รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ประกอบด้วยอาร์เจนตินา สเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ที่รอบ 4 ทีมสุดท้ายประกอบด้วยอดีตแชมป์ทั้งหมด แต่ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากพอกับเรื่องในสนามคือความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นภูมิหลังของทั้ง 2 คู่ ก่อนเกมฝรั่งเศสพบสเปน อดีตนายกรัฐมนตรีสเปนเขียนบทความระบุว่าทีมชาติฝรั่งเศสไม่มีผู้เล่นที่เป็นคนฝรั่งเศส จนนายกรัฐมนตรีสเปนคนปัจจุบันและนักการเมืองฝรั่งเศสหลายรายออกมาประณาม ส่วนเกมอังกฤษพบอาร์เจนตินามีข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ที่ดำเนินมากว่า 4 ทศวรรษเป็นฉากหลัง โดยผู้เล่นอาร์เจนตินาเพิ่งร้องเพลงที่มีเนื้อหาอ้างถึงหมู่เกาะดังกล่าวระหว่างทัวร์นาเมนต์ และ FIFA ตัดสินใจไม่ลงโทษ
- มาริอาโน ราฆอย (Mariano Rajoy) อดีตนายกรัฐมนตรีสเปน เขียนบทความก่อนเกมรอบรองชนะเลิศว่าฝรั่งเศสมีขุมกำลังระดับแนวหน้า "แต่ไม่มีคนฝรั่งเศส" ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงผู้เล่นที่มีภูมิหลังผู้อพยพหรือมาจากอดีตอาณานิคม ขณะที่ข้อเท็จจริงคือผู้เล่น 23 จาก 26 คนในทีมชุดนี้เกิดในฝรั่งเศส
- เปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) นายกรัฐมนตรีสเปน ประณามความเห็นดังกล่าวว่าเป็นการเหยียดคนต่างชาติ และนักการเมืองฝรั่งเศสหลายรายวิจารณ์ราฆอยเช่นกัน โดยซานเชซมีกำหนดเยือนปารีสในวันชาติฝรั่งเศส 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ 2 ทีมพบกันในรอบรองชนะเลิศ
- ผู้เล่นอาร์เจนตินาร้องเพลง "Muchachos" ที่มีเนื้อหาอ้างถึงหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ หรือมัลบีนัสตามชื่อเรียกของอาร์เจนตินา ในห้องแต่งตัวหลังชนะอียิปต์ และ FIFA ตัดสินใจไม่ดำเนินการทางวินัย แม้มีกฎว่าด้วยการแสดงออกทางการเมืองในสถานที่แข่งขัน

รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ได้ 4 ทีมสุดท้ายครบแล้ว ประกอบด้วยอาร์เจนตินา สเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ทั้ง 4 ทีมเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ในฐานะ 4 อันดับแรกของโลกตามการจัดอันดับของ FIFA และทั้งหมดเคยเป็นแชมป์โลกมาก่อน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับรอบ 4 ทีมสุดท้ายนับตั้งแต่ปี 1990 ฝรั่งเศสจะพบสเปนที่เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส ส่วนอังกฤษจะพบอาร์เจนตินาที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย
อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่วันก่อนเกมทั้ง 2 นัด ประเด็นที่ถูกพูดถึงในสื่อของประเทศที่เกี่ยวข้องขยายออกไปไกลกว่าเรื่องในสนาม คู่ฝรั่งเศสพบสเปนมีข้อถกเถียงเรื่องเชื้อชาติและความเป็นพลเมือง ซึ่งเริ่มจากบทความของอดีตผู้นำสเปนและลุกลามเป็นการตอบโต้ระหว่างนักการเมืองของ 2 ประเทศ ส่วนคู่อังกฤษพบอาร์เจนตินามีข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ที่ยังไม่มีข้อยุติเป็นฉากหลัง โดยประเด็นดังกล่าวปรากฏขึ้นระหว่างทัวร์นาเมนต์ผ่านเพลงเชียร์ของผู้เล่นและแฟนบอลอาร์เจนตินา
บทความของราฆอยและการตอบโต้ระหว่าง 2 ประเทศ
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดของคู่ฝรั่งเศสพบสเปนเริ่มจากบทความแสดงความเห็นของมาริอาโน ราฆอย (Mariano Rajoy) อดีตนายกรัฐมนตรีสเปนจากพรรคอนุรักษนิยมซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2011 ถึง 2018 ที่เผยแพร่ในสื่อ El Debate ของสเปน บทความดังกล่าวมีชื่อในภาษาสเปนที่แปลได้ว่า "วันนี้คือวันแห่งการแก้มือ" โดยกล่าวถึงชัยชนะ 2-1 ของสเปนเหนือเบลเยียมในรอบก่อนรองชนะเลิศ และมองไปข้างหน้าถึงเกมพบฝรั่งเศส ราฆอยยอมรับในบทความว่าฝรั่งเศสเคยเป็นแชมป์โลก 2 สมัยและชนะทุกนัดในทัวร์นาเมนต์นี้ พร้อมระบุว่าฝรั่งเศสมีขุมกำลังระดับแนวหน้า ก่อนเพิ่มข้อความว่า "แต่ไม่มีคนฝรั่งเศส"
ความเห็นดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการพาดพิงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เล่นจำนวนมากในทีมชาติฝรั่งเศสมีภูมิหลังเป็นผู้อพยพหรือมาจากอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส ทั้งที่ในทางข้อเท็จจริง ผู้เล่น 26 คนที่ถูกเรียกติดทีมชุดนี้ มีเพียง 3 คนที่เกิดนอกประเทศฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือมิคาเอล โอลิเซ (Michael Olise) ที่เกิดในลอนดอน จากบิดาเชื้อสายอังกฤษ-ไนจีเรียและมารดาเชื้อสายฝรั่งเศส-แอลจีเรีย และผู้เล่นทั้ง 3 คนที่เกิดนอกประเทศก็มีสัญชาติฝรั่งเศส
เปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) นายกรัฐมนตรีสเปนคนปัจจุบันจากพรรคสังคมนิยม ประณามความเห็นของราฆอยว่าเป็นการเหยียดคนต่างชาติ โดยโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่ายังมีคนที่วัดความเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจากนามสกุล สถานที่เกิด หรือสีผิว ขณะที่คนอีกกลุ่มวัดจากรากฐานที่มีในประเทศและความตั้งใจที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศ ซานเชซระบุด้วยว่าสเปนเป็นของคนที่รักและทำงานให้ประเทศ ไม่ได้เป็นของคนที่ทำให้ประเทศอับอายด้วยถ้อยแถลงเหยียดคนต่างชาติ
ฝ่ายการเมืองฝรั่งเศสตอบโต้ราฆอยเช่นกัน โอลิวิเยร์ โฟร์ (Olivier Faure) หัวหน้าพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส โพสต์ข้อความว่าฝรั่งเศสไม่มีสีผิวหรือศาสนา ด้านโลร็อง นูเนซ (Laurent Nunez) รัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์สื่อ BFMTV ว่าความเห็นของราฆอยเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ขณะที่ฟาเบียง รูแซล (Fabien Roussel) หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส เปรียบเทียบความเห็นของราฆอยกับคำพูดของเซเลสเต อามาริยา (Celeste Amarilla) วุฒิสมาชิกปารากวัย ที่ถูกวิจารณ์ในวงกว้างหลังกล่าวถึงทีมชาติฝรั่งเศสในลักษณะเดียวกันเมื่อครั้งปารากวัยตกรอบด้วยน้ำมือของฝรั่งเศสก่อนหน้านี้
จังหวะเวลาของข้อถกเถียงนี้ซ้อนกับกำหนดการทางการทูตพอดี ซานเชซมีกำหนดเยือนกรุงปารีสในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม เพื่อร่วมงานวันชาติฝรั่งเศสประจำปี ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ฝรั่งเศสและสเปนจะพบกันในรอบรองชนะเลิศ ซานเชซปิดท้ายข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่าจะพบกับฝรั่งเศสในรอบรองชนะเลิศ ขอให้ทีมที่ดีที่สุดชนะ และขอให้การเหยียดเชื้อชาติพ่ายแพ้
อังกฤษพบอาร์เจนตินา "ข้อพิพาทที่ยังไม่มีข้อยุติ"
เกมรอบรองชนะเลิศอีกนัดเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 21 ปีระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มีความขัดแย้งทั้งในและนอกสนามต่อเนื่องมากว่า 60 ปี เกมนี้จัดขึ้นท่ามกลางฉากหลังของข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ (Falkland Islands) ในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ ซึ่งฝ่ายอาร์เจนตินาเรียกว่าหมู่เกาะมัลบีนัส (Islas Malvinas) ในปี 1982 กองทัพอาร์เจนตินายกพลขึ้นหมู่เกาะดังกล่าว และอังกฤษส่งกองกำลังเฉพาะกิจทางเรือเข้ายึดคืน ความขัดแย้งครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 907 คน และข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยยังดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ประเด็นนี้ปรากฏขึ้นระหว่างทัวร์นาเมนต์ก่อนที่คู่รอบรองชนะเลิศจะถูกกำหนดด้วยซ้ำ หลังอาร์เจนตินาชนะอียิปต์ 3-2 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ผู้เล่นอาร์เจนตินาฉลองชัยชนะในห้องแต่งตัวด้วยการร้องเพลง "Muchachos" ซึ่งเป็นเพลงเชียร์ยอดนิยมที่มีเนื้อหาอ้างถึงหมู่เกาะมัลบีนัส เนื้อเพลงท่อนหนึ่งมีความหมายว่าผู้ร้องเป็นชาวอาร์เจนตินาตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อมัลบีนัส เพื่อดิเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) และเพื่อบทสุดท้ายของลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) อีกท่อนหนึ่งอ้างถึงผู้ที่ร่วมรบในความขัดแย้งปี 1982
การร้องเพลงดังกล่าวถูกจับตาเนื่องจาก FIFA มีกฎว่าด้วยการส่งสารและการแสดงออกทางการเมืองในสถานที่จัดการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า FIFA ตัดสินใจไม่ดำเนินการทางวินัยกับผู้เล่นอาร์เจนตินา การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความเป็นไปได้ของเกมรอบรองชนะเลิศระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินากำลังชัดเจนขึ้น และเมื่อทั้ง 2 ทีมผ่านเข้ารอบจริง เพลงดังกล่าวก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากอ้างถึงข้อพิพาทที่ยังเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองในทั้ง 2 ประเทศ
ความขัดแย้งของ 2 ชาติในสนามฟุตบอลมีประวัติยาวนานเช่นกัน ในฟุตบอลโลกปี 1966 อันโตนิโอ รัตติน (Antonio Rattín) กัปตันทีมอาร์เจนตินา ถูกไล่ออกจากสนามในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย และหลังอังกฤษชนะ 1-0 อัลฟ์ แรมซีย์ (Alf Ramsey) ผู้จัดการทีมอังกฤษ พยายามห้ามผู้เล่นของตนแลกเสื้อกับคู่แข่ง ต่อมาในปี 1986 หลังความขัดแย้งเหนือหมู่เกาะเพียง 4 ปี มาราโดนาทำประตูด้วยมือที่ถูกเรียกในภายหลังว่าประตู "หัตถ์พระเจ้า" (Hand of God) ช่วยให้อาร์เจนตินาชนะ 2-1 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ระหว่างทางไปคว้าแชมป์ปีนั้น จากนั้นในปี 1998 เดวิด เบ็คแฮม (David Beckham) ถูกไล่ออกจากสนามจากการเหวี่ยงขาใส่ดิเอโก ซิเมโอเน (Diego Simeone) และอาร์เจนตินาชนะจุดโทษ ก่อนที่เบ็คแฮมจะยิงจุดโทษให้อังกฤษชนะ 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่มปี 2002 ซึ่งมีส่วนทำให้อาร์เจนตินาตกรอบ
มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนเกมรอบรองชนะเลิศไม่กี่วันมีการประกาศข่าวว่า รัตติน อดีตกัปตันทีมอาร์เจนตินาในเกมปี 1966 ได้เสียชีวิต
ความพยายามแยกการเมืองออกจากเกม
ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทีมพยายามจำกัดประเด็นให้อยู่ที่ฟุตบอล ลิโอเนล สกาโลนี (Lionel Scaloni) ผู้จัดการทีมอาร์เจนตินา ตอบคำถามเรื่องนี้หลังทีมชนะสวิตเซอร์แลนด์ 3-1 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยกล่าวว่าสารที่ต้องการสื่อคือนี่เป็นเกมฟุตบอล ทีมของตนจะได้เล่นกับคู่แข่งที่ยากมากซึ่งมีผู้จัดการทีมยอดเยี่ยม และทั้งหมดมีเพียงเท่านี้ ด้านโทมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) ผู้จัดการทีมอังกฤษ ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นการเมือง โดยแสดงความไม่พอใจต่อฟอร์มของทีมตัวเองที่ต้องใช้ช่วงต่อเวลาพิเศษกว่าจะชนะนอร์เวย์ 2-1 จาก 2 ประตูของจู๊ด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) ซึ่งพาอังกฤษเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์
ท่าทีของสกาโลนีต่างจากบรรยากาศฝั่งกองเชียร์ของประเทศตัวเอง ที่แฟนบอลร้องเพลงอ้างถึงมัลบีนัสตลอดทัวร์นาเมนต์ ความต่างนี้สะท้อนตำแหน่งของทีมที่อยู่ระหว่างความคาดหวังของสาธารณชนในประเทศกับกฎของผู้จัดการแข่งขัน ขณะเดียวกันเกมนี้ยังมีความหมายเฉพาะตัวสำหรับเมสซี กัปตันทีมวัย 39 ปี ซึ่งจะได้พบอังกฤษเป็นครั้งแรกในอาชีพ ในทัวร์นาเมนต์ที่มีแนวโน้มเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขา หากอาร์เจนตินาเป็นแชมป์ เมสซีจะคว้าแชมป์โลกให้ประเทศเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งมากกว่ามาราโดนา และอาร์เจนตินาจะเป็นแชมป์ 2 สมัยติดต่อกันชาติแรกนับตั้งแต่บราซิลในปี 1958 และ 1962
เกมในสนามที่รออยู่
ในด้านการแข่งขัน ทั้ง 2 นัดถูกประเมินว่าสูสีจนยากจะคาดเดาผล ฝรั่งเศสถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นทีมที่ทำผลงานดีที่สุดของทัวร์นาเมนต์ โดยมีกีลิยัน เอ็มบัปเป (Kylian Mbappé) เป็นดาวซัลโวร่วมของรายการที่ 8 ประตูเท่ากับเมสซี ขณะที่สเปนต้องอาศัยประตูช่วงท้ายเกมของมิเกล เมริโน (Mikel Merino) ผู้เล่นสำรอง ในการผ่านโปรตุเกสและเบลเยียมใน 2 รอบหลังสุด ทั้ง 2 ทีมเคยพบกันในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งสเปนชนะ 2-1 ก่อนคว้าแชมป์รายการดังกล่าว
ผลของรอบรองชนะเลิศทั้งสองนัดจะเป็นตัวกำหนดคู่ชิงชนะเลิศ โดยหากฝรั่งเศสและอาร์เจนตินาผ่านเข้ารอบทั้งคู่ นัดชิงชนะเลิศจะเป็นการรีแมตช์คู่ชิงจากปี 2022 ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็ยังคงเป็นหน้าเดิมที่เคยคว้าถ้วยรางวัลมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อนเกมการแข่งขันทั้งสองนัด ก็จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ควบคู่กับผลการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย
ที่มา:
World Cup semifinals: Four previous champions and a bitter rivalry (1News, 13 July 2026)
Ex-Spanish PM Rajoy: French World Cup team is playing 'without Frenchmen' (Euronews, 12 July 2026)
Sanchez slams 'xenophobic' remarks by ex-PM about French football team (France 24, 12 July 2026)
Fifa make Argentina decision after Falklands chants ahead of possible England World Cup match (GB News, 10 July 2026)
England, Argentina to renew bitter rivalry in World Cup semi-final (Buenos Aires Times, 12 July 2026)
