หลังจาก ‘บุ้ง’ หรือ เนติพร เสน่ห์สังคมเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อ 14 พ.ค.2567 ระหว่างการอดอาหารประท้วง เป็นเวลา 2 ปีที่คดีเข้าสู่กระบวนการไต่สวนการตายในศาลมาตั้งแต่ 20 ส.ค.ปีที่แล้วแต่ก็มีทั้งการเลื่อนเพราะตามพยานมาได้ 2 ครั้งทำให้คดีล่าเข้าสู่ปีนี้ ซึ่งกว่าผลจะออกก็เกือบครบปีพอดีนับตั้งแต่สืบพยานปากแรก
การเสียชีวิตของเนติพรเกิดขึ้นระหว่างที่เธอกำลังอดอาหารเพียงเพื่อเรียกร้อง “สิทธิประกันตัว” ให้แก่นักโทษทางการเมืองและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเกิดขึ้นระหว่างถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลางหลังจากถูกถอนประกันในคดีข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการร่วมกิจกรรมทำโพลล์ขบวนเสด็จ ซึ่งเพิ่งมีคำพิพากษยกฟ้องไปเมื่อสัปดาห์ก่อน(6 ก.ค.2569)
ทั้งนี้การเสียชีวิตของเนติพรเป็นกรณีที่จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนไต่สวนการตายตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 ที่ใช้ในกรณีมีผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่หรืออยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ หากผลออกมาว่าเป็นการเสียชีวิตที่เกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่ ถึงจะนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลเป็นคดีอาญาหรือแพ่งต่อเพื่อให้มีการรับผิดชอบความเสียหายหรือลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไปหลังจากนี้ ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายอาจจะยังมีต่อไปหลังผลไต่สวนออก
15 ก.ค.2569 นี้จึงเป็นวันที่ศาลจังหวัดธัญบุรีฟังผลไต่สวนการตาย “บุ้ง เนติพร” หลังการสืบพยานที่มีทั้งของอัยการผู้ร้องขอให้ศาลไต่สวนฯ และฝ่ายญาติผู้เสียชีวิตนำเข้าเสนอข้อมูลต่อศาลเสร็จสิ้นแล้ว หลักฐานที่ปรากฏก็เหมือนจะชี้ให้เห็นถึงสภาพการดูแลรักษาไปจนถึงขั้นตอนกู้ชีพ(CPR) ของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า 15 ก.ค.นี้ คดีของเนติพรอาจจะยังไม่สิ้นสุดลง แต่ทางประชาไทได้ติดตามการสืบพยานในการไต่สวนการตายและบันทึกข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อศาลไว้ตลอดการไต่สวนฯ คดีนี้
เริ่มการไต่สวน
20 ส.ค.2568 เป็นการไต่สวนการตายนัดแรกที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ซึ่งการไต่สวนพยานในคดีตามกำหนดการเดิมมีต่อเนื่อง 2 วัน 20-21 ส.ค.2568 แต่เหลือเพียงวันเดียวเนื่องจากก่อนเริ่มการไต่สวนอัยการเจ้าของคดีแถลงศาลว่าจะมีพยานมาเบิกความเพียง 2 จาก 5 ปาก เนื่องจากพยานอีก 3 ปากติดภารกิจ
พยานปากแรกคือ ร.ต.ท.อนุสรณ์ เวียงสีมา สภ.คลองหลวงที่ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสอบสวนและเป็นผู้รับแจ้งเหตุว่าเนติพรเสียชีวิตภายใต้การควบคุมของเจ้าพนักงานและดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 150 ร่วมทำการชันสูตรพลิกศพร่วมกับอัยการ ฝ่ายปกครองและแพทย์ในวันที่ 14 พ.ค.2567 และเป็นผู้สอบปากคำพยานปากที่ 2 และได้รับทราบรายงานของแพทย์ที่ร่วมชันสูตรพลิกศพที่ระบุว่าการเสียชีวิตของเนติพรเกิดจากการเสียสมดุลเกลือแร่
ส่วนพยานปากที่ 2 คือ นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ที่ขณะเกิดเหตุมีตำแหน่ง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เคยร่วมตรวจรักษาพบว่าเนติพรมีภาวะโพแทสเซียมต่ำและเคยจ่ายยาขับปัสสาวะให้เพื่อลดอาการเท้าบวม รวมถึงเขาได้ทราบจากรายงานของแพทย์ที่ทำการรักษาเนติพรว่ามีภาวะ Refeeding Syndrome ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นผู้ที่อดอาหารเป็นระยะเวลานานแล้วกลับมาได้รับสารอาหารตามปกติอย่างฉับพลัน และวันที่เนติพรเสียชีวิตเขาได้ร่วมนำตัวไปส่งที่ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ด้วย
นพ.พงศ์ภัค เบิกความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค.25687 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุนั้น ตอนประมาณ 7 โมงเช้าเขาได้รับแจ้งจากทางโอเปอเรเตอร์ของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ว่า เนติพรหมดสติโดยมีแพทย์และพยาบาลกำลังกู้ชีพอยู่มาตั้งแต่ประมาณ 6.30 น. หลังได้ทราบเรื่องเขาจึงเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุราว 7.50 น. ได้พบกับพยาบาลและหมอเวรกำลังช่วยกู้ชีพขั้นสูงให้เนติพรอยู่โดยมีการปั๊มหัวใจ (CPR) และฉีดอะดรีนาลีน อย่างไรก็ตามเนติพรไม่ตอบสนองมาตั้งแต่เริ่มการกู้ชีพ
เมื่อเขาไปถึงที่เกิดเหตุได้สอบถามกับแพทย์และพยาบาลว่าติดต่อญาติของเนติพรแล้วหรือยังแต่ได้คำตอบว่าไม่สามารถติดต่อได้จึงได้ติดต่อหาพ่อแม่ของทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ซึ่งถูกคุมขังด้วยกันแทน จากนั้นพี่สาวของเนติพรจึงได้ติดต่อกลับมา จึงได้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่สาวของเนติพรและได้กู้ชีพเนติพรมาแล้ว 1.30 ชั่วโมงยังไม่มีการตอบสนองจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อจะให้รักษาต่อหรือให้หยุด ซึ่งทางพี่สาวของเนติพรได้บอกว่าให้ส่งตัวไปต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เพราะมีประวัติอยู่ที่นั่น จึงได้ดำเนินการส่งตัวให้โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ต่อ
รอง ผอ.ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้อะดรีนาลีนว่าใช้เพื่อกระตุ้นระบบประสาทในร่างกายให้กลับมาทำงานซึ่งจะส่งผลต่อไปที่หลอดเลือดและหัวใจให้กลับมาทำงาน
ก่อนเสียชีวิตโพแทสเซียมต่ำกว่าปกติ และเคยไปถึงจุดวิกฤติ
นพ.พงศ์ภัคกล่าวถึงแพทย์เวรที่ทำการดูแลเนติพรได้มาปรึกษากับเขาเกี่ยวกับอาการเท้าบวมของเนติพร และในใบเวชระเบียนผู้ป่วยระบุว่ามีการเจาะเลือด พบว่าค่าไตอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เกลือแร่ในร่างกายขาดสมดุลโดยค่าโพแทสเซียมที่ 2.6 มิลลิโมล/ลิตร (millimole) น้อยกว่าค่าปกติที่ 3.5 - 5 มิลลิโมล/ลิตร ซึ่งเกิดจากการไม่ทานอาหารและปฏิเสธรับยาเสริม และเมื่อมีการตรวจร่างกายในวันที่ 8 พ.ค.2567 ก็ยังพบว่ามีภาวะโพแทสเซียมต่ำอยู่จึงให้ยาเสริมโพแทสเซียมอีกแต่ก็ยังปฏิเสธ
รอง ผอ.กล่าวต่อว่า ในวันที่ 13 พ.ค.2567 ผลตรวจเลือดของเนติพรมีค่าโพแทสเซียมอยู่ที่ 2.7 มิลลิโมล/ลิตร ยังถือต่ำกว่าปกติอยู่ จึงได้จ่ายยาเสริมโพแทสเซียมและยาขับปัสสาวะให้เพื่อรักษาอาการเท้าบวม แต่เนติพรรับเพียงยาขับปัสสาวะ เขาจึงย้อนดูผลตรวจย้อนหลังว่าที่ผ่านมาเนติพรรับโพแทสเซียมบ้างหรือไม่ก็พบว่าครั้งสุดท้ายที่รับโพแทสเซียมเพิ่มคือวันที่ 11 เม.ย.2567 จากนั้นเนติพรปฏิเสธมาตลอด
จากนั้นในช่วงทนายความถามค้านพยาน นพ.พงศ์ภัค ตอบว่าสำหรับมาตรฐานของโรงพยาบาลเทียบเท่ากับโรงพยาบาลของรัฐโดยทั่วไป สามารถให้การรักษาผู้ป่วยที่ช็อกหมดสติที่ไม่มีสัญญาณชีพได้ เช่นในกรณีของเนติพร และการที่จะส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อที่อื่นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์ที่ทำการรักษา
รอง ผอ.กล่าวว่า ทั้งนี้ในกรณีของเนติพรปกติจะมีแพทย์เวรดูแล แต่ตัวเขาเองไม่ได้มีหน้าที่รักษา แต่ก็สามารถรักษาได้และในกรณีของเนติพรเขาก็ร่วมให้การรักษาด้วย
นพ.พงศ์ภัคระบุว่ากลางเดือนมีนาคม 2567 ทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ส่งตัวเนติพรไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ เนื่องจากเนติพรมีอาการปวดท้อง อ่อนเพลียมาก และไม่รับยา ทางเนติพรแจ้งเอาไว้ว่าถ้าเป็นไปได้ขอให้ส่งตัวไปที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ จึงส่งไป เมื่ออาการดีขึ้นทางโรงพยาบาลธรรมศาสตรฯ จึงส่งตัวกลับมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์
หลังจากเนติพรถูกส่งตัวกลับมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ พบว่ามีสภาวะ Refeeding Syndrome จากการอดอาหารเป็นเวลานาน แปลว่าเริ่มมีการทานอาหารเป็นระยะแต่เป็นไปได้ว่าสารอาหารบางอย่างกลับเข้าร่างกายไม่ทัน เช่น โพแทสเซียม จะต้องมีนักโภชนาการควบคุมการให้อาหารด้วย
ทั้งนี้ทนายความถามว่าตามผลรายงานการตรวจเลือดของเนติพรตั้งแต่รับตัวกลับมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์มีภาวะโพแทสเซียมต่ำมาตลอดจนบางครั้งถึงขั้นวิกฤติแล้วใช่หรือไม่? และการมีโพแทสเซียม 2.5 มิลลิโมลส์ถือว่าวิกฤติแล้วหรือไม่?
นพ.พงศ์ภัคตอบว่า โพแทสเซียม 2.5 มิลลิโมลส์ถือว่าวิกฤติ
ทางด้านทนายความจึงถามต่อว่าค่าโพแทสเซียมช่วงวันที่ 12 เม.ย. 22 เม.ย. และ 1 พ.ค. ของเนติพรถือว่าวิกฤติมาตลอดใช่หรือไม่
รอง ผอ. ตอบว่าหลังจากมีการรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์แล้วส่งตัวกลับมาผลการตรวจโพแทสเซียมก็อยู่ในค่าวิกฤติแต่เมื่อดูอาการภายนอกยังดูปกติดี
นพ.พงศ์ภัคตอบคำถามเรื่องอาการเท้าบวมของเนติพรว่า วันที่ 8 พ.ค.พบว่ามีอาการเท้าบวม แพทย์ของทางโรงพยาบาลจึงจ่ายยาขับปัสสาวะ “ฟุโรเซไมด์(Furosemide)” ยี่ห้อ Lasix เป็นจำนวน 30 เม็ด แต่ตัวเขาเองมาแก้ปริมาณการใช้ยาเหลือเป็น 5 เม็ดโดยให้ทานวันละ 1 เม็ดเป็นเวลา 5 วันเพื่อติดตามดูอาการโดยจะมีการเจาะเลือดตรวจในวันที่ 13 พ.ค.2567
ทนายความจึงได้ถามต่อว่า ทราบใช่หรือไม่ว่ายาขับปัสสาวะชนิดดังกล่าวขับโพแทสเซียมด้วย และหากร่างกายขาดโพแทสเซียมจะมีผลต่อหัวใจ?
รอง ผอ.ตอบว่าทราบเรื่องนี้ แต่กับผู้ป่วยบางคนก็ไม่ได้มีผลขับโพแทสเซียมด้วยจึงต้องมีการติดตามอาการต่อ และการขาดโพแทสเซียมอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
ทนายความจึงได้ถามต่อว่าทำไมจึงไม่ใช้ยาขับปัสสาวะที่ไม่ขับโพแทสเซียมออกมาด้วยอย่าง สไปโรโนแลกโทน (Spironolactone)
นพ.พงศ์ภัคตอบว่าเป็นยาขับปัสสาวะและโดยเปรียบเทียบจะขับโพแทสเซียมน้อยกว่าแต่ยานี้ใช้กับโรคเกี่ยวกับโรคหัวใจเป็นหลัก แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการลดอาการบวม เนื่องจากกลไกการรักษาเนติพรได้ให้กินอาหารที่มีโซเดียมและน้ำ อีกทั้งจากการตรวจก็พบว่าโพแทสเซียมเพิ่มขึ้นมาแล้วจาก 2.6 มาเป็น 2.7 จึงคิดว่าให้ยาขับปัสสาวะตัวฟุโรเซไมด์ได้เพราะต้องการขับโซเดียมและน้ำออกเพื่อลดอาการบวมและได้คำนึงถึงเรื่องโพแทสเซียมจึงต้องมีการติดตาม และได้ให้มีนักโภชนาการให้คำปรึกษากับเนติพรด้วย แต่เขาไม่ทราบว่าผลการให้คำปรึกษาเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ทราบคือผู้ป่วยไม่ได้ปฏิบัติตาม
ทนายความถามต่อในประเด็นเกี่ยวกับกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุและถามเรื่องเวลาที่เนติพรช็อกและไม่มีสัญญาณชีพตั้งแต่ 6.12 แล้วหรือไม่
นพ.พงศ์ภัคตอบเรื่องนี้ว่าเขาได้ดูภาพกล้องวงจรปิดจากห้องจอ ส่วนเรื่องเนติพรยังมีสัญญาณชีพตอนที่เนติพรยังอยู่ในห้องขังพยาบาลยังจับชีพจรยังพบสัญญาณชีพอยู่แต่เมื่อนำตัวมาถึงห้องพยาบาลไม่มีสัญญาณชีพคือ ไม่มีชีพจร หัวใจไม่เต้น และไม่หายใจ จึงทำ CPR และปั๊มลมเข้าปอดทางหลอดลม
จากนั้นการพิจารณาคดีก็ทิ้งช่วงมาเกือบ 2 เดือนจึงกลับมาเริ่มสืบพยานต่ออีกครั้งในวันที่ 8 ต.ค.2568 โดยนัดนี้เป็นแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 2 คน
ตอนถึงรพ.ธรรมศาสตร์ท่อช่วยหายใจไม่เข้าปอด โคม่าแล้ว
ผศ.นพ.อาทิตย์ บุญยรางกูร รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ซึ่งเป็นพยานที่อยู่รับตัวเนติพรที่ถูกส่งมาจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2567 โดยได้รับการประสานการส่งตัวมาตอน 8.30 น.
รอง ผอ. ระบุว่าตอนแรกรับตัวเนติพรเวลา 9.30 น. เธอไม่รู้สึกตัว ไม่พบสัญญาณชีพแล้ว และไม่พบตั้งแต่ก่อนมาถึง รพ.ธรรมศาสตร์ฯ แพทย์ห้องฉุกเฉินจึงได้ทำการกู้ชีพด้วยการทำ CPR (ปั๊มหัวใจ) มีการใส่ท่อช่วยหายใจ ทำการปั๊มหัวใจและให้ยากระตุ้นหัวใจด้วย โดยระหว่างที่ทำการกู้ชีพก็ได้พูดคุยกับญาติของเนติพรเป็นระยะให้ทราบว่าคนไข้ไม่ตอบสนองต่อการกู้ชีพ ซึ่งทางญาติของเนติพรขอให้ทางแพทย์รอแม่ของเนติพรมาเป็นคนตัดสินใจเรื่องการหยุดช่วยเหลือ
นพ.อาทิตย์ระบุว่าทราบจากข่าวและจากที่เนติพรเคยมารับการรักษาที่ รพ.ธรรมศาสตร์ช่วง 8 มี.ค.-4 เม.ย.2567 ตามที่ รพ.ราชทัณฑ์ ส่งตัวมาให้รักษาอาการป่วยจากการอดอาหาร
รอง ผอ. กล่าวถึงบันทึกการรักษาของแพทย์ห้องฉุกเฉินทำไว้ในวันเกิดเหตุว่า ตามที่แพทย์ห้องฉุกเฉินระบุไว้ในบันทึก หลังจากรับตัวเนติพรเมื่อเวลา 9.30 น.เรียกแล้วไม่รู้สึกตัว หัวใจหยุดเต้น จึงมีการปรึกษากันว่าอาจเกิดเลือดไหลในสมองเล็กน้อยจึงจะทำการเอ็กซเรย์สมองตอน 10.16 น. แม้ว่าตามบันทึกส่งตัวจากทาง รพ.ราชทัณฑ์จะระบุว่าเมื่อ 7.00 น. ทำการ CT Scan แล้วยังไม่พบเลือดออกในสมอง
นอกจากนั้นในบันทึกของแพทย์ห้องฉุกเฉินมีระบุว่าให้ทำ CPR ต่อไปหลังจากทำมา 1 ชั่วโมงแล้ว และส่วนที่ระบุว่าเนติพรหัวใจหยุดเต้นตอน 6 โมงกว่านั้นเป็นการลงบันทึกตามข้อมูลในบันทึกของ รพ.ราชทัณฑ์
ทางแพทย์ห้องฉุกเฉินมีการระบุข้อเสนอแนะไว้ในบันทึกด้วยว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นน่าจะไม่เกี่ยวกับระบบประสาทและขอให้มีการปรึกษากับแพทย์นิติเวชเพื่อทำการชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป โดยในบันทึกมีการระบุถึงภาวะขาดสารอาหารและโพแทสเซียมต่ำ โดยถูกส่งมาจาก รพ.ราชทัณฑ์ในภาวะหัวใจหยุดเต้น ทางห้องฉุกเฉินประเมินแล้วว่าไม่พบสัญญาณชีพจึงได้ทำ CPR พบว่าท่อช่วยหายใจ “อยู่ใน” ตำแหน่งไม่เหมาะสมลมไม่เข้าปอด แต่ไม่ทราบว่าอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวมาตั้งแต่ รพ.ราชทัณฑ์หรือว่าหลุดภายหลัง จึงทำการถอดและใส่เข้าไปใหม่ให้เข้าหลอดลม
นพ.อาทิตย์ระบุว่า ทางแพทย์ห้องฉุกเฉินได้ทำการตรวจสอบการรู้สึกตัว พบว่าตาไม่ขยับและม่านตาขยาย 5 มิลลิเมตร ไม่รู้สึกตัว แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเสียชีวิตหรือยัง ให้ทำการช่วยเหลือต่อ จนกระทั่ง 11.22 น.จึงให้หยุดการช่วยเหลือหลังจากได้ปรึกษากับทางแม่และพี่สาวของเนติพรแล้วว่าเนติพรไม่ตอบสนองต่อการช่วยชีวิต
รอง ผอ. ระบุว่าระหว่างการช่วยเหลือ ค่าสารต่างๆ ผิดปกติหลายอย่าง จึงทำการช่วยชีวิตโดยทำให้ค่าที่ผิดปกติเหล่านั้นกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตามไม่รู้ว่าค่าตับที่สูงผิดปกตินั้นเป็นมาตั้งแต่ก่อนหรือมาสูงขึ้นตอนให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะสูงมาก่อนแล้วหรือเพิ่มขึ้นตอนหลังจากหัวใจหยุดเต้นแล้วโดยเรื่องนี้เขาไม่มีความเชี่ยวชาญจึงต้องไปถามจากผู้เชี่ยวชาญรวมถึงเรื่องเกี่ยวกับหัวใจด้วย
นอกจากนั้นเนติพรยังมีค่าสารโซเดียม โพแทสเซียม และไบคาร์บอเนตที่ต่ำ เลือดมีสภาวะเป็นกรดสูงเนื่องจากเลือดขาดออกซิเจน และมีสภาวะเลือดไม่แข็งตัว
หลังจากนั้นเป็นช่วงทนายความของญาติผู้เสียชีวิตถาม นพ.อาทิตย์ในประเด็นเกี่ยวกับสภาพของเนติพรก่อนถูกส่งตัวมาที่ รพ.ธรรมศาสตร์ และความผิดปกติของค่าสารในร่างกาย
นพ.อาทิตย์ตอบเรื่องสภาพของท่อช่วยหายใจที่อยู่ในตำแหน่งไม่เหมาะสมว่า ตอนที่เนติพรถูกส่งตัวมาถึงไม่มีสัญญาณชีพแล้วและท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องจึงใส่ท่อใหม่อีกครั้งเข้าไปในหลอดลมลึก 7.5 ซม. เนื่องจากพบว่าเมื่อบีบลมเข้าไปแล้วปอดไม่ขยับและได้ยินเสียงที่ลิ้นปี่ซึ่งเป็นตำแหน่งของกระเพาะทำให้รู้ว่าท่ออยู่ในหลอดอาหาร แต่ไม่รู้ว่าตอนใส่ถูกใส่มาอย่างไร แต่ปกติต้องใส่ให้เข้าหลอดลม อย่างไรก็ตามเขาไม่ทราบว่าเกิดจากการใส่ผิดหรือว่าท่อช่วยหายใจเคลื่อนหลุดจากตำแหน่ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ขณะให้ความช่วยเหลือระหว่างเดินทางด้วย
รอง ผอ.ตอบคำถามทนายต่อว่า การใส่แล้วอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลต่อการช่วยเหลือเพียงใด ขึ้นอยู่กับอยู่ในตำแหน่งนั้นนานแล้วหรือไม่ถ้าใส่มานานแล้วก็มีผลต่อการช่วยเหลือ ซึ่งการช่วยให้หายใจต้องทำภายใน 4 นาทีหากนานกว่านั้นก็จะมีผลต่อการกู้ชีพและหากสมองขาดออกซิเจนเกินกว่านั้นจะทำให้เกิดภาวะสมองตายได้
นพ.อาทิตย์ตอบอธิบายเพิ่มเรื่องม่านตาขยายว่าที่ขยายไป 5 มม. นั้นก็ถือว่าอาการโคม่าแล้วเนื่องจากอาจมีภาวะสมองตาย
ส่วนค่าสารต่างๆ ในร่างกายก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงหลังหัวใจหยุดเต้นทำให้การตรวจวัดไม่แน่นอน
ทนายความถึงเรื่องการฟังเสียงลมในปอดผู้ที่ให้ความช่วยเหลือจะต้องคอยฟังใช่หรือไม่ นพ.อาทิตย์ระบุว่าต้องสังเกตว่าปอดมีการขยับหรือไม่และฟังเสียงเป็นระยะ คือตั้งแต่ตอนใส่ท่อช่วยหายใจว่าใส่แล้วปอดเคลื่อนไหวดีหรือไม่ และจะฟังทุกครั้งที่มีการส่งตัวต่อเพราะมีความเป็นไปได้ที่ท่ออาจจะเคลื่อนระหว่างการย้ายตัว และและจะมีการฟังเสียงเมื่อเห็นความผิดปกติเช่น ปอดไม่ขยับ
ขาดสมดุลเกลือแร่และหัวใจโต พบกระดูกหักจากการปั๊มหัวใจแต่ไม่มีเลือดออก
ผศ.นพ.อภินันท์ ตั้งเสริมกิจสกุล แพทย์นิติเวช รพ.ธรรมศาสตร์ เบิกความถึงเรื่องการชันสูตรศพเนติพรพบว่า
หัวใจ - พบว่ามีภาวะหัวใจโตกว่าปกติเพราะหลอดเลือดแดงในหัวใจตีบทั้ง 3 เส้น ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยทั้งอายุ ภาวะอ้วน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ เป็นต้น
ช่วงอก - พบกระดูกช่องอกหัก เป็นผลจากการกดหน้าอกเพื่อทำ CPR ซึ่งพบได้บ่อยเป็นปกติแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นทุกกรณี
แพทย์นิติเวชระบุว่าก่อนทำการชันสูตรเขาได้ทราบว่าเนติพรอดอาหารมาก่อน จึงได้ทำการผ่านกระเพาะและทางเดินอาหารส่วนล่าง ไม่พบอาหารอยู่ในทางเดินอาหาร จากนั้นได้นำเนื้อเยื่อตับไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ และย้อมเนื้อเยื่อเพื่อตรวจหาไกลโคเจน พบว่ามีไกลโคเจนอยู่น้อยแสดงว่าผู้ป่วยได้ใช้แหล่งพลังงานสะสมเนื่องจากได้รับอาหารที่มีสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ
นพ.อภินันท์ กล่าวถึงข้อสรุปผลการตรวจของเขาว่าที่เขียนว่าการเสียชีวิตเกิดจากการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดและภาวะหัวใจโตร่วมกันนั้น เนื่องจากการอดอาหารทำให้ร่างกายเกิดภาวะเสียสมดุลจากเกลือแร่และภาวะหัวใจโตก็ทำให้เกิดความเสี่ยงการทำงานของหัวใจล้มเหลวด้วย
ช่วงทนายความถาม แพทย์นิติเวชระบุว่า เรื่องกระดูกซี่โครงหักเพราะเกิดจากการปั้มหน้าอกนั้นเพราะตำแหน่งที่หักเป็นจุดที่เจอได้บ่อยจากการกดหน้าอกและจุดที่หักไม่มีเลือดออกทำให้รู้ว่าเกิดการปั๊มหัวใจหลังจากไม่มีสัญญาณชีพแล้ว เพราะถ้าเป็นการถูกทำร้ายร่างกายขณะยังมีชีวิตจะมีเลือดออก
ส่วนทางทางทนายความของญาติผู้เสียชีวิตยังได้เชิญพยานมา 3 ปากมาเบิกความเพิ่มเติ่ม โดย ได้แก่ อดีตแพทย์ด้านรังสีของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่ได้ตรวจสอบฟิล์มเอ็กซเรย์ของเนติพรวันที่เสียชีวิต สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ และ ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ แพทย์สาขานิติเวชวิทยาภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการแพทยสภา และนายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย
หมอเวรยืนยันว่าใส่ท่อถูก มีเสียงลมในปอดระหว่าง CPR
แพทย์ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์และเป็นแพทย์เวรจึงเกี่ยวข้องในฐานะผู้ทำการกู้ชีพเนติพรในวันเกิดเหตุเล่าว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2567 เวลาประมาณ 6.30 น.ขณะอยู่ในห้องพักแพทย์เวรภายใน รพ.ราชทัณฑ์ ได้รับโทรศัพท์แจ้งจากพยาบาล ว่ามีผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นจึงรีบไปจุดเกิดเหตุ ซึ่งมีผู้ช่วยปฐมพยาบาลอยู่ และถูกเอาไปห้องฉุกเฉิน
ตอนแพทย์เวรไปถึงพบว่ามีเจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังปั๊มหัวใจอยู่แล้ว และแพทย์เวรได้ทำการตรวจเนติพรพบว่าไม่มีสติ ไม่มีชีพจร และไม่หายใจแล้วจึงเริ่มทำการกู้ชีพหรือ CPR เปิดเส้นเลือดดำให้อะดรีนาลีนเพื่อกระตุ้นหัวใจแล้วใส่ท่อช่วยหายใจ จากนั้นทำการกระตุ้นหัวใจแต่ไม่มีการตอบสนอง คลื่นหัวใจไม่ได้เปลี่ยนกลับมามีสัญญาณชีพ โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ทำอยู่ 1 ชั่วโมง 30 นาที
ทั้งนี้แพทย์เวรบอกว่ากระบวนการกู้ชีพดำเนินไปเรื่อยๆ แต่ถ้าทำถึงประมาณ 30 - 40 นาที แล้วก็มีโอกาสที่จะทำให้กลับมามีชีวิตได้น้อย จนกระทั่งผู้อำนวยการ รพ.ราชทัณฑ์เข้ามารับช่วงต่อตอน 7.50น. หลังจากนั้นแพทย์เวรรายนี้ไม่ทราบแล้วว่าผู้อำนวยการดำเนินการอะไรต่อ
แพทย์เวรอธิบายผลค่าต่างๆ จากห้อง Lab ณ วันเกิดเหตุว่านอกจากพบว่าค่าเม็ดเลือดขาวสูงเล็กน้อย โซเดียมสูงเล็กน้อย ค่าตับบ่งชี้ว่ามีภาวะตับอักเสบ ซึ่งภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นได้หลังจากหัวใจหยุดเต้นและเลือดไปเลี้ยงไม่ทำให้เซลล์ตับตายทำให้ค่าตับสูงได้
ส่วนกระบวนการขั้นตอนตามเวชระเบียน แพทย์เวรระบุว่าเริ่มทำ CPR ตอน 6.23 น. มีการใส่ท่อหายใจเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 8 มม. ยาว 22 มม. มีการให้อะดรีนาลีนปริมาณ 1 amp ทุก 3 นาที สารละลายน้ำตาล 1 amp ทันที และเอ็กซเรย์สมองหลังเกิดอาการแล้ว 1 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตามแพทย์เวรรายนี้เบิกความตอบทนายความด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุนานกว่า 1 เดือนเคยได้พบกับเนติพรมาก่อน เนื่องจากเนติพรมาพบด้วยอาการปวดท้อง ซึ่งน่าจะเป็นโรคกระเพาะจึงรู้ว่าเนติพรอดอาหาร แต่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเนติพรเคยไปรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์มาก่อน
ทั้งนี้ทนายความได้ถามแพทย์เวรรายนี้ถึงกระบวนการกู้ชีพโดยแสดงภาพกล้องวงจรปิดได้เข้าไปในห้อง ICU ตอน 6.28 น. และตอน 6.34 น. ก็ยังไม่ได้ใส่ท่อช่วยหายใจ และเริ่มภาพของท้องเนติพรนั้นป่องขึ้นมากว่าปกติหรือไม่
ประเด็นนี้แพทย์เวรตอบว่าเข้าไป ICU ในเวลาตามภาพจริง แต่เรื่องยังไม่ใส่ท่อช่วยหายใจนั้น เธอไม่เห็นตัวท่อแต่น่าจะมีการใส่แล้ว แต่ในช่วงเวลาประมาณ 6.29-6.34 น.นั้นยังไม่พบว่าท้องของเนติพรป่องกว่าปกติจนภาพช่วงเวลา 7.00 น.ที่ป่องกว่าภาพในเวลาก่อนหน้า
นอกจากนั้นเมื่อทนายความถามเกี่ยวกับผลรายงานการเอ็กซเรย์ตำแหน่งท่อช่วยใจที่ใส่เข้าไปในตัวเนติพร แพทย์เวรระบุว่าไม่ได้เห็นผลเนื่องจากเอ็กซเรย์แล้วผลไม่ได้ออกมาทันที แต่ดูแค่ฟิล์มจากในห้องเอ็กซเรย์เท่านั้นเนื่องจากกำลังทำ CPR อยู่ ซึ่งเห็นว่าท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งลึกลงในหลอดลมแล้วในตำแหน่งที่ถูกต้อง ปอดมีลักษณะเป็นฝ้าทั้ง 2 ข้าง ซึ่งอาจจะเป็นเลือดที่มาจากการปั๊มหัวใจ นอกจากนั้นตอนใส่ท่อก็ได้มีการฟังเสียงลมในกระเพาะแล้วแต่ไม่มีลม และเมื่อฟังเสียงลมในปอดก็พบว่ามีลมเข้าปอดทั้ง 2 ข้าง รวมถึงมีการตรวจออกซิเจนก็พบว่ามีเกือบ 100% ถ้าใส่ท่อช่วยหายใจไม่ถูกก็จะไม่มีทางที่มีค่าออกซิเจนในเลือดสูงขนาดนี้
อย่างไรก็ตามแพทย์เวรก็ตอบทนายความด้วยว่าที่ท้องของเนติพรป่องอาจเกิดได้จากระหว่างการปั๊มหัวใจกดไปที่หน้าอกแล้วจะทำให้ลำไส้ขยับไปทำให้ท้องป่อง หรืออาจเกิดจากภาวะโพแทสเซียมต่ำจากการอดอาหารก็อาจทำให้เกิดลำไส้อืดพองได้ แม้ว่าอาการท้องป่องอาจเกิดจากการใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปในหลอดอาหาร แต่เมื่อฟังเสียงลมในท้องแล้วไม่มีเสียง
อย่างไรก็ตามแพทย์เวรตอบเรื่องการใส่ท่อช่วยหายใจว่า จำไม่ได้ว่ามีการใส่ท่อช่วยหายใจใหม่อีกครั้งหรือไม่ แต่จำได้ว่าใส่แล้วมีการขยับท่อทำให้ได้ยินเสียงลมจากปอด
ส่วนเรื่องสารที่ให้เนติพรระหว่างการทำ CPR นั้นแพทย์เวรระบุว่ามีการให้กลูโคส น้ำเกลือ แต่ไม่ได้ให้โพแทสเซียมเพราะระหว่างทำ CPR ไม่สามารถให้ได้ นอกจากนั้นเมื่อมีการส่องไฟเข้าไปที่ตาเพื่อดูการตอบสนองนั้นก็พบว่าตาตอบสนองเล็กน้อยซึ่งการส่องไฟก็เพื่อเช็คว่าสมองยังตอบสนองหรือไม่
ท่อช่วยหายใจไม่เข้าหลอดลมแต่เข้าหลอดอาหาร
อดีตแพทย์รังสีในเรือนจำราชทัณฑ์ทำหน้าที่อ่านผลฟิล์มเอ็กซเรย์ โดยในวันเกิดเหตุเป็นผู้อ่านและทำบันทึกรายงานผลการตรวจฟิล์มเอ็กซเรย์ปอดของเนติพรหลังจากแพทย์พยายามกู้ชีพในเช้าวันที่ 14 พ.ค. โดยแพทย์ได้เอกซเรย์ตอน 6.50 น. ก่อนส่งฟิล์มมาทางระบบของโรงพยาบาลให้เธอตรวจตอน 9 โมงเช้าวันเดียวกันหลังได้รับมอบหมายให้อ่านผลตามขั้นตอนหลังจากทำ CPR จะมีการตรวจเช็คว่าการใส่ท่อเครื่องช่วยหายใจนั้นเข้าไปในหลอดลมหรือไม่
แพทย์รังสีรายนี้ได้ให้ข้อมูลการอ่านผลว่า พบว่าปอดของเนติพรแฟ่บ แต่พบว่ามีลมอยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่เคลื่อนไปทางด้านซ้าย ซึ่งอาจจะเป็นตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมเพราะปกติต้องอยู่ในหลอดลม ซึ่งเธอคิดว่าท่อน่าจะไม่ได้อยู่ในหลอดลม และการเคลื่อนไปตำแหน่งทางซ้ายนั้นในคนทั่วไปก็คือเป็นหลอดอาหาร แต่กรณีนี่ของเนติพรไม่สามารถบอกได้ชัดเจนเพราะภาพฟิล์มที่ปรากฏเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก
- ปริมาตรของปอดลดลงทั้งสองข้าง แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีอาการปอดแฟ่บหรือไม่ ซึ่งสภาพดังกล่าวเกิดได้หลายสาเหตุจาก
- ไม่มีอากาศในปอด ถ้ามีภาพปอดบนฟิล์มจะต้องเป็นสีดำๆ แต่สภาพที่เธอเห็นปอดของเนติพรเป็นสีขาวซึ่งบอกไม่ได้ว่าเกิดขึ้นตอนใส่ท่อหรือไม่ แต่บอกได้ว่าขณะที่เอ็กซเรย์ปอดของเนติพรไม่ฟูเต็มที่เพราะอาจจะเพราะอากาศไม่พอในปอดหรือเกิดจากโรคก็ได้ ซึ่งจะต้องทำการตรวจเพิ่มเติม
- นอกจากสภาพปอดแล้ว เธอยังกล่าวถึงสภาพของกระเพาะอาหารของเนติพรขณะเอ็กซเรย์ด้วยว่า ภาพที่ปรากฏคือ กระเพาะอาหารขยายมากมีลมอยู่ภายใน ซึ่งเป็นภาวะที่ผิดปกติเพราะขยายมากเกินไปและมีลมอยู่ภายใน ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ
ทั้งนี้แพทย์รังสีรายนี้ก็ตอบด้วยว่า หากท่อของเครื่องช่วยหายใจขณะทำ CPR เข้าไปทางหลอดอาหารจะทำให้ลมเข้าไปในกระเพาะ และการทำ CPR จะต้องมีการตรวจสอบด้วยว่าท่อของเครื่องช่วยหายใจนั้นเข้าไปในหลอดลมหรือไม่ เพราะการใส่ท่ออาจจะใส่แล้วไม่เข้าไปในหลอดลมหรือใส่เข้าไปแล้วหลุดออกมาได้และการใส่ท่อไม่เข้าก็เป็นเหตุการณ์ที่เจอได้บ่อย จนทำให้ต้องใส่เข้าไปใหม่กันหลายรอบ แต่ตอนที่มีการเอ็กซเรย์กันตอน 6.50 น. นั้นเธอคิดว่าท่อน่าจะไม่เข้าไปในหลอดลม
ทั้งนี้ แพทย์รังสีบอกว่าหลังจาก 6.50 น. แล้วมีการใส่ท่อให้เนติพรใหม่อีกครั้งหรือไม่อย่างไร
ยาที่ รพ.ราชทัณฑ์จ่ายขับโพแทสเซียมทั้งที่โพแทสเซียมในร่างกายน้อยอยู่แล้ว
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ได้ทำคำให้การส่งต่อศาล โดยเป็นความเห็นทางการแพทย์จากการอ่านเอกสารหลักฐานการรักษาของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่การดูแลช่วงที่เนติพรอดอาหารประท้วงจนถึงกระบวนการกู้ชีพในวันที่เธอเสียชีวิต
นพ.สุภัทรระบุว่าเบื้องต้นในบันทึกของโรงพยาบาลราชทัณฑ์เองได้บันทึกช่วงที่เนติพรทำกิจกรรมอดอาหาร
- เอกสารนั้นระบุถึงสภาพจิตใจของเนติพรว่า ไม่พบภาวะซึมเศร้าไม่มีแนวโน้มฆ่าตัวตาย ไม่มีอาการทางจิตเวชใดๆ และเนติพรเองก็ได้ให้เหตุผลของการอดอาหารไว้ว่าทำเพื่อเรียกการประกันตัวทั้งของตนเองและนักโทษการเมืองโดยไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตายให้ถึงแก่ชีวิตและไม่แน่ใจว่าจะยุติการเรียกร้องเมื่อใด แม้จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสำเร็จ ไม่ได้น้อยใจที่ถูกดำเนินคดี แม้จะเสียดายเวลาและอยากกลับไปอยู่กับครอบครัวก็ตาม และหากได้รับการปล่อยตัวก็จะไม่เข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว
- พบว่าทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์จ่ายยาขับปัสสาวะชนิดที่ขับโพแทสเซียมเพื่อลดอาการบวมของเท้า ประเด็นนี้ นพ.สุภัทรระบุว่าในเอกสารของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์นั้นทำให้เห็นว่า อาการบวมของเท้าน่าจะเกิดจากภาวะจากโรคทางหัวใจและโรคที่เกิดจากขาดสารอาหาร เพราะพบว่าภาวะไตและตับนั้นปกติหรือมีค่าสูงกว่าค่าปกติไม่มาก
นพ.สุภัทรระบุว่า จากประเด็นเรื่องการจ่ายยาขับปัสสาวะเพื่อลดอาการเท้าบวมนี้ จากบันทึกพบว่าแพทย์ของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้จ่ายยาที่ชื่อ Lasix ขนาด 40 มิลลิกรัม(มก.) ให้กินวันละ 1 เม็ด ซึ่งเป็นยาขับเกลือแร่ออกจากกระแสเลือดเพื่อลดอาการบวม
- แต่ยา Lasix เป็นยาที่ขับทั้งโซเดียมและยังขับโพแทสเซียมออกมาด้วย
- เนติพรมีภาวะโพแทสเซียมต่ำอยู่จึงไม่ควรใช้ยาขับโพแทสเซียมออกมาด้วย
- ในมาตรฐานการดูแลทางการแพทย์ สามารถจ่ายยาขับบปัสสาวะตัวอื่นที่จะไม่ขับโพแทสเซียมออกมาด้วยได้ เช่น ยา Spironolactone ซึ่งให้ผลขับโซเดียมโดยไม่ขับโพแทสเซียม และยาตัวนี้ก็อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ทุกโรงพยาบาลจะมีใช้เพราะมีในบัญชียาของโรงพยาบาลอยู่แล้ว
ประเด็นการจ่ายยานี้ นพ.สุภัทรอธิบายประกอบสภาพร่างกายของเนติพรในบันทึกการรักษาของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.2567 ก่อนที่เนติพรจะเสียชีวิตราว 6 วัน ว่า
- เนติพรมีอาการเท้าบวม โดยพบว่ามีค่าโพแทสเซียมในเลือดต่ำอยู่ที่ประมาณ 2.6 มิลลิโมล/ลิตร (ค่าปกติอยู่ที่ 3.5-5.0 มิลลิโมล/ลิตร) แต่ทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์จ่ายยา Lasix ที่มีผลขับโพแทสเซียมร่วมด้วยโดยสั่งจ่ายให้กินวันละ 1 เม็ดนาน 30 วัน แต่มีการแก้ไขทีหลังโดยแพทย์อีกคนให้เหลือกินวันละ 1 เม็ดนาน 5 วันแทน พร้อมกับสั่งเจาะเลือดเพื่อติดตามผลในวันที่ 13 พ.ค.2567
- จากนั้นวันที่ 13 พ.ค. หรือ 1 วันก่อนเนติพรเสียชีวิต เมื่อทำการตรวจติดตามผลพบว่าค่าโพแทสเซียมในเลือดยังต่ำอยู่ที่ 2.7 มิลลิโมล/ลิตร และเนื่องจากยาหมดตามกำหนด 5 วัน แพทย์ได้สั่งจ่ายยา Lasix ให้เนติพรต่ออีกโดยให้กินวันละ 1 เม็ดนาน 3 วัน และสั่งเจาะเลือดติดตามผลในวันที่ 17 พ.ค.2567
- อย่างไรก็ตามในบันทึกของวันที่ 13 นี้ มีการระบุว่าพบภาวะโพแทสเซียมต่ำแต่ผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาและการปรับโภชนาการ อีกทั้งยังให้ปรึกษานักโภชนาการเพื่อปรับระดับสารอาหารให้เหมาะสม แต่ก็ไม่พบว่ามีบันทึกจากนักโภชนาการในเวชระเบียน
นพ.สุภัทรระบุว่า หากระดับโพแทสเซียมต่ำกว่า 3 มิลลิโมล/ลิตรแล้วจะเป็นภาวะที่เริ่มส่งผลต่อหัวใจให้เกิดภาวะเต้นผิดจังวะ และถ้าโพแทสเซียมลดลงเหลืออยู่ในช่วง 2.5-2.9 มิลลิโมล/ลิตรแล้วถือว่าเป็นภาวะที่ต้องเฝ้าระวังเข้มงวด เพราะส่งผลต่อการเต้นของหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ และหากต่ำกว่า 2.5 มิลลิโมล/ลิตรลงไป จะส่งผลต่อให้หัวใจเกิดการเต้นผิดจังหวะรุนแรงจนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้
ดังนั้น นพ.สุภัทรจึงเห็นว่าการจ่ายยา Lasix ในภาวะที่เนติพรมีโพแทสเซียมอยู่ในระดับต่ำมากที่ประมาณ 2.6-2.7 มิลลิโมล/ลิตรนั้น ทำให้ลดเหลือน้อยลงไปอีก เขาจึงเชื่อว่านี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เนติพรเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน และจากเวชระเบียนของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ไม่พบสาเหตุอื่นที่จะทำให้เนติพรเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน
ทำ CPR ช้ากว่ามาตรฐาน รพ.ทั่วไป ใส่ท่อช่วยหายใจไม่เข้าปอด
ประเด็นต่อมาคือการช่วยเหลือกู้ชีพของทาง รพ.ราชทัณฑ์ในวันเกิดเหตุ นพ.สุภัทรชี้ว่าทาง รพ.ราชทัณฑ์ไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ เนื่องจากพบว่าการเริ่มกู้ชีพด้วยการทำ CPR ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์นั้นเริ่มทำหลังเกิดอาการแล้ว 8 นาทีโดยไม่ได้ใช้เครื่องช่วยหายใจและอีก 20 นาทีต่อมาจึงมีเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งช้ากว่ามาตรฐานในโรงพยาบาลทั่วไปที่ทำได้เต็มรูปแบบคือ CPR โดยมีเครื่องช่วยหายใจใน 4 นาที
นพ.สุภัทรระบุว่าตามเอกสารของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์พบว่า ตั้งแต่เนติพรเริ่มเป็นลม ชักเกร็ง หมดสติตั้งแต่ 6.15 น. แต่ใช้เวลาถึง 6 นาทีจึงมีพยาบาลเข้ามาประเมินอาการและเริ่มปั๊มหัวใจตอนเวลา 6.23 น.หรือผ่านไปแล้ว 8 นาที และมีเครื่องช่วยหายใจเข้ามาใส่ให้เนติพรตอน 6.35 น.หรือ 20 นาทีหลังจากมีภาวะเกร็งไม่รู้สึกตัว หลังจากนั้นเวลา 7.00 น. พบกว่าม่านตาของเนติพรขยาย 5 มม.และไม่มีการตอบสนองต่อแสงซึ่งหมายถึงสมองขาดออกซิเจนอย่างมากและอาจอยู่ในภาวะสมองตายแล้ว
นอกจากนั้น เขายังชี้ให้เห็นว่าการใส่ท่อช่วยหายใจ ยังมีการใส่ผิดช่องด้วย โดยใส่ผิดเข้าไปในหลอดอาหารแทน โดยดูจากภาพกล้องวงจรปิดหลังจาก CPR ผ่านไป 15-20 นาที ท้องของเนติพรป่องขึ้นมากเหมือนเกิดการบีบลมเพื่อให้ออกซิเจนแล้วเข้าช่องท้องแทนที่จะเข้าปอด ซึ่งปกติหากบีบลมเข้าปอดท้องก็จะไม่ป่องเพราะลมไม่เข้าไปในทางเดินอาหาร
อีกทั้งจากรายงานผลการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ พบว่าเนติพรถูกส่งตัวไปเอ็กซเรย์ตอน 6.50 น.(35 นาทีหลังเริ่มเกิดอาการ) หลังจากใส่ท่อช่วยหายใจ และแพทย์ที่ทำการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ก็มีการระบุว่า
- พบตำแหน่งของท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่งไปทางซ้าย ซึ่งเป็นไปได้ว่าตำแหน่งของท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งไม่เหมาะสม
- ปอดทั้ง 2 ข้างมีปริมาณลมในปอดน้อย ร่วมกับมีรอยขุ่นทั้ง 2 ข้าง
- กระเพาะอาหารโป่งพองอย่างชัดเจนจากอากาศที่บรรจุอยู่ภายใน
นพ.สุภัทรย้ำว่าผลรายงานนี้ทำให้เห็นว่าเกิดการใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง ทำให้ลมเข้าปอดน้อย กระเพาะอาหารมีอากาศภายในจำนวนมาก แต่ในเวชระเบียนของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ไม่ได้ระบุว่าแพทย์ที่ให้ความช่วยเหลือได้เห็นผลการอ่านฟิล์มนี้หรือไม่และแพทย์ได้มีการแก้ไขความผิดพลาดในการใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ให้ถูกต้องหรือไม่
การใส่ท่อช่วยหายใจนี้ยังถูกย้ำด้วยผลการตรวจของทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ที่รับช่วงต่อมาจากทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ด้วยว่าเกิดการใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปในหลอดอาหาร
นพ.สุภัทรได้ระบุถึงเวชระเบียนของ รพ.ธรรมศาสตร์ว่าจากการตรวจตอน 9.45 น. จากการสอดกล้องถ่ายเข้าไปในหลอดลมพบ “เห็นท่อช่วยหายใจอยู่ในหลอดอาหาร” และแพทย์ของรพ.ธรรมศาสตร์ได้ถอดท่อช่วยหายใจจากหน่วยกู้ชีพขั้นสูงของรพ.ราชทัณฑ์ออก แล้วใส่ใหม่ทันทีแล้วจึงเริ่มทำ CPR อีกครั้งจนยุติในเวลา 11.22 น.
นพ.สุภัทรจึงเห็นว่าท่อช่วยหายใจอยู่ในหลอดอาหารไม่ใช่หลอดลม ทำให้การบีบอุปกรณ์ช่วยหายใจระหว่างทำ CPR ของทาง รพ.ราชทัณฑ์นั้นบีบออกซิเจนเข้ากระเพาะแทนปอด ทำให้เนติพรไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลย
เสียชีวิตจากการเสียสมดุลเกลือแร่เป็นสาเหตุหลัก
ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ แพทย์สาขานิติเวชวิทยาภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการแพทยสภา และในฐานะนายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นต่อศาลด้วยจากการได้อ่านเวชระเบียนและเอกสารชันสูตรพลิกศพของเนติพรแล้ว
นายกสมาคมแพทย์นิติเวชฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบแล้วมีความเห็นว่าสาเหตุการตายของเนติพรนั้นการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดนั้นเป็นสาเหตุหลัก ส่วนภาวะหัวใจโตนั้นเมื่อดูจากน้ำหนักที่มีแค่ 360 กรัมยังไม่เป็นสาเหตุหลัก เนื่องจากภาวะหัวใจโตที่จะส่งผลให้เป็นสาเหตุการตายได้นั้นต้องมีน้ำหนักเกิน 420 กรัมขึ้นไป
ส่วนประเด็นการรักษาก่อนเสียชีวิตมีผลทำให้เกิดการเสียชีวิตหรือไม่นั้น ผศ.นพ.สมิทธิ์มองว่าอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ข้อมูลจากเวชระเบียนอย่างเดียวทำให้บอกไม่ได้ว่าเป็นสาเหตุหรือไม่เพราะเขาไม่ได้เป็นผู้รักษาเองโดยตรง
อย่างไรก็ตาม แม้การเสียชีวิตจากการเสียสมดุลเกลือแร่ตามปกติแล้วถือได้ว่าเป็นการเสียชีวิตโดยธรรมชาติได้ แต่ถ้าเกิดการเสียสมดุลจากการรักษาผิดพลาดก็จะถือว่าเป็นการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติเป็นอุบัติเหตุได้
