คุณคิดว่าความเท่าเทียมทางเพศยังเป็นปัญหาในประเทศไทยอยู่หรือไม่? ไม่ว่าคำตอบจะเป็นใช่หรือไม่ใช่ การอธิบายเหตุผลกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด
โดยเฉพาะในช่วงวันสตรีสากล เรามักเห็นข่าวที่เฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้หญิง พาดหัวข่าวพูดถึงผู้หญิงที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำองค์กร ประสบความสำเร็จในอาชีพที่ต้องใช้ทักษะสูง หรือทำลายกำแพงในสาขาที่เคยถูกครอบงำโดยผู้ชาย
เมื่อมองเพียงผิวเผิน ก็อาจดูเหมือนว่าผู้หญิงไทยได้ก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว แต่เมื่อมองที่ข้อมูลเชิงสถิติ ภาพที่เห็นกลับซับซ้อนกว่านั้น
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 59 ขณะที่ของผู้ชายอยู่ที่ร้อยละ 75 ผู้หญิงยังใช้เวลาในการทำงานบ้านและงานดูแลครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนมากกว่าผู้ชายกว่า 3 เท่า และมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 15.7 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดหลายอย่างก็สะท้อนความก้าวหน้าที่สำคัญ ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกในด้านความเท่าเทียมทางเพศในการศึกษา ผู้หญิงคิดเป็นร้อยละ 58.6 ของข้าราชการทั้งหมด แม้ว่ายังมีสัดส่วนน้อยในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง
ในภาคเอกชน ผู้หญิงดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงร้อยละ 32 และครองที่นั่งในคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนร้อยละ 20.4 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในอาเซียน นอกจากนี้ ช่องว่างค่าจ้างระหว่างหญิงและชายของไทยยังถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก
เมื่อพิจารณาตัวเลขเหล่านี้ร่วมกัน ประเทศไทยอาจดูเหมือนไม่ได้ทำได้แย่ในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และในบางมิติ ความก้าวหน้าก็เห็นได้อย่างชัดเจน
งานวิจัยด้านเพศภาวะและการมีส่วนร่วมทางสังคมในภาคเกษตรของไทยช่วยเพิ่มอีกชั้นหนึ่งให้กับภาพนี้ ภาคเกษตรกรรมยังคงเกี่ยวข้องกับประชากรราวหนึ่งในสามของประเทศ และแรงงานเกษตรมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง การสัมภาษณ์เกษตรกรจำนวนมากมักพบว่าผู้หญิงมองว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมในการตัดสินใจทั้งในครัวเรือนและในฟาร์ม
การศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พบว่า เกษตรกรหญิงในภาคกลางของประเทศไทยถึงร้อยละ 84.4 รายงานว่าตนเองรู้สึก empowered (มีอำนาจและบทบาทในการตัดสินใจ) ซึ่งสูงกว่าผู้ชายเล็กน้อยในการสำรวจเดียวกัน
ผลการศึกษาเช่นนี้อาจยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่าความเท่าเทียมทางเพศในประเทศไทยกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ต่างจากบางประเทศในโลกที่ยังมีการต่อต้านอย่างเปิดเผยต่อผู้หญิงที่ต้องการการศึกษา อาชีพ หรือบทบาทผู้นำ
ส่วนหนึ่งของคำอธิบายอาจมาจากประวัติศาสตร์ทางสังคมของภูมิภาค นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักอธิบายว่าสังคมในภูมิภาคนี้มีลักษณะ “matrifocal” หรือมีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางในระดับครัวเรือน ผู้หญิงมักมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการการเงินและทรัพยากรทางเศรษฐกิจ
ในหลายครอบครัวไทย ผู้หญิงเป็นผู้ดูแลเงินออม การตัดสินใจด้านการเงิน และการค้าขายในระดับชุมชน ด้วยเหตุนี้ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิงจึงปรากฏให้เห็นมาอย่างยาวนาน
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวัดผ่านตัวชี้วัดอย่างการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน การเป็นผู้ประกอบการ หรือรายได้ ประเทศไทยจึงอาจดูเหมือนเป็นสังคมที่ค่อนข้างเท่าเทียม แต่เหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงไม่นานมานี้กลับเผยให้เห็นความขัดแย้งที่ลึกกว่านั้น
ในช่วงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ลูกสาวของนักการเมืองหญิงคนหนึ่งที่ช่วยทำกิจกรรมหาเสียง กลายเป็นเป้าหมายของคอมเมนต์เชิงคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ ไม่นานหลังจากนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงที่อายุน้อยที่สุดที่เคยได้รับเลือกตั้ง ก็เผชิญกับกระแสคอมเมนต์ในลักษณะเดียวกันที่มุ่งวิจารณ์รูปร่างหน้าตาของเธอ
สิ่งสำคัญคือ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจและมีอภิสิทธิ์อยู่แล้ว และนั่นทำให้ความขัดแย้งนี้ยิ่งมองข้ามได้ยาก
ประเทศไทยได้สร้างความก้าวหน้าอย่างปฏิเสธไม่ได้ในการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาและตลาดแรงงานมากขึ้น แต่ความก้าวหน้าไม่ควรถูกเข้าใจว่าเท่ากับการบรรลุเป้าหมายแล้ว
วิธีที่เราวัดความเท่าเทียมทางเพศในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มุ่งเน้นสิ่งที่อาจเรียกว่า “ความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ (Formal Equality)” ตัวชี้วัดด้านการพัฒนาที่ใช้โดยองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก หรือสหประชาชาติ มักเน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ เช่น การศึกษา การมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ค่าจ้าง และการเป็นผู้นำ
ตัวชี้วัดเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะสะท้อนว่าประเทศไทยได้ก้าวไปข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเหล่านี้ก็สะท้อนมุมมองการพัฒนารูปแบบหนึ่ง ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและผลิตภาพ ในกรอบคิดเช่นนี้ ความเท่าเทียมมักหมายถึงความสามารถในการเข้าสู่ตลาด สถาบัน หรือโครงสร้างอำนาจ
อย่างไรก็ตาม ความเท่าเทียมเชิงรูป (Formal Equality) แบบไม่ได้แปลว่าจะนำไปสู่ความเท่าเทียมในชีวิต (Lived Equaility) จริงเสมอไป
หากมองให้ลึกกว่าตัวชี้วัดเหล่านี้ ภาพอีกด้านหนึ่งก็จะปรากฏขึ้น ข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ (One Stop Crisis Center) ของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในแต่ละปีมีรายงานกรณีความรุนแรงต่อผู้หญิงประมาณ 30,000 กรณี แต่มีเพียงราว 5,000 กรณีที่ถูกบันทึกโดยตำรวจ และประมาณ 1,500 กรณีเท่านั้นที่นำไปสู่การจับกุม
งานวิจัยยังพบว่า 60–70 เปอร์เซ็นต์ของกรณีความรุนแรงในครอบครัว เกิดจากสามีหรือแฟนทำร้ายคู่ของตนเอง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถิติวัดได้ กับประสบการณ์จริงของผู้หญิง
ผู้หญิงในประเทศไทยอาจมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา งาน และตำแหน่งผู้นำมากขึ้น แต่ในชีวิตประจำวัน หลายคนยังต้องเผชิญกับความคาดหวังเกี่ยวกับการแต่งกาย การวางตัว และภาพลักษณ์ การคุกคามทางเพศ การถูกตรวจสอบทางศีลธรรม และความกังวลด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องเผชิญในแบบที่ผู้ชายจำนวนมากไม่ต้องเจอ
นี่คือความแตกต่างระหว่าง ความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ (Formal Equality) กับ ความเท่าเทียมในชีวิตจริง (Lived Equaility)
ความเท่าเทียมไม่ได้หมายถึงเพียงการที่ผู้หญิงสามารถเข้าร่วม หรือประสบความสำเร็จภายในสถาบันต่างๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตและเคลื่อนไหวในสังคม ด้วยศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และความเคารพ ในระดับเดียวกับผู้ชาย
ประเทศไทยได้ก้าวหน้าไปมากจริงๆ
แต่ตราบใดที่ความเท่าเทียมในชีวิตจริงยังไม่ตามทันความเท่าเทียมเชิงโครงสร้าง คำถามหนึ่งก็ยังคงอยู่
เราเท่าเทียมกันจริงๆ หรือเพียงแค่เป็นสังคมที่ผู้หญิงถูก empowered มากขึ้นเท่านั้น?