ "ดีมาก" มีการพูดถึง "ความสะดวกสบาย" "ความสะอาด" และ "บริการดี" มีชาวกัมพูชาที่ชื่นชมทางด่วนพนมเปญ–สีหนุวิลล์ PPS Expressway และสะพานมิตรภาพฯ ว่าสร้างได้ดีและทำให้พวกเขาเดินทางได้ปลอดภัยขึ้น สะดวกสบายขึ้น ขณะที่ทางรถไฟของจีนก็ทำให้เดินทางได้รวดเร็วและสะดวกขึ้น มีราคาตั๋วโดยสารที่ "เข้าถึงได้" และ "เป็นธรรม"

มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากที่มองว่าโครงการของจีนได้ทำให้มีการเชื่อมต่อในประเทศดีขึ้น สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขา "ดีขึ้น" หรือ "ดีขึ้นมาก" นอกจากนี้ยังมีผู้ที่บอกว่าโครงการเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้พวกเขาทางการเงินในแง่การอำนวยความสะดวกให้กับการงานหรือธุรกิจของพวกเขา เช่น การย่นระยะเวลาในการเดินทางไปพบปะพูดคุยทางธุรกิจหรือไปทำงาน

มีบางโครงการเช่น โครงการทางรถไฟความเร็วสูง จาการ์ตา-บันดุง และโครงการรถไฟฟ้า Cat Linh–Ha Dong ในฮานอย ที่ถูกมองว่าทำให้มีทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าถึงธุรกิจของพวกเขาได้มากขึ้น กลายเป็นการส่งเสริมกิจการของพวกเขา

ในแง่ของประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น และต่อประเทศตัวเอง ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากก็มองในเชิงบวกเช่นกันว่าโครงการของจีนส่งผลดีต่อชุมชนและประเทศตัวเอง โดยพูดถึงเหตุผลเดิมอย่างเรื่องความสะดวกและคุณภาพ อีกทั้งยังมองว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในท้องถิ่นและในระดับชาติได้ เช่น กรณีสนามบินเสียมราฐ-อังกอร์ มีคนมองว่าช่วยทำให้เกิดการพัฒนาประเทศ ช่วยกระตุ้นการค้าการลงทุน และทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงประเทศได้มากขึ้น

มีกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 3 ใน 4 ที่เป็นชาวกัมพูชา ลาว และอินโดนีเซีย ที่ "เห็นด้วยอย่างมาก" หรือ "เห็นด้วย" กับเรื่องที่ว่าโครงการ BRI จะทำให้เกิดการพัฒนาประเทศและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีมุมมองที่ว่าโครงการของจีนมีการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยและมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศของพวกเขามีระบบการขนส่งมวลชนที่ทัดเทียบมกับประเทศพัฒนาแล้ว

สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อจีน

ผลสำรวจจากนักวิจัย ISEAS ระบุอีกว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งมองจีนในแง่บวกมากขึ้นหลังจากมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานจากจีน โดยเฉพาะในหมู่ชาวกัมพูชาที่มองจีนเชิงบวกมากขึ้น 88.5% ชาวลาว 87% มีชาวกัมพูชาบางคนที่เรียกจีนว่าเป็น "มิตรที่แน่นแฟ้นดั่งหุ้มเกราะเหล็ก" และมองว่าจีน "สนับสนุนการเติบโตและการท่องเที่ยวให้กับประเทศกำลังพัฒนา"

เทียบกับกลุ่มตัวอย่างชาวเวียดนามและอินโดนีเซีย มักจะมีมุมมองต่อจีนผสมกันไป ในแง่หนึ่งพวกเขามองว่าโครงสร้างพื้นฐานจากจีนให้ประโยชน์จริง แต่โครงการเหล่านี้ก็เป็นแค่มิติหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของพวกเขากับจีนที่มีอยู่หลายมิติ ชาวอินโดนีเซียบางคนบอกว่าโครงการรถไฟจากจีนไม่ได้เปลี่ยนมุมมองของพวกเขาที่มีต่อจีนไปเลย เพราะมองว่าจีนเป็นประเทศที่เจริญกว่าและอยากให้อินโดนีเซียเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

แต่ชาวเวียดนามจำนวนหนึ่งก็แสดงความรู้สึกทางลบต่อจีน โดยบอกว่าพวกเขาไม่เชื่อใจจีนและกังวลว่าจะมีการคุกคามจากจีนเนื่องจากกรณีข้อพิพาททะเลจีนใต้ นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังเคยมีความบาดหมางกันมาก่อนตั้งแต่ในอดีต

ในแง่ทัศนคติต่อบริษัทก่อสร้างจากจีนก็สะท้อนไปในทางใกล้เคียงกัน คือกลุ่มตัวอย่างชาวกัมพูชากับชาวลาวส่วนมากชื่นชมบริษัทก่อสร้างจีน แต่เวียดนามดูจะมีไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ชื่นชมพวกเขา เนื่องจากมีข้อกังวลต่างๆ จากการก่อสร้างของบริษัทจีนไม่ว่าจะเป็นเรื่องความล่าช้าอย่างมากในการดำเนินการ เรื่องต้นทุนที่สูงกว่างบประมาณที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรก รวมถึงเหตุเกี่ยวกับความปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อกังวลตั้งแต่ตอนก่อนสร้าง แต่ดูเหมือนว่าเมื่อสร้างโครงการเสร็จแล้วก็มีทัศนคติเชิงบวกขึ้นบ้าง

ข้อกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานจีน การส่งอิทธิพลและกับดักหนี้สิน

ถึงแม้ว่าการสำรวจนี้จะชี้ให้เห็นความพึงพอใจและผลประโยชน์ที่จับต้องได้ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงทำให้มีการปรับทัศนคติต่อประเทศจีนไปในเชิงบวกมากขึ้นในบางประเทศ แต่ประสบการณ์และทัศนคติที่เปลี่ยนไปก็ไม่ได้หมายความว่าประชากรเหล่านี้จะสนับสนุนจีนอย่างไม่เงื่อนไข ผู้คนยังมีมุมมองความกังวลต่อโครงการของจีนในหลายปัจจัย เช่น เรื่องภาระหนี้สาธารณะ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการขาดการคุ้มครองทางสังคมที่ดีพอ

สิ่งที่เป็นความกังวลหลักๆ ของกลุ่มประชากรคือเรื่องความเสี่ยงทางการคลัง มีความกังวลเกี่ยวกับโครงการ BRI ในเรื่องราคาการก่อสร้างที่สูง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมาจากการให้กู้ยืมจากเงินทุนจีน ทำให้กังวลว่าจะขาดความยั่งยืนทางการเงินและเสี่ยงที่จะ "เป็นหนี้ทางการเงินต่อจีน" ประเทศที่กังวลในเรื่องนี้เป็นพิเศษคือ ลาว มีกลุ่มตัวอย่าง 80.8% ที่กังวลในเรื่องนี้ รองลงมาคือ กัมพูชา และอินโดนีเซีย ที่มีมากกว่า 60% กังวลในเรื่องนี้

สำหรับกรณีลาวนั้น สะท้อนปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นจริงในระดับที่เกินกว่า GDP ของประเทศ เคยมีรายงานในเรื่องนี้จากสถาบันโลวี ที่ระบุว่า ลาวกำลังเผชิญวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่ที่เสี่ยงต่อการเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในช่วงสิบปีข้างหน้า โดยมาจากการทุ่มลงทุนในภาคส่วนพลังงานที่อาศัยการกู้หนี้จากจีน

รายงานจากสถาบันโลวีระบุอีกว่า ภาวะหนี้สาธารณะในลาวยังส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นทวีคูณมาเป็น 31% ในปี 2024 ภาวะเงินเฟ้อสูงเช่นนี้ส่งผลให้ราคาอาหารของลาวพุ่งสูงขึ้น 40% ส่งผลให้ครอบครัวชาวลาวเผชิญความยากลำบาก

สุขนิลา เขียวลา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก และนักวิเคราะห์อื่นๆ มองว่าหนี้สาธารณะสูงท่วมหัวของลาวก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหาแย่ลงกว่าเดิม ตัวเลขหนี้ของลาวอยู่ที่ 13,800 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 108% ของ GDP ของประเทศ

ทางธนาคารโลกบอกว่าหนี้สินของลาวอยู่ในระดับ "ขาดความยั่งยืน" ในจำนวนหนี้ 10,500 ล้านดอลลาร์ที่ลาวติดประเทศอื่นๆ อยู่นั้นมีอยู่ครึ่งหนึ่งที่ลาวติดหนี้จีน ซึ่งมักจะเป็นการกู้ยืมไปทำโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำบนแม่น้ำโขง และโครงการรถไฟความเร็วสูง 6,000 ล้านดอลลาร์ที่เชื่อมจีนกับไทยโดยพาดผ่านทางลาว

อีกประเทศหนึ่งที่แสดงความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะคือ อินโดนีเซีย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เผชิญหนักเท่าลาว โดยในปี 2024 มีการระบุว่าอินโดนีเซียมีอัตราหนี้สาธารณะ 41% ของ GDP อย่างไรก็ตามซีอีโอของผู้ให้บริการระบบรางอินโดนีเซียก็เตือนว่าหนี้จากโครงการรถไฟความเร็วสูงที่มีมูลค่า 7,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการกู้ยืมจีนมา 75% นั้น อาจจะกลายเป็น "ระเบิดเวลาทางการเงิน"

เมื่อเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมา ทูตจีนได้ประกาศว่าได้มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับอินโดนีเซียโดยที่การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใดๆ ก่อนหน้านี้

ในเดือน เมษายน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara ของอินโดนีเซียได้แถลงว่าพวกเขาทำการตกลงกันกับจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้วในเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ขณะที่ทูตจีนให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่ายังคงอยู่ในขั้นตอนการเจรจา แต่ก็เป็นไปได้ด้วยดี

มีข้อสังเกตว่า เมื่อนานนี้ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ได้ทำการปรับคณะกรรมการภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนารวม่กับจีนในแบบยกเครื่อง

โครงการรถไฟจาการ์ตา-บันดุง หรือที่เรียกว่า WHOOSH นี้มีผู้ใช้งานราว 6.2 ล้านรายในปี 2025 แต่ในช่วงที่มีการก่อสร้างก็เต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องต้นทุนที่สูงกว่างบที่ตั้งไว้ ปัญหาความล่าช้าเนื่องจาก COVID-19 และปมเรื่องการเวนคืนที่ดินที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ผู้ตอบแบบสอบถามของงานวิจัย ISEAS ยังแสดงความกังวลในเรื่องผลกระทบจากโครงการของจีนที่จะสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสังคม โดยเฉพาะจากชาวลาว นอกจากนี้อินโดนีเซียก็แสดงความกังวลเรื่องที่โครงการรถไฟความเร็วสูงก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมแย่ยิ่งกว่าเดิม สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างที่อยู่อาศัยของประชาชนใกล้เคียง รวมถึงมีการทิ้งของเสียอย่างไม่เหมาะสมในช่วงที่มีการก่อสร้าง

ในกรณีของลาว มีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการที่ถูกเวนคืนที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้พวกเขาต้องพลัดถิ่นจากที่อยู่อาศัยเดิมโดยไม่มีการชดเชยที่เหมาะสม หรือไม่มีการช่วยเหลือการตั้งรกรากใหม่

นอกจากนี้ยังมีข้อวิจารณ์เรื่องเชิงโครงสร้างจากนักวิเคราะห์ ซึ่งมองว่าในประเทศที่จีนเข้าไปทำโครงการพัฒนาไม่ได้มีการพัฒนารองรับที่ดีพอในด้าน "โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น" คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐาน อีกทั้งยังมีปัญหาโครงสร้างที่จีนเข้าไปสร้างไม่สามารถเชื่อมโยงกับโครงสร้างที่มีอยู่เดิมของประเทศนั้นๆ ได้ รวมถึงยังมีเรื่องที่ผู้คนเข้าถึงและใช้งานโครงการเหล่านี้ได้จำกัด ชุมชนท้องถิ่นได้ประโยชน์น้อย

งานวิจัยจาก ISEAS ยังได้สอบถามกลุ่มตัวอย่างในเรื่องที่ว่าพวกเขามีประเทศอื่นๆ ที่อยากเป็นผู้ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนอกจากจีนหรือไม่ คำตอบจากแบบสอบถามทำให้เห็นว่าถึงแม้กลุ่มตัวอย่างจะมองว่าโครงการของจีนมีคุณภาพและสร้างประโยชน์ แต่ก็ยังมองว่ามีประเทศอื่นๆ ที่ทำได้ดีกว่าในเรื่องนี้

ประเทศที่กลุ่มตัวอย่างมองในเชิงบวกมากกว่าในแง่ของผู้ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คือประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีประสบการณ์ที่ดีจากโครงการก่อนหน้านี้ รวมถึงมีภาพลักษณ์เรื่องความโปร่งใสมากกว่า มีความรับผิดชอบทางการเงินมากกว่า และมีความปลอดภัยสูงกว่า เสี่ยงน้อยกว่าทีจะถูกใช้อิทธิพลแทรกแซง และเสี่ยงน้อยกว่าที่จะถูกทำให้ติดกับดักภาวะพึ่งพิงทางยุทธศาสตร์

ประเทศที่ถูกมองในเชิงบวกรองลงมาจากญี่ปุ่นคือสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยสหภาพยุโรป (อียู) ในมุมมองของกลุ่มตัวอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม หรือ สถาบันการเงินนานาชาติในมุมมองของกลุ่มตัวอย่างลาวและกัมพูชา โดยมีมุมมองว่าสหรัฐฯ และอียู มีประวัติที่ดีกว่าในเรื่องการมีส่วนร่วม มีความเสี่ยงทางการเงินน้อยกว่า ในกรณีของอียูนั้นมีการให้เหตุผลเรื่องความโปร่งใส การมีความเสี่ยงจะถูกแทรกแซงน้อยกว่า และเสี่ยงน้อยกว่าที่จะถูกทำให้ติดกับดักภาวะพึ่งพิงด้วย ถึงแม้ว่าในอดคตจนถึงปัจจุบัน ทั้งสหรัฐฯ และประเทศยุโรปจะไม่ค่อยเข้ามามีในการเข้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียอาคเนย์ก็ตาม

 

 

เรียบเรียงจาก

How Southeast Asians Experience Chinese-Built Infrastructure, Fulcrum, 12-06-2026

https://fulcrum.sg/how-southeast-asians-experience-chinese-built-infrastructure/

ลาววิกฤตหนี้สาธารณะท่วม หลังกู้จีนทำเมกะโปรเจกต์โดยที่วางแผนไม่ดี

https://prachatai.com/journal/2025/04/112662

China Says Fast Train Debt Talks with Indonesia on ‘Right Track’, Jakarta Globe, 24-06-2026

https://jakartaglobe.id/business/china-says-fast-train-debt-talks-with-indonesia-on-right-track

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง