ใบตองแห้ง: กลัว โกรธ เหลืออด

อารมณ์สังคมวันนี้ อยู่บนความกลัวโควิด ขณะเดียวกันก็ไม่พอใจการบริหารจัดการของรัฐ ทั้งจัดการโควิดและจัดหาวัคซีน จนแสดงออกกันอย่างเหลืออด

อย่าว่าแต่นักการเมือง ภาคธุรกิจเอกชนก็ออกมากดดันให้เร่งฉีดวัคซีน คนจำนวนมากตระหนักแล้วว่า สิ่งที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดไว้ 3 เดือนก่อนนั้นถูกต้อง เป็นคำเตือนที่ล้ำค่า “แทงม้าตัวเดียว” แถมล่าช้า พอเกิดวิกฤตก็หาซื้อไม่ได้

ประยุทธ์พูดภาษาคาราโอเกะ ไล่ชื่อวัคซีน ประชาชนหัวร่องอหาย กลายเป็นคลิปไวรัล “ติดต่อไปแล้วขึ้นอยู่กับว่าเขาจะขายหรือไม่ขาย” พวกหมอ ๆ ก็ช่วยอธิบาย จองวันนี้ได้ปีหน้า สายเสียแล้ว อ้าว สายเพราะใครไม่สั่งวัคซีนไว้แต่แรก

ประธานสภาอุตสาหกรรมเรียกร้องให้ฉีดวัคซีน 70% ภายในเดือนกันยายน เป็นไปไม่ได้ ที่ สธ.วางแผนไว้คือ 63 ล้านโดสในปลายปี ซึ่งก็ยังสงสัยว่า ฉีดเดือนละ 10 ล้านโดส วันละ 3 แสนโดส จะทำได้หรือไม่ เพราะเป็น mass vaccination ใหญ่โตมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยยังไม่ทันซักซ้อม หมอพยาบาลก็ต้องรับมือคนป่วยล้น แล้วจะให้ “หมอพร้อม” ได้อย่างไร

สถานการณ์เฉพาะหน้า ตัวเลขติดเชื้อพุ่งไม่หยุด แต่ ศบค.ไม่ล็อกดาวน์ ซึ่งก็ถูกแล้ว เพียงชาวบ้านรู้สึกย้อนแย้ง ปีที่แล้วติดเชื้อวันละสองร้อย สั่งปิดเมืองกักตัวเป็นบ้าเป็นหลัง ปีนี้ตัวเลขจ่อสองพัน ยังปล่อยเที่ยวเดินทางจนโควิดลามครบ 77 จังหวัด

ย้ำอีกทีว่าถูกแล้ว เพราะล็อกดาวน์ช่วยได้ไม่มาก โควิดไม่ได้กลัวด่านตำรวจดักจับเคอร์ฟิว ถ้าจะออกมาตรการมากกว่านี้ก็คือปิดห้าง ห้ามนั่งร้านอาหาร ปิดร้านตัดผม นวดสปา ฯลฯ แต่เสียหายมากกว่าเพราะประชาชนก็ระมัดระวังตัวอยู่แล้ว มีความเข้าใจมากกว่ารอบแรก

แต่มันสะท้อนว่ารัฐบาลตัดสินใจพะวักพะวง ไม่ได้สรุปบทเรียนจริง แค่กลัวความรับผิดชอบ ไม่อยากจ่ายชดเชย หากสั่งล็อกดาวน์จนเศรษฐกิจพินาศ ประกาศมาตรการกว่าจะบังคับใช้ 36 ชั่วโมง การเผยแพร่ข่าวสารต่อประชาชนก็ยังมุ่งให้ความกลัวมากกว่าความรู้ (แม้หมอทวีศิลป์พยายามบอกว่าสัดส่วนคนตายน้อยกว่ารอบแรกเยอะ)

กระทรวงหมอก็ยังข่มขู่ในขณะที่ไม่สามารถเตรียมการรับมือ เช่นขู่ผู้ติดเชื้อกักตัวอยู่บ้าน ไม่ยอมเข้าโรงพยาบาลมีความผิด ทั้งที่โรงพยาบาลไม่พอรองรับ คนรอคิวเป็นร้อยเป็นพัน

การสั่ง Work From Home ก็พูดง่าย แต่มันไม่ใช่สั่งขี้มูก ภาคเอกชนจะทำอย่างไร ไม่ใช่ทุกสถานประกอบการ WFH ได้

การไม่ล็อกดาวน์จึงถูกแล้ว แต่ต้องมีมาตรการมากกว่านี้ ในการช่วยให้ทุกคนอยู่บ้าน หรือเดินทางแบบรักษาระยะห่าง สกัดการแพร่เชื้อให้ได้ ไม่งั้นจะบานกว่านี้อีก

อารมณ์สังคมจึงต่างจากรอบแรกเป็นตรงกันข้าม รอบแรกประชาชนกลัว เชื่อฟัง สั่งล็อกดาวน์ก็หัวหด รอบนี้กลัวยิ่งกว่าเพราะสายพันธ์อังกฤษระบาดเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็โกรธ เพราะรัฐรับมือไร้ประสิทธิภาพ ตัวเลขพุ่งทุกวัน วัคซีนล็อตใหญ่จากสยามไบโอฯ ยังต้องรออีก 2 เดือน

ความกลัวความโกรธนี้กำลังพุ่งเป็นความเหลืออด แต่ไม่มีทางออก เพราะในสถานการณ์โรคระบาดประชาชนจำเป็นต้องพึ่งรัฐ แต่ก็ไม่พอใจบ่นรัฐห่วย

ในทางการเมืองจึงเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายค้านตำหนิการตัดสินใจของรัฐบาล เพราะการตัดสินใจว่าจะล็อกดาวน์หรือไม่ การจัดหาวัคซีน การจัดสรรงบประมาณ เพื่อเยียวยา หรือเพื่อป้องกัน เป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด รวมไปถึงคำพูดนายกฯ และรัฐมนตรี ว่าแสดงความรับผิดชอบเพียงไร

ฝ่ายค้านอาจไม่ได้พูดถูกหมด แต่การปล่อยให้ลิ่วล้อแบบสิระ เสกสกล มายกย่องประยุทธ์ทำงานหนักแก้วิกฤต แล้วตัวเองก็พูดแขวะ ส.ส.ฝ่ายค้านฉีดวัคซีน แขวะม็อบ ทั้งที่โควิดติดจากคลับ ติดตำรวจเฝ้าคลับ

มีปากไว้ให้ประชาชนเหลืออด

 

 

 

ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/437818

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์