หลากความเหลื่อมล้ำ หลายความท้าทายที่ผู้หญิงยังต้องพบเจอในปี 2021

วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ถือเป็นวันสตรีสากล ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ทั่วโลกจะได้เฉลิมฉลองความสำคัญของสิทธิของผู้หญิง และความเท่าเทียมทางเพศ โดยในปี 2021 นี้ ธีมของวันสตรีสากลคือ Choose to Challenge หรือการเลือกที่จะยืนหยัดท้าทายอำนาจและความอยุติธรรม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในฐานะองค์กรหลักด้านสิทธิมนุษยชน จึงจัดโครงการห้องเรียนสิทธิมนุษยชน หัวข้อ “วันสตรีสากล: หลากหลายความเหลื่อมล้ำ เธอยังต้องเจออะไรอีกบ้างในปี 2021” โดยมุ่งเน้นประเด็นเกี่ยวกับความท้าทายที่นักเคลื่อนไหวด้านความเท่าเทียมทางเพศต้องเผชิญในยุคปัจจุบัน แม้ว่าการต่อสู้เกี่ยวกับสิทธิสตรีจะดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานก็ตาม 

การเคลื่อนไหวเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ 

กิจกรรมห้องเรียนสิทธิมนุษยชนในครั้งนี้ พูดคุยกับ 3 นักเคลื่อนไหวด้านความเท่าเทียมทางเพศ ได้แก่ ชัญญา รัตนธาดา หรือ ปาหนัน นักกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและความหลากหลายทางเพศ ซึ่งแจ้งเกิดจากการชูป้าย “อยากเป็นนายกรัฐมนตรี LGBT คนแรกของประเทศไทย” ในการชุมนุมทางการเมืองที่เชียงใหม่ ปาหนันเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Young Pride ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยของเธอ และบุคคลภายนอกได้ตระหนักถึงเรื่องอคติทางเพศ และยังมีบทบาทสำคัญในการจัดกิจกรรม Chiangmai Pride รวมทั้งจัดตั้งเพจและนำเสนอคอนเทนต์ออนไลน์เกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศในรูปแบบต่างๆ 

ขณะที่ บุษยาภา ศรีสมพงษ์ หรือ เบสท์ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และผู้ก่อตั้งองค์กร SHero เบสท์เล่าว่า ก่อนที่จะก่อตั้งองค์กร SHero นั้น เธอได้ทำงานเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้หญิงมาก่อน และมองเห็นถึงการกดทับผู้หญิง ทั้งในเชิงอำนาจ เชิงโครงสร้าง และเชิงเพศสภาวะมาก่อน ทว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นกับตัวเอง เบสท์พบว่าระบบกฎหมายและระบบสวัสดิการรัฐไม่ได้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรง จึงเริ่มโครงการสอนและเสริมพลังให้แก่ผู้หญิงกลุ่มเปราะบางและผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัว และพัฒนามาเป็น SHero ในที่สุด โดยมุ่งช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรง ทั้งการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย การขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับเครือข่าย และการเสริมศักยภาพให้แก่ผู้หญิง รวมทั้งสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้คุยเรื่องปัญหาความรุนแรง และสื่อสารไปยังบุคคลทั่วไปว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องปกติ 

นักเคลื่อนไหวคนที่ 3 ได้แก่ ธนพร วิจันทร์ หรือ ไหม ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี ก็เล่าว่า กลุ่มของเธอเคยมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเรื่องการลาคลอด 90 วัน เมื่อ 26 ปีก่อน รวมทั้งเรียกร้องเรื่องการจัดศูนย์เลี้ยงเด็ก สำหรับเลี้ยงเด็กให้ลูกของคนงานหรือคนทำงานทุกคน ที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรม โดยแนวทางการเรียกร้องเน้นที่การแสดงพลังของประชาชนหลายคนผ่านการชุมนุมประท้วง ทว่าในปัจจุบัน กลุ่มของเธอหันมาเน้นการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และรวมกลุ่มแรงงานเป็นเครือข่ายเพื่อเรียกร้องสิทธิของแรงงานในพื้นที่ 

เมื่อความท้าทายไม่เคยสิ้นสุด 

แม้ว่านักเคลื่อนไหวทั้ง 3 คน จะเดินอยู่บนเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศมาอย่างยาวนาน ทว่าความท้าทายในประเด็นเหล่านี้กลับไม่มีทีท่าที่จะลดลง เนื่องจากสภาพการเมืองและสังคมที่ยังคงกดทับสิทธิเสรีภาพของผู้หญิง และยิ่งทวีความแนบเนียนยิ่งขึ้น จนดูเหมือนไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้นเลย ซึ่งไหมเล่าว่า ความท้าทายที่เธอยังต้องเจอในการทำงานด้านความเท่าเทียมทางเพศ คือกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการเลิกจ้างพนักงานที่ตั้งครรภ์ ซึ่งแม้จะมีกฎหมายระบุว่า ห้ามเลิกจ้างพนักงานที่ตั้งครรภ์ แต่หลายบริษัทกลับเลิกจ้างผู้หญิงกลุ่มนี้ โดยอ้างเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน 

“ในสถานการณ์โควิด คุณต้องการลดพนักงาน คุณจัดคนท้องก่อนเลย เพราะเดี๋ยวท้องก็ไม่ได้ทำงานแล้ว ลาเราอีก เสียเวลา ต้องไปจ่ายเงินให้อีก บริษัทมองผู้หญิงเป็นต้นทุนการผลิต ไม่ได้มองว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังจะสร้างทรัพยากรรุ่นใหม่ให้กับประเทศชาติ” ไหมอธิบาย 

ความท้าทายอีกประการหนึ่ง คือการขาดรัฐสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนฟรี ศูนย์เลี้ยงเด็กที่ปลอดภัย หรือระบบการดูแลที่เอื้ออำนวยให้เด็ก ซึ่งนอกจากจะเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์แล้ว ยังเป็นการจูงใจให้คนหันมามีลูก เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุ ทว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบประเด็นนี้ รวมทั้งผู้ที่มีอำนาจในการปกครอง กลับขาดความรู้ความสามารถ และยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากเท่าที่ควร ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารประเทศก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำหรับนักเคลื่อนไหวเช่นกัน 

เบสท์ก็ชี้ในมุมของการทำงานด้านความรุนแรงทางเพศว่า ความท้าทายที่เธอยังต้องเผชิญอยู่ในการขับเคลื่อนประเด็นนี้ คือกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง ฉบับปี 2550 ที่ไม่ได้เน้นการคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง แต่กลับมีเจตนารมณ์ในการรื้อฟื้นสวัสดิภาพของครอบครัว ซึ่งแทนที่จะเอาผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถูกกระทำ กลายเป็นการยึดสถาบันครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งก็สะท้อนถึงระบบชายเป็นใหญ่ ที่มองว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว 

นอกจากนี้ เบสท์ยังมองว่า ผู้หญิงและผู้ชายในสังคมไทยมีต้นทุนที่ไม่เท่ากันตั้งแต่แรก กล่าวคือ ผู้ชายจะมีอภิสิทธิ์มากกว่าผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดที่ว่า การใช้ความรุนแรงของผู้ชายเป็นเรื่องปกติ หรือการรับตำแหน่งผู้นำได้มากกว่าผู้หญิง ในขณะที่ผู้หญิงต้องทำงานหนักกว่า ต้องสู้ และต้องกลับมาทำงานบ้านเพราะเป็นหน้าที่ด้วย 

สำหรับปาหนัน เธอมองว่า ทุกวันนี้คนทั่วไปหรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยยังไม่ได้คำนึงว่าผู้หญิงและเพศหลากหลายกำลังเป็นผู้ที่ถูกกดขี่อยู่ เพราะระบบสังคมออกแบบมาเพื่อให้ผู้ชายได้มีอำนาจในการควบคุมต่างๆ ขณะเดียวกัน กฎหมายในประเทศไทยยังคงคำนึงถึงเฉพาะเพศชายและหญิง ไม่ได้มองถึงผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศแต่อย่างใด 

เอาชนะความท้าทาย ทำได้อย่างไร 

หลายครั้งความท้าทายก็กลายเป็นอุปสรรค ซึ่งส่งผลให้การขับเคลื่อนด้านสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศเป็นไปอย่างยากลำบาก ดังนั้น ปาหนันและไหม จึงเห็นตรงกันว่า สิ่งที่จะทำให้นักเคลื่อนไหวเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ได้ อันดับแรกคือ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ซึ่งไหมระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนแต่อย่างใด 

“ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนกติกาไว้ว่าทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน กฎหมายลูกก็ต้องล้อกับรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา รัฐบาลคิดจากข้างบนแล้วมาให้เราทำ ซึ่งมันไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ รัฐบาลต้องยอมถอยแล้วก็ต้องมาสร้างกติกา ซึ่งก็คือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่แบบมีส่วนร่วม” ไหมระบุ 

ปาหนันกล่าวว่า “ถ้าสิทธิพื้นฐานของทุกคนได้รับการบรรจุอยู่ในบัญญัติทางรัฐธรรมนูญ มันจะสามารถนำไปอ้างอิงกับทุกๆ มิติได้ การรับรองสิทธิตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แล้วมันอาจจะนำไปสู่การสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อที่จะสนับสนุนสิทธิในชีวิตของคนข้ามเพศหรือของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือแม้กระทั่งผู้หญิงได้”  

เบสท์ก็ระบุว่า การออกกฎหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องรับฟังผู้ที่อยู่ “ข้างล่าง” คือประชาชน ไม่ใช่จากมุมมองของผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว 

“กฎหมายที่กระทบใครมากที่สุด คนนั้นต้องเป็นคนเขียน กฎหมายที่กระทบผู้หญิงมากที่สุด ผู้หญิงก็ต้องเป็นคนเขียน กฎหมายที่กระทบแรงงาน แรงงานก็ต้องเป็นคนเขียน คนที่ออกกฎหมายคือคนที่รู้เทคนิค คนมีอำนาจ แต่คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนั้นจริงๆ คือคนที่ได้รับผลกระทบ” เบสท์กล่าว 

นอกเหนือจากการเอาชนะปัญหาในเชิงกฎหมายแล้ว การแสดงออกของประชาชนก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาเช่นกัน โดยปาหนันมองว่า การพูดแสดงความคิดเห็นผ่านการเคลื่อนไหวทางประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการชุมนุมในที่สาธารณะหรือออนไลน์ ช่วยให้การเคลื่อนไหวมีความเป็นไปได้มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการชุมนุมในปีที่ผ่านมา ที่ประชาชนหลายหมื่นคนค่อยๆ รวมตัวกัน เพื่อส่งเสียงบอกว่า พวกเขาคือผู้ที่ถูกกดทับ และส่งผลให้ประเด็นปัญหาต่างๆ ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของปัจเจกบุคคลอีกต่อไป 

ไหมก็สนับสนุนแนวทางการส่งเสียงเกี่ยวกับปัญหาความไม่เท่าเทียมของผู้หญิง และเน้นย้ำว่าควรออกมาแสดงพลังในที่สาธารณะมากกว่าโลกออนไลน์ 

“สิ่งที่อำนาจรัฐเผด็จการกลัว ก็คืออำนาจของประชาชนที่จะมารวมกลุ่มกันเพื่อที่จะส่งเสียง เราทุกคนต้องไม่กลัวเรื่องนี้ เพราะการส่งเสียงเกี่ยวกับปัญหาของพวกเรา ของผู้หญิง เป็นเรื่องที่เราพูดได้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง ถ้าเราลุกขึ้นมาพร้อมกัน เพื่อจะพูดเรื่องของพวกเรา เรื่องของผู้หญิง เราพูดเสียงเดียวกัน ประเทศนี้มันจะเปลี่ยน อำนาจการต่อรองก็คืออำนาจของพวกเราที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เราไม่มีปืน ไม่มีรถถัง แต่มีใจที่จะสู้ มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” ไหมกล่าว 

อย่างไรก็ตาม เบสท์ ในฐานะที่ทำงานกับกลุ่มผู้ที่ผ่านพ้นจากความรุนแรงทางเพศมาก่อน กลับมองว่า การบอกให้คนที่ถูกกดทับมานานและได้รับความบอบช้ำทางจิตใจ หันมาเผชิญหน้าท้าทายอำนาจและโครงสร้างทางสังคม ก็เหมือนกับไปลากคนกลุ่มนี้ออกมา ดังนั้น จึงควรปรับท่าทีให้สอดคล้องกับคนกลุ่มนี้ด้วย โดยการให้กำลังใจ เชิญชวนให้คนรอบข้างรับฟังอย่างไม่ตัดสิน และสนับสนุนผู้ที่ผ่านพ้นจากความรุนแรง ส่วนผู้ที่ผ่านพ้นความรุนแรงก็ควรหยุดโทษตัวเอง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของพวกเขาแต่อย่างใด 

“การท้าทายมันทำได้หลายอย่างนะ หนึ่งคือการตั้งคำถามกับระบบว่าทำแบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอ การออกมายืนหยัดเพื่อความถูกต้องก็คือการท้าทาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถูกกระทำ คุณมีสิทธิทุกประการในการลุกขึ้นมาพูด ออกมาท้าทายสิ่งที่อยุติธรรม เพราะนั่นคือสิ่งที่มันควรจะเป็น และการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้องคือสิทธิของทุกคน” เบสท์กล่าว 

นอกจากนี้ เบสท์ยังแนะนำว่า การท้าทายสามารถทำได้อย่างมียุทธศาสตร์ โดยเริ่มจากเป้าหมายของการเรียกร้อง รวมทั้งรู้จัก “พัก” เพื่อเติมพลังให้ตัวเองในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมต่างๆ 

“ผู้หญิงมักจะถูกสอนให้ไม่ดูแลตัวเอง ถูกสอนให้ดูแลคนอื่น เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจะรู้สึกผิดที่ดูแลตัวเอง แต่จริงๆ แล้วการดูแลตัวเองคือยุทธศาสตร์ เราเอาพลังไปใส่ตรงนี้ แล้ววันต่อมาเราเก็บพลังไว้ คนที่ทำงานหลังบ้าน อย่างเช่นงานเชิงวิจัย เชิงข้อมูล ก็ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะเรามีคนในแต่ละบริบทที่แตกต่างกัน ทุกคนก็จะมีข้อจำกัดของตัวเอง ก็ไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่เขาควรจะทำขนาดนั้น และในข้อจำกัดนั้น การรวมกลุ่ม การตั้งคำถาม การสร้างบทสนทนา ก็เพื่อเผยแพร่ความตระหนักรู้ให้คนรอบข้างฟัง ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการท้าทายระบบแบบนี้” เบสท์อธิบาย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนหันมาคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม ซึ่งถือเป็นการท้าทายอย่างหนึ่งเช่นกัน 

ขณะที่ปาหนันกล่าวว่า เธอมีสื่ออยู่ในมือ และสามารถใช้สื่อที่มีอยู่ทำงานเชิงความคิดให้ก้าวหน้าต่อไปได้ โดยการเสนอแนวคิดที่ก้าวหน้า เพื่อที่จะให้ทุกคนโอบรับความหลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องเพศอย่างเดียว 

“อำนาจร่วม” กุญแจสู่ความเท่าเทียม 

สังคมที่เต็มไปด้วยผู้ใช้อำนาจเหนือและผู้ที่ถูกกดทับจะนำไปสู่สภาพสังคมที่มีความรุนแรงตลอดเวลา เพราะเมื่อใดที่มีการใช้อำนาจเหนือก็จะมีผู้ที่ถูกกระทำ และเมื่อใดที่มีผู้ถูกกดขี่ ก็จะมีคนที่ลุกขึ้นสู้ ดังนั้น เบสท์จึงเสนอทางออกสู่ความเท่าเทียมกันในสังคม นั่นคือ “การใช้อำนาจร่วม” 

“สังคมที่คนจะเท่ากัน คือสังคมที่มีการใช้อำนาจร่วม มันเป็นสังคมที่น่าจะปราศจากความรุนแรงได้มากที่สุด อย่างหนึ่งที่สร้างวัฒนธรรมการใช้อำนาจร่วมได้ก็คือการรับฟัง ซึ่งเป็นการรับฟังที่เคารพอีกคนจริงๆ และรับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่พูดแทรก วัฒนธรรมนี้ใช้ได้ทั้งในบ้าน ในโรงเรียน ชุมชน เศรษฐกิจ นโยบายรัฐ ระบบการเมืองการปกครอง แค่ตระหนักรู้ว่าอีกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับเรา และเราต้องมั่นใจว่าจะไม่พยายามใช้อำนาจเหนืออีกคนหนึ่ง” เบสท์สรุป 

แสดงความคิดเห็น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์