ค่ำคืนหนึ่งต้นฤดูฝน ณ หมู่บ้านโป่งลึกบางกลอย เสียงคาราโอเกะดังไปจนถึงช่วงเช้ามืดของอีกวัน เป็นเสียงงานเลี้ยงส่งทหารที่ประจำอยู่ในพื้นที่ ถัดมาเช้าอีกวัน เสียงเครื่องยนต์ที่รับส่งนักท่องเที่ยวจากในเมือง เข้ามาท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติที่บ้านโป่งลึก อื้ออึงตลอดช่วงทั้งเทศกาลหยุดยาว แต่มีเสียงหนึ่งที่หายสาบสูญไป นั่นคือเสียงเครื่องดนตรีของคนบางกลอย
“การไม่กล้าเล่นดนตรีของผู้ชายบางกลอย มันไม่ใช่แค่การหยุดร้องรำทำเพลง แต่คืออาการเจ้าของวัฒนธรรมที่ไม่มั่นใจในตนเอง มันคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการกดทับทางวัฒนธรรม”
ครั้งหนึ่ง ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์และนักมานุษยวิทยาชาวปกาเกอะญอ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เคยเดินทางเข้าไปทำกิจกรรมดนตรีที่ชุมชนโป่งลึก-บางกลอย หลังจากที่พวกเขาถูกอพยพลงมาจากบ้านเกิดที่ใจแผ่นดิน สุวิชานเล่าว่าในวันที่เข้าไปทำกิจกรรม แม้ผู้ชายจะไม่กล้าเล่นดนตรี แต่ผู้หญิงบางคนเลือกที่จะหยิบเครื่องดนตรีของตนเอง ออกมาเล่นอีกครั้ง
“ผมมองว่าที่ผู้ชายไม่กล้าเล่นดนตรี เพราะเครื่องดนตรีประจำเผ่าอย่างเตหน่า ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการทำลายป่า”
สุวิชานอธิบายว่า ในปี 2554 ที่ชาวบางกลอยถูกเผาหมู่บ้าน เตหน่าถูกยึดเป็นของกลาง ถูกตีตราว่าเป็นอุปกรณ์หนึ่งในการแผ้วถางป่า สิ่งนี้สร้างความเจ็บปวดใจให้กับชาวบ้าน ทำให้ผู้ชายในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าหยิบเตหน่าขึ้นมาเล่น
สำหรับชาวบางกลอย อำนาจรัฐได้ทำให้วัฒนธรรมดนตรีกลายเป็นสิ่งผิด ผู้ชายบางกลอยที่เคยเล่นดนตรี จึงกลัวแม้กระทั่งเครื่องดนตรีของตนเอง พวกเขากลัวที่จะเข้าใกล้ หรือมีส่วนร่วมกับดนตรีของชนเผ่าตนเอง เพราะไม่อยากรื้อฟื้นสัญญะผู้ทำลายป่าที่รัฐได้มอบให้กับพวกเขา
“การที่เสียงดนตรีบางกลอยค่อยๆ เงียบลง มันเชื่อมโยงกับความเจ็บปวด ความไม่มั่นคง และการสูญเสียความหมายของตนเอง”
แม้วันนี้จะมีหน่วยงานจากภายนอกพยายามเข้าไปจัดกิจกรรม เพื่อรื้อฟื้นเสียงดนตรีในชุมชนบางกลอย แต่บาดแผลที่ยังไม่ได้รับการชำระยังคงอยู่ และเสียงเพลงจากบางกลอยก็จะดังขึ้นต่อเมื่อ มีคนบอกให้พวกเขาหยิบเครื่องดนตรีมาเล่นเท่านั้น

สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ (ภาพจากเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง)
ซอตรู้ ปี๊และเตหน่า ตัวสุดท้ายในบางกลอย
ในงาน “ตะมึลลา กยีบาสะชูว์: ความหวังกำลังใจยังมี 12 ปีแม้วันที่บิลลี่ไม่อยู่” ที่จัดขึ้นโดยภาคีเซฟบางกลอย สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 ณ หมู่บ้านบางกลอย จ. เพชรบุรี ได้มีการจัดกิจกรรมที่มีชื่อว่าฟัง - เล่น - เขียน - เล่า
แม่ซอยเจ แม่สายน้ำ แม่ซอแล และแม่ยาโพ ต่างหยิบเครื่องดนตรีซอตรู้ ปี๊และเตหน่า ของตนเองออกมาจากบ้านมายังลานกิจกรรม พวกเธอใช้เวลาอยู่พักหนึ่งปรับจูนเครื่องดนตรี และสร้างความคุ้นเคยกับมันอีกครั้ง เพราะไม่บ่อยนักที่จะได้มีโอกาสหยิบมาเล่น การเล่นดนตรีของชาวบางกลอย แทบจะหลงเหลืออยู่เพียงเมื่อมีคนจากภายนอกเข้าไปจัดงานกิจกรรม และขอให้พวกเขาทำการแสดงเท่านั้น อย่างแม่ยาโพก็ถือว่าเป็นชาวบางกลอยคนสุดท้ายที่สามารถเล่นเตหน่าได้ ในขณะผู้หญิงสูงวัยอีกคน ไม่สามารถมาร่วมเล่นด้วยได้ เนื่องจากสามีของเธอไม่สามารถทำเตหน่าตัวใหม่ให้เธอได้

แม่ยาโพเล่นเครื่องดนตรีเตหน่าบริเวณบ้านของเธอ (ภาพโดย อธิคม แสงไชย)
“ครั้งหนึ่งวัฒนธรรมดนตรีของบางกลอยกำลังกลับมาเข้มแข็ง แต่พอบิลลี่ถูกอุ้มหายเสียงดนตรีก็หายตามไป”
อัญชลี อิสมันยี ศิลปินวงคีตาญชลี และตัวแทนจากภาคีเซฟบางกลอย ผู้จัดงานรำลึกถึงบิลลี่ในโอกาสครบรอบ 12 ปีที่ถูกอุ้มหายเล่าว่า หลังจากปี 2554 ที่ชาวบางกลอยถูกบังคับย้ายถิ่นฐานลงมาอยู่ที่พื้นที่โป่งลึก ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ช่วงนั้นพวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายชาติพันธุ์จากภาคเหนือ รวมทั้งช่วงปี 2555 - 2556 สุวิชานและบิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ ได้ร่วมมือกันพยายามรื้อฟื้นวัฒนธรรมดนตรีขึ้นมา
“บิลลี่เป็นคนรักดนตรีมาก แต่ตอนนั้นผู้ชายในบางกลอยไม่มีใครอยากเล่นเตหน่า อาจารย์ชิ (สุวิชาน) จึงขอว่าให้ผู้หญิงเล่นแทน และให้ผู้ชายเป็นคนทำเครื่องดนตรีให้แทน”
แต่เสียงดนตรีก็เงียบลงเมื่อถูกบังคับให้สูญหายบิลลี่ อัญชลีแสดงความเป็นกังวลว่า ถ้าหมดยุคของแม่ซอยเจ แม่สายน้ำ แม่ซอแล และแม่ยาโพไป เสียงดนตรีดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงบางกลอยจะสูญหายตามไปด้วย
“สิ่งหนึ่งที่ทำให้เสียงดนตรีไม่ดังขึ้น เพราะพวกเขารู้สึกว่า เวลาภาครัฐจัดงานอะไร จะเอาพวกเขาไปแสดง แต่พอกลับมาในหมู่บ้าน พวกเขากลับรู้สึกว่า สิ่งที่รัฐอยากให้เขาแสดง มันคือสิ่งเดียวกันกับที่รัฐพรากไปจากพวกเขา”
อัญชลีแบ่งปันประสบการณ์จากการที่เธอได้คุยกับชาวบางกลอย เพราะสำหรับพวกเขา การหยิบจับเครื่องดนตรีขึ้นมาเล่น เหมือนเป็นการตอกย้ำว่า ‘ฉันไม่มีวันที่จะกลับไปสู่สิทธิ ที่ฉันถูกขโมยไปได้อีกแล้ว’
“จึงเป็นที่มาให้เราจัดงานนี้ เพื่อให้เด็กๆ ได้กลับมาสนใจ หรืออย่างน้อยได้รู้ว่าชุมชนของพวกเขายังมีเสียงเพลงดั้งเดิม” อัญชลีกล่าว

แม่สายน้ำกับแม่ซอแล (ภาพโดย อธิคม แสงไชย)

แม่ซอยเจ ขณะกำลังเล่นซอตรู้ (ถ่ายโดย ณฐาภพ สังเกตุ)
เสียงซอตรู้ (ซอไม้ไผ่) ของแม่ซอยเจ ดังขึ้นอย่างเอื่อยอาด เสียงนั้นฟังดูเศร้าและชวนให้หวนคิดถึงอดีตที่ผ่านมา เธออธิบายเพลงที่เธอเพิ่งบรรเลงจบไปว่า ช่วงที่อาศัยอยู่ที่ใจแผ่นดิน เพลงนี้ใช้ร้องในช่วงตอนเอาข้าวเข้ายุ้งฉาง เป็นช่วงที่ได้อยู่ร่วมกัน สีซอร้องเพลงด้วยกันอย่างมีความสุข บรรยากาศครื้นเครงไม่มีเรื่องให้ต้องเครียด
“เรามีข้าวกินและเราก็มีความสุข โดยไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ” แม่ซอยเจกล่าวถึงอดีตของเธอ
ในขณะที่แม่สายน้ำ และแม่ซอแล ได้หยิบแคน หรือในภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า ‘ปี๊’ ออกมาเล่น เธอบ่นให้ฟังว่า
“แคนนั้นเสียงไม่ค่อยดังแล้ว เพราะว่าไม่ค่อยได้ใช้”
โดยเพลงแรกที่ทั้งสองบรรเลงและขับร้อง เล่าถึงช่วงชีวิตของการทำไร่หมุนเวียน แม่สายน้ำ และแม่ซอแล เล่าว่าพอเก็บเกี่ยวและได้ข้าวเข้ายุ้งฉางแล้ว พวกเธอจะมีความสุข พอมีความสุขก็ร้องรำทำเพลงกัน
“ยิ่งได้ข้าวเยอะ พวกเราก็ยิ่งมีความสุขกัน”
ส่วนเพลงที่สองนั้น เป็นท่วงทำนองให้นึกถึงชุมชนเวลาได้อยู่กับพ่อแม่ ตอนที่ยังไม่มีการถูกไล่ลงมา ชาวบางกลอยได้อยู่กับครอบครัว ทำมาหากิน หาปู หาปลาด้วยกันอย่างมีความสุข
แม่สายน้ำกำลังเป่าแคน โดยมีแม่ซอแลเป็นคนขับร้อง (ถ่ายโดย ณฐาภพ สังเกตุ)
บทเรียนจากบางกลอย บทบาทการปกป้องเสียงชนเผ่าพื้นเมือง
“เสียงของบางกลอยบอกเราว่า เสียงเดียวดังไม่พอ เพราะฉะนั้นชุมชนชาติพันธุ์ต้องนำเสียงมารวมกัน นำเสียงกำพร้าของเราไปรวมกับเสียงกำพร้าอื่นๆ”
สุวิชานเปรียบเปรยว่า เสียงของชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เปรียบเสมือนเสียงกำพร้า ที่ถ้าอยู่โดดเดี่ยวจะส่งเสียงให้คนภายนอกได้ยินไม่พอ บทเรียนของบางกลอย จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนกะเหรี่ยง แต่คือเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่มในสังคม ที่มีความพยายามจากผู้มีอำนาจ ที่จะปิดปากพวกเขาให้เงียบลง ผ่านเสียงวาทกรรมอย่างคนอยู่กับป่า ทำลายป่า ทั้งที่จริงๆ นั้น วิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยงอยู่ร่วมกับป่าตั้งแต่เกิดจนตาย
“ในสังคมที่เสียงใดเสียงหนึ่งดังอยู่เสียงเดียว มันคือสังคมที่เสียงอื่นถูกทำให้เงียบลง”
ถ้าวันนั้นสังคมได้รู้จัก หรือได้ยินเสียงของคนบางกลอย สุวิชานมองว่าเสียงจะทำหน้าที่เป็นแสงปกป้องพวกเขา และบิลลี่อาจจะไม่ถูกอุ้มหายไป อย่างไรก็ดีการหายไปของบิลลี่ก็ปลุกเสียงในสังคม ให้ได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชาวกะเหรี่ยงบางกลอย
อัญชลีกล่าวว่า บิลลี่ทำให้เสียงของคนที่ถูกอุ้มหายกลายเป็นเสียงที่ดังในสังคม อย่างไรก็ดีแม้สังคมจะได้ยินเสียงและเรื่องราวของคนบางกลอย แต่ในแง่กระบวนการยุติธรรม อัญชลีมองว่าเสียงเหล่านี้ก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน
“การจัดงานทั้งหมดนี้ คนที่เราอยากให้เขาได้ยินเสียงมากที่สุด คือกระบวนการยุติธรรม”
อัญชลีกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่าคดีของบิลลี่ยังไม่สิ้นสุด และอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์
ในตอนท้ายของกิจกรรมเสียงช่วงบ่าย นักดนตรีคนสุดท้ายที่ขึ้นแสดงคือแม่ยาโพ ที่มาพร้อมกับเครื่องดนตรีเตหน่า เพลงที่เธอขับร้องมีชื่อว่า ‘ใจแผ่นดิน’ บรรยายวิถีชีวิตตอนอยู่ที่ใจแผ่นดิน บอกเล่าความสุข การกินอยู่ สีสันและความยากลำบาก ที่ถึงแม้จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีเครื่องปรุงแต่งประดับชีวิต แต่ครั้งหนึ่งคนกะเหรี่ยงบางกลอยก็เคยมีความสุขกับเสียงเพลง
