ผบ.เรือนจำฯ แจงแยก 'ไผ่-ไมค์' เป็นขั้นตอนคัดกรองโควิด 'ทนายอานนท์' เรียกเปิด CCTV

ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แจง "ไผ่ จตุภัทร์" และ "ไมค์ ภาณุพงศ์" มาจากเรือนจำพิเศษธนบุรีที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูงของการระบาดโรคโควิด-19 จะต้องแยกตรวจตามมาตรการ สุดท้ายเรือนจำไม่ได้แยกเพราะไม่อยากให้เป็นปัญหา ทนายอานนท์เปิดไทม์ไลน์ เรียกร้องเปิดกล้องวงจรปิด

อานนท์ นำภา แฟ้มภาพ

16 มี.ค.2564 มติชนออนไลน์รายงานว่า กฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้แจงกรณีที่อานนท์ นำภาเปิดเผยเรื่องว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้รับตัว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ มาจากเรือนจำพิเศษธนบุรีช่วงกลางคืนตามขั้นตอนระเบียบของเรือนจำ จะต้องกักตัวในห้องกักโรคแดน 2 ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เป็นเวลา 14 วัน แต่ถ้าเป็นผู้ต้องขังที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงสูงซึ่งเรือนจำพิเศษธนบุรี อยู่ย่านมหาชัย บางบอน เป็นเขตพื้นที่เสี่ยงสูง

ตามมาตรการจะต้องตรวจหาเชื้อและนำตัวไปกักโรคที่บริเวณชั้น 2 ของ สถานพยาบาลเรือนจำ ในแดน 2 เช่นกัน ซึ่งต้องเดินออกจากห้องกักโรค ขึ้นไปยังชั้น 2 ของสถานพยาบาล เป็นขั้นตอนปกติ แต่ทางเรือนจำพยามที่จะแยกผู้ต้องขังกลุ่มนี้เพื่อตรวจคัดกรอง ตามมาตรการของกรมราชทัณฑ์ แต่มีการปฏิเสธไม่ยอมแยกไปห้องกักโรคเสี่ยงสูงบริเวณชั้น 2 สุดท้ายเรือนจำก็ยอมไม่ย้ายก็ไม่ย้ายเพราะไม่อยากให้กลายเป็นประเด็นปัญหา แต่เป็นห่วงเพื่อนที่อยู่ร่วมห้อง เหตุการณ์ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรือลึกลับอะไรเจ้าหน้าที่ที่เห็นก็เป็นผู้คุมเรือนจำ

นอกจากนั้นกรมราชทัณฑ์ยังได้ชี้แจงในประเด็นที่เกิดขึ้นนี้เช่นเดียวกันว่าเป็นมาตรการตรวจแยกโควิด-19 ผู้ต้องขังเข้าใหม่ของเรือนจำและได้มีการแยกผู้ที่ยินยอมให้ตรวจไปไว้ที่ห้องกักกันโรคอื่นแล้ว 9 คน ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามกฎ ระเบียบและพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 และการทำร้ายร่างจะทำไม่ได้เพราะเป็นความผิดทางอาญา

ภาพจากประชาสัมพันธ์ กรมราชทัณฑ์

'ทนายอานนท์' แจ้งผู้คุมจะเอาตัว 'ไผ่-ไมค์' ไปนอกแดนกลางดึกหวั่นถูกทำร้าย

ทนายอานนท์เรียกร้องเปิดภาพกล้องวงจรปิด

วันเดียวกันนี้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยรายละเอียดหนังสือที่อานนท์ นำภาถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วย

หนังสือดังกล่าวระบุว่าขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ทำเข้าไปพยายามดำเนินการดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดหน่วยงานใด ได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการในการเข้าไปยังห้องควบคุม/ขังหรือไม่ และมีชื่อสกุลว่าอะไรบ้าง พร้อมกับเปิดเผยภาพกล้องวงจรปิดทุกกล้อง ทุกตัว ทุกมุม ที่บันทึกภาพและคลิปเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

อีกทั้งอานนท์ยังเรียกร้องให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้แจงว่าการย้ายที่คุมขังในยามวิกาลหรือในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบหรือไม่ หากสามารถทำได้ อาศัยอำนาจตามข้อกฎหมายหรือระเบียบใด

นอกจากนั้นอานนท์ยังเปิดเผยลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยว่า หลังจากกลับจากนัดพิจารณาคดีเมื่อวานนี้ที่ศาลอาญาพวกเขารวม 7 คน ถูกนำตัวกลับมาขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพในห้องขังที่ 7 แดน 2 และผู้ต้องขังคดีอื่นอีก 10 คน

เวลาประมาณ 21.35 น. ได้มีเจ้าหน้าที่จำนวน 4 คน เข้ามาที่ห้องขัง พร้อมแจ้งให้คนที่ย้ายมาจากเรือนจำพิเศษธนบุรี 3 คน ได้แก่ ไผ่, ไมค์ และโตโต้ ย้ายไปกักตัวที่สถานที่ที่ไม่ใช่สถานที่กักตัวตามปกติวิสัย ทางผู้ต้องขังได้ปฏิเสธว่าไม่ประสงค์จะย้ายตัวในช่วงเวลาค่ำเช่นนี้ ขอให้ย้ายตัวในช่วงเช้า กลุ่มเจ้าหน้าที่จึงออกไป

ต่อมา 23.45 น. เจ้าหน้าที่จำนวน 6-8 นาย ได้เข้ามาขอตรวจโรคโควิด โดยมีพยาบาลเข้ามาด้วย 2 คน ขอให้ผู้ต้องขังออกไปทำการตรวจโควิดแบบ Swab (แหย่จมูก) แต่ผู้ต้องขังทางการเมืองทั้ง 7 คน ปฏิเสธ และขอทำการดังกล่าวในตอนเช้า เจ้าหน้าที่จึงออกไปอีก

เวลาประมาณ 00.15 น. เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาในห้องอีก และแจ้งเช่นเดิมให้ผู้ต้องขังทั้งหมดในห้องขังไปทำการตรวจโรค และแจ้งว่าถ้าไม่ตรวจ ก็จะทำการรายงานว่าผู้ต้องขังมีความกระด้างกระเดื่อง ผู้ต้องขังทางการเมือง 7 คน ทักท้วงว่าถ้าจะมีการรายงานแบบนี้ ก็จะขอให้ตั้งคณะกรรมการ หรือให้ศาลไต่สวน

ต่อมาผู้ต้องขังในคดีอื่นๆ 10 คน ได้ทำการตรวจแหย่จมูกตามที่เจ้าหน้าที่สั่งการ แต่ผู้ต้องขังทางการเมืองยังคงปฏิเสธที่จะออกไปตรวจในยามวิกาล โดยจะให้ความร่วมมือในตอนเช้า เพราะรู้สึกว่าการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะผิดวิสัย

เวลาประมาณ 02.15 น. ได้มีกลุ่มเจ้าหน้าที่มากกว่า 20 นาย เข้ามาในห้องอีก นำผู้ต้องขังในคดีอื่นๆ รวม 10 คน ย้ายไปไว้ที่ห้องขังที่ 10 ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ข้างนอกห้องขังซึ่งไม่ติดป้ายชื่อ และไม่ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของเรือนจำหรือไม่

ทางผู้ต้องขังทางการเมืองทั้ง 7 คน เห็นว่าห้องขังที่ 7 นี้ เป็นห้องกักโรคอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลต้องแยกขังใหม่อีก และยังยืนยันว่าการย้ายตัวในยามวิกาล เป็นการปฏิบัติที่ผิดวิสัยปกติ เกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย จึงปฏิเสธกระบวนการอันผิดวิสัยนี้ และการตรวจโรคก็จะสามารถให้ความร่วมมือในช่วงเช้าได้

ในคืนที่ผ่านมา ผู้ต้องขังทั้ง 7 ไม่สามารถนอนหลับได้ เพราะหวาดเกรงเรื่องความปลอดภัย

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์