ถ้าบริหารดีไม่ต้องกู้ 5 แสนล้าน ฝ่ายค้านแนะเปลี่ยน พ.ร.ก.เงินกู้ เป็นพ.ร.บ.งบรายจ่ายกลางปี 64 ให้สภาตรวจสอบ

ฝ่ายค้านหมดความไว้ใจนายกฯ ถ้าบริหารดีไม่ต้องกู้ 5 แสนล้าน ย้ำออกพ.ร.ก.เงินกู้ไม่จำเป็นเร่งด่วน แนะเปลี่ยนเป็นพ.ร.บ.งบกลางปี 64 ให้สภาตรวจสอบ หวั่นหากผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ อาจขัด พ.ร.บ.วินัยคลัง ด้านรมว.คลังย้ำจำเป็นเร่งด่วน เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ชี้พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ภาระหนี้ไม่เกินเพดานสากล

'เพื่อไทย' ชี้ ออก พ.ร.ก.เงินกู้ไม่จำเป็นเร่งด่วน แนะเปลี่ยนเป็นพ.ร.บ.งบรายจ่ายกลางปี 64 ให้สภาตรวจสอบ

9 มิ.ย. 2564 วันนี้ ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเรื่องด่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ วงเงิน 5แสนล้านบาท โดยยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่ารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังขอให้สภาฯ พิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เหมือนเป็นการตีเช็คเปล่าให้นายกฯ ไปใช้ โดยไม่มีรายละเอียด ตาม 3 แผนงานหลัก ที่ระบุว่าจะนำไปใช้งานด้านสาธารณสุข การแพทย์ จำนวน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน 3 แสนล้านบาท และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1.7 แสนล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว การกู้เงินของรัฐบาล 1 ล้านล้านบาท สาธารณสุขได้รับการจัดสรรมา 3 หมื่นล้านบาท แต่ในส่วนของการบริหารจัดการอุปกรณ์การแพทย์ ยาและวัคซีน มาอย่างล่าช้า เครื่องช่วยหายใจ โรงพยาบาลที่จะรักษาไม่เพียงพอ ประชาชนที่ติดเชื้อนอนรอเตียง รอรถพยาบาลมารับไปรักษา เป็นไปอย่างล่าช้า จนเกิดความสูญเสีย 

สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลมีเงิน แต่กลับบริหารล้มเหลวทางการบริหารจัดการ ขณะที่วงเงินการเยียวยา 3 แสนล้านในปีที่แล้วที่ตั้งไว้ เน้นที่จะไปแจกเพียงอย่างเดียว มีใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ หากใช้เงินให้เกิดประสิทธิภาพ คนต่างจังหวัดที่เดือดร้อน ไม่เฉพาะโควิด แต่ยังเจอโรคการแพร่ระบาดในวัว โรคลัมปีสกิน ไม่มีการหาวัคซีนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม พบว่า มีการอนุมัติน้อยมาก เพียง 7.1 หมื่นล้านเป็นเพียงร้อยละ28 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่บอกจะนำไปฟื้นฟู ขอถามว่าทำไมเศรษฐกิจแย่ลง จีดีพีลดลง 

ยุทธพงศ์กล่าวว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทครั้งนี้ เอาไปใช้ช่วยเหลือ 3 ด้านเหมือนปีที่แล้ว พ.ร.ก.เงินกู้นั้น ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน การแพร่ะระบาดไวรัสโควิดเกิดตั้งแต่ มี.ค.2563 ปัญหายังไม่จบ จึงขอเสนอให้เปลี่ยนจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท มาเป็น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี 2564 เพื่อให้สภาตรวจสอบรายละเอียดได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ความคุ้มค่าสูงสุด เพราะการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทมานั้น ประชาชนจะต้องร่วมเป็นหนี้ ร่วมกันใช้หนี้ในอนาคต เรามี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐพ.ศ.2561 ที่ป้องกันการใช้จ่ายเงินเกินตัว นายกฯ เคยประกาศนโยบาย การเงินการคลังของรัฐการกำหนดกรอบหนี้สาธารณะ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ต้องไม่เกินร้อยละ 60 แต่สุดท้ายวันนี้ กลับมากู้เพิ่ม ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน 

“ของเดิมเงินยังเหลือ 2.9หมื่นล้านบาท ที่ยังใช้ได้ ส่วนก้อนใหม่ 5แสนล้านบาท ในสิ้นปีงบประมาณ ก.ย. คงใช้ไม่เกิน 1 แสนล้านบาท เพราะใช้ไม่ทัน ขอให้ไปเปลี่ยน พ.ร.ก.เงินกู้จาก 5 แสนล้านบาท มาเป็น พ.ร.บ.งบประมาณกลางปี2564 จะได้ให้สภาตรวจสอบ ให้เกิดความคุ้มค่าจากเม็ดเงินที่ได้ไปกู้มา รวมทั้งมีการนำงบกลางไปใช้ในเรื่องไม่จำเป็น แต่ในเรื่องจัดหาวัคซีน บอกจะมาใช้เงินกู้ จึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.เงินกู้” ยุทธพงศ์กล่าว

 

'ก้าวไกล' ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน หมดความไว้ใจนายกฯ

ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานครพรรคก้าวไกล เขตบางขุนเทียน  อภิปราย พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท โดยระบุว่า การกู้เงินด้วยรูปแบบพิเศษของ รัฐบาลประยุทธ์ โดยการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ เป็นการกู้ครั้งที่ 2 แล้ว ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลไม่ได้ต่อต้านการกู้เงินในสถานการณ์ที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อน เพราะ 7 ปีที่รัฐบาลบริหารมาทำให้เงินของประเทศไม่เหลือแล้ว  แต่สาเหตุที่ต้องมาคัดค้าน มีเหตุผลสั้นๆ  2 ข้อ

"ข้อแรก  ผมและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเห็นตรงกันว่า  คนกู้เงิน  คนใช้เงิน  คือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไร้ความสามารถในการบริหารเงินที่มีอยู่ แต่ยังมีหน้าจะไปกู้เงินมาบริหารอีก ที่ผ่านมาเคยกู้ไป 1 ล้านล้าน แต่ยังทำเอาพี่น้องประชาชนเจ็บปวดทั้งประเทศ  แค่มาตรการง่ายๆอย่างการแจกเงินก็ยังทำให้คนด่าทั้งประเทศได้  เราไม่ทิ้งกัน เราชนะ เรารักกัน ไม่ถ้วนหน้า ทั่วถึง ทันการณ์ รอบที่ผ่านมา เงินเยียวยาแต่ละครั้ง ต้องรอจนเยี่ยวราด มีคนขู่ฆ่าตัวตาย กินยาเบื่อหนูหน้ากระทรวง  ลงทะเบียนแล้ว ลงทะเบียนเล่าคนจนตายรายวัน  นี่จึงเป็นการแจกเงินที่มีคนด่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่แม้แต่ ส.ส. รัฐบาลเองยังพูดกลางสภา"

ณัฐชา กล่าวต่อไปว่า มาครั้งนี้จะเอาอีก 5 แสนล้าน ไม่มีใครไว้ใจหน้าตาแบบนี้ให้กู้อีกต่อไปแล้ว  เพราะพล.อ. ประยุทธ์ โตมากับการสั่งลูกน้องยึดพื้น จึงไม่รู้สึกถึงรสชาติพี่น้องประชาชนที่เขาโดนยึดบ้านยึดรถ  ท่านบริหารสถานการณ์วิกฤตอย่างเชื่องช้า

จากข้อมูลเบิกจ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้าน  ณ วันที่ 28 พ.ค. 2564  โครงการด้านสาธารณสุข พวกปรับปรุงห้อง ICU ปรับปรุงห้องฉุกเฉิน ปรับปรุงห้องความดันลบ ไม่มีโครงการใดแล้วเสร็จเลยแม้แต่โครงการเดียว

"แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจยิ่งเลวร้าย  ตอนจะมาขอกู้ก็คุยโม้ โอ้อวดไว้สวยหรู  บอกว่ารายได้ภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 11,000 ล้านต่อปี เกษตรทันสมัยจะเพิ่ม 5 ล้านไร่ พื้นที่เก็บน้ำเพิ่มขึ้น 7,900 ล้านลูกบาศก์เมตร กู้มาปีนึงแล้วไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเลยซักอย่างเดียว ยังไม่จบ

โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 3,000 กว่าล้านบาท เบิกจ่ายไปได้แค่ 15%

โครงการโคก หนอง นา โมเดล 4,000 กว่าล้าน เบิกจ่ายไปได้แค่ 17% เมื่อเข้าไปเช็คข้อมูล สุดท้ายเจอเป็นเพียงโครงการที่ทหารเอาไปใช้เล่นๆด้วยการตั้งศูนย์การเรียนรู้โคก หนอง นา ในค่ายทหาร 157 แห่ง  แบบนี้จะฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย หรือฟื้นฟูเศรษฐกิจใครกันแน่"

ณัฐชา ยังชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้มีลักษณะตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จเหมือนเดิม โดยบอกประชาชนคนใช้หนี้ว่าจะกู้ 5 แสนล้านบาทมาเยียวยา แต่ข้อความเนื้อในมีส่วนของการเยียวยาแค่ 3 แสนล้านบาท  ด้านสาธารณสุข 3 หมื่นล้าน แล้วก็สอดไส้งบฟื้นฟู ซึ่งไม่รู้ว่าฟื้นฟูเงินในกระเป๋าใครอีก 170,000 ล้าน บาท ซึ่งในวันนี้ผู้ขอกู้เองก็ยังไม่กล้าสู้หน้าประชาชนในสภาแห่งนี้ ทำแค่ส่งบริวารลิ่วล้อมาชี้แจงแทน แล้วเราจะกล้าให้เงินคนแบบนี้ไปใช้อีก 5 แสนล้าน ได้อย่างไร

ณัฐชา อภิปรายต่อไปว่า เหตุผลที่สอง ที่ไม่สามารถยอมให้รัฐบาลกู้เงินครั้งนี้ได้  เพราะจะกู้เงินมากถึง 5 แสนล้าน แต่ให้เอกสารมาพิจารณาแค่ 5 แผ่น ไม่มีบอกพี่น้องประชาชนคนใช้หนี้ตัวจริงว่า เงินที่กู้ไปนี้จะเอาไปทำอะไร  ที่ไหน  อย่างไร มีตัวชี้วัดหรือไม่ว่าถ้ามีเงินกู้ก้อนนี้  พี่น้องประชาชนจะกลับคืนสู่ภาวะปกติภายในกี่เดือน  วัคซีนจะได้ฉีดครบทุกคนภายในสิ้นปีนี้จะมีวัคซีนให้เลือกมากกว่านี้อีกหรือไม่

"แต่ท่านกลับทำตัวลับๆ ล่อๆ  ตอนผ่าน ครม. ก็ทำเป็นประชุมลับ ชักเข้าชักออกจะเอาดี หรือไม่เอาดี  พอมาเข้าสภาส่งมา 5 แผ่นบอกให้รีบๆ ผ่านเหมือนคนร้อนเงิน  แต่ถึงผ่านให้หนทางก็ยังดูมืดมนที่เพราะคนใช้เงินไม่เคย  คิด  วิเคราะห์  แยกแยะ  เทียบกันให้ชัด

รอบแรก  คนติดเชื้อร้อยคนต่อวัน  ท่านโอเวอร์แอคชั่น  สั่งล็อกดาวน์  2  เดือน  จ่ายเงินเยียวยา  15,000 บาท ต่อคน

รอบสอง  ติดเชื้อพันคนต่อวัน  ท่านโยนภาระให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบเองว่าจะล็อค-ไม่ล็อค  ตอนนั้นท่านให้เงินเยียวยาคนละ 7,000 บาท

รอบสาม  ติดเชื้อกันประมาณ 3,000 คนต่อวัน  ท่านไม่ทำอะไรเลย  แบ่งเงินจากที่กู้รอบที่แล้วมาให้คนละ 2,000 บาท

มาวันนี้  ติดเชื้อกันสูงสุดวันละเกือบหมื่นคน  นอกจากไม่เห็นท่านทำอะไรเพื่อรับมือโรคระบาดแล้ว  วัคซีนก็ชุลมุน  มาตรการเยียวยาก็ไม่ออกมา  ล่าสุดข่าวที่เห็น  ท่านจะให้คนละ 1,200 ยังอุตส่าห์ซอยเหลือรอบละ 200 กู้มา  5 แสนล้าน  หลอกว่าจะเยียวยา สุดท้ายได้กันทีละ 200 ไม่ไว้วางใจคนที่ให้ท่านกู้เลยหรือ"

ช่วงท้ายของการอภิปราย ณัฐชา เสนอทางออกว่า มีสองทาง ทางแรก  ถอน พ.ร.ก. เฮงซวยฉบับนี้ออกไป แล้วทำกลับมาใหม่เป็น พ.ร.บ. งบประมาณกลางปีที่มีรายละเอียดของแต่ละโครงการ  ส่วนทางเลือกที่สอง  คือ  เปลี่ยนตัวคนกู้ใหม่ เปลี่ยนตัวนายกใหม่ เพราะนายกคนเดิม คนกู้คนเดิม ไม่เหลือความชอบธรรม  ความน่าเชื่อถือ ในสายตาพี่น้องประชน

"พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้าน  ไม่มีความรู้สึกทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน คนใช้หนี้ตัวจริงอยู่ในนี้เลย ทั้งที่พี่น้องประชาชนมีความตายมีความหิวอยู่จริงๆ มีแต่ตัวหนังสือบนกระดาษ 5 แผ่น  ที่ไม่มีความรู้สึกของประชาชนอยู่ในนั้น ไปทำมาใหม่ ผมไม่อาจปล่อยผ่าน พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้"

จากนั้น ณัฐชาจึงได้ฉีกร่าง พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวทิ้งกลางสภา

 

ถ้าบริหารงบฯ ดีไม่ต้องกู้ 5 แสนล้าน

ด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาลไม่พร้อมในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาโควิด-19 เห็นได้จากโรงพยาบาลต้องเรียกขอเงินบริจาคทั้งที่รัฐบาลมีเงินพอที่จะช่วย เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้นก็เพราะความไร้ประสิทธิภาพของท่านใช่หรือไม่ หากรัฐบาลบริหารจัดการงบประมาณให้ดีก็จะสามารถช่วยชีวิตคนจากโควิด-19 ไปได้อีกมาก

ทั้งนี้ เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา รัฐบาลมีการดีเดย์ฉีดวัคซีนปูพรมทั่วประเทศรัฐบาลทำการฉลองกันใหญ่โต แต่แท้จริงแล้วตัว D ย่อมาจากดีเลย์คือการมาช้า หากการบริหารจัดการวัคซีนถูกต้อง มีวัคซีนอย่างหลากหลายและเพียงพอก็จะสามารถฉีดให้ประชาชนได้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ก็จะไม่มีคนล้มตายเพราะโควิด-19

ขณะเดียว กันหากรัฐบาลบริหารจัดการงบประมาณให้ดี เงิน 500,000 ล้านบาท ก็ไม่จำเป็นต้องกู้ เพราะประชาชนจะมีภูมิต้านทานจากการฉีดวัคซีนและการแพร่ระบาดก็จะไม่หนักเท่านี้ ซึ่ง

รัฐบาลก่อนคือทักษิณ ชินวัตรมีนโยบาย 4 ปี ซ่อม 4 ปีสร้าง แต่รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาล 7 ปีจน 7 ปีเจ๊ง หากให้บริหารต่ออีก 7 ปีประเทศนี้ก็ถึงจะจุดจบทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน และไม่เห็นว่าเงิน 500,000 ล้านบาทนี้ จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้

"ผมไม่เห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน เพราะไม่เชื่อรัฐบาลจะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้" จุลพันธ์ ระบุ

 

'ไทยศรีวิไลย์' ชี้หากผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ อาจขัด พ.ร.บ.วินัยคลัง

ด้าน  มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยศรีวิไลย์ อภิปรายพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเสถียรภาพทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 8.767 ล้านล้านบาท และ มีหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 8.593 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.91 % ต่อ GDP และปัจจุบันมีกรอบวินัยการเงินการคลังอยู่ที่60 % ต่อ GDP ซึ่งจากสถานการณ์การแพทยระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาทั้ง 3 รอบ ในรอบแรกรัฐบาลผิดไม่ค่อยมาก การแพร่ระบาดรอบที่ 2 รัฐบาลผิดเต็มๆ ทั้งการเปิดบ่อน และนำเข้าแรงงานต่างด้าวโดยไม่กักตัว รัฐบาลผิด 100% และ การระบาดรอบที่ 3 รัฐบาลผิดหนักเข้าไปอีก จากคลัชเตอร์ทองหล่อ แรงงานต่างด้าวโดยไม่กักตัวถือว่ารัฐบาลผิดเป็น 200% 

ซึ่งเมื่อย้อนกลับมาที่หนี้ภาคครัวเรือน ประเทศไทยมีหนี้อยู่ที่ 14.02 ล้านล้านบาท เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 211,824 บาท คือเกิดมาประชาชนต้องเป็นหนี้เลย / และในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นรัฐบาลได้จัดทำงบประมาณขาดดุลเป็นเวลาติดต่อกัน 5 ปี ซึ่งเบ็ดเสร็จ คสช.มีงบประมาณขาดดุลอยู่ที่ 2.192 ล้านล้านบาท 

และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในการเลือกตั้งของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะทำงบประมาณทั้งหมด 3 ปีด้วยกัน คือตั้งแต่ปี 2563-2565 มีงบประมาณขาดดุลอยู่ที่ 2.738 ล้านล้านบาท ซึ่งยังไม่รวม พ.ร.ก.กู้เงินอีก 2 ฉบับ ทั้ง 1 ล้านล้าน และ ฉบับปัจจุบัน 5 แสนล้านบาท 

ในวันนี้ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านร่างพระราชกำหนดกู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท ส่วนตัวคิดว่าอีกภายใน 3 เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 1 แสน 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากสภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านพ.ร.ก.กู้เงินในครั้งนี้อาจจะขัดต่อพระราชบัญญัติวินัยทางการเงินการคลัง พุทธศักราช 2561 ที่กำหนดให้ประเทศมีที่สาธารณะไม่เกิน GDP ที่ 60 % 

ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยขาดเงินเข้าประเทศนั้นมาจากงบประมาณทางด้านการท่องเที่ยว / และการจัดหาภาษีเข้ารัฐบาล ขณะเดียวกันฐบาลไม่สามารถที่จะจัดหาภาษีที่ผิดกฎหมายเข้ารัฐบาลได้เช่นภาษีเกี่ยวกับการเปิดคาสิโนออนไลน์ / ภาษีจากสถานบริการและหวยใต้ดิน ที่รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีได้กว่า 5 แสนล้านต่อปี ซึ่งจำนวนดังกล่าวไม่รวมถึงเงินทุจริตของข้าราชการประจำ และนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่นไป

หากนายกรัฐมนตรีต้องการที่จะแก้หนี้จริงควรแก้ปัญหา ดังนี้ คือออกกฏหมายในการแลกเปลี่ยนหมายเลขธนบัตรหากเกิน 5 แสนบาท ต้องชี้แจงถึงที่มาขอเงินหากชี้แจงไม่ได้รัฐบาลสามารถยึดได้เลย / ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมเยอะแต่มีแหล่งน้ำน้อยเราควรที่จะไม่แปรงน้ำเคมเป็นน้ำจืดเพื่อเพิ่มผลผลิตเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก เพื่อไม่ให้นักการเมืองและพรรคการเมือง นำสินค้าทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านมาเพิ่มราคาภายในประเทศ 

อย่างไรก็ตามจากการที่เป็นผู้แทนราษฎรในช่วง2 ปีที่ผ่านมา มีรู้สึกมีความเสียใจที่สุดในการเป็นสภาผู้แทนราษฎร คือการที่ตนได้ตัดสินใจเลือกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีรอบ 2 เพราะถ้าไม่เลือกเขาวันนั้นเชื่อว่าเขายกเลิกการเลือกตั้งแน่นอนเพราะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เลือกไปแล้วอย่างน้อยมาตรา 44 รักษาความสงบจะหายไป แต่ไม่คิดว่าคนที่เป็น ผบ.ทบ.มา 4 ปี นายกรัฐมนตรีมา 5 ปี ทั้งทั้งที่รู้ทุกเรื่องน่าจะมีความสามารถและมีความสุจริตมากกว่ารัฐบาลที่มาจากพลเรือน แต่พอมาประเมินความสามารถทุกด้านของท่านนายกรัฐมนตรีแล้วสุดท้ายท่านแก้ไม่ได้ แก้แบบถ้วงเวลาแก้แบบเลี้ยงไข้ปล่อยให้ผู้ป่วยจำนวนมากตายอย่างไร้ญาติขาดมิตร ตายอย่างทรมาน เพราะไม่มีรัฐบาลมารับ 

ในขณะที่ประชาชนต้องการวัคซีนเป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลเองก็หาวัคซีนแบบเชื่องช้าไม่รู้รตกลงค่าส่วนแบ่งคอมมิชชั่นอยู่หรือไม่ รวมถึงเหตุผลในการปฏิเสธการเข้าร่วมโครงการ COVAX และวัคซีนของ Pfizer ซึ่งเมื่อมาทบทวนแล้วการตัดสินใจของตนในการเลือกประยุทธ์ในวันนั้นถือเป็นความผิดมหันต์ เพราะผมเป็น 1 เสียง ที่เปิดประตูให้นายกรัฐมนตรีคนนี้ ที่ด้อยด้วยความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศเป็นนายกรัฐมนตรีที่อวดฉลาดที่สุด ดูถูกผู้อื่น ไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ชอบเอาชนะแม้กระทั่งประชาชนตาดำๆ โดยการกู้เงินไปเยอะขนาดนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ โควิด-19 ได้เลย 

จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้หากประเทศไทยยังมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศชาติ ประชาชนคงสิ้นหวัง เพราะพวกเราได้เห็นสิ่งที่ผ่านไปในอดีต และกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันซึ่งเมื่อท่านอยู่มันไปต่อไม่ได้จริงๆ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านฉบับดังกล่าว แม้จะผ่านไปก็จะผิดกฎหมายไม่ผ่านประชาชนก็จะเดือดร้อน ดูแล้วไร้ซึ่งอนาคตถ้าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังอยู่ต่อก็จะขอกู้ต่อไปอีกหลายฉบับ จึงขอถามท่านนายกฯว่า หนี้เยอะขนาดนี้ท่านมีปัญญาใช้หนี้ไหม 

 

'ประยุทธ์'เก็บตัวที่ทำเนียบฯ เกาะติดสภาฯ ถก พ.ร.ก.

ส่วนความเคลื่อนไหวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมในวันเดียวกันนี้ เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจภายในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ตั้งแต่ในช่วงเช้า โดยนายกรัฐมนตรีได้เรียกนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เข้าพบ โดยคาดว่าหารือถึงรายละเอียดการปลดล็อกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดซื้อวัคซีนฉีดให้ประชาชนในพื้นที่เองได้ โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19(ศบค.)

อย่างไรก็ตามตลอดทั้งวันนี้นายกรัฐมนตรี ไม่มีวาระงานหรือกำหนดการ ทั้งการประชุมหรือการหารืออย่างเป็นทางการแต่อย่างใด โดยคาดว่าจะใช้เวลาติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 หรือพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท   

 

รมว.คลังย้ำจำเป็นเร่งด่วน เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ชี้พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ภาระหนี้ไม่เกินเพดานสากล

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้แก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 มาต่อเนื่องผ่านแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ทั้งการจัดสรรงบฯกลาง พ.ร.ก.กู้เงินฯ แต่พบว่า ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาการระบาดในระลอกใหม่ได้ อีกทั้งเงินทุนสำรองจ่ายที่เหลืออยู่ มีไม่เพียงพอ

ขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2564 นั้น รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ปี 2564 มีข้อจำกัดและได้รับผลกระทบจากการระบาดจากเชื้อโควิด-19 หากจะรอแหล่งเงินจากงบประมาณปี 2565 จะไม่ทันต่อการแก้ไขปัญหาการระบาดระลอกใหม่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ

ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสถานการณ์และหยุดยั้งการแพร่ระบาดเชื้อโควิด ซึ่งงบประมาณดังกล่าวไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีงบประมาณปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีจำเป็นเร่งด่วน มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลในการตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้

อาคมกล่าวอีกว่า สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีสาระสำคัญสรุป คือ การให้อำนาจกระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงิน หรือออกตราสารหนี้ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2565 เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายใน 3 แผนงาน ได้แก่

1.แผนงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการระบาดเชื้อโควิด-19 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท

2.แผนงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชย แก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ วงเงิน 3 แสนล้านบาท

3.แผนงานหรือโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท

“การตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ รัฐบาลตระหนักถึงวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่า และความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ จึงมีการกำหนดกรอบการใช้เงินที่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างรอบคอบรัดกุม รัฐบาลไทยและรัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกได้กู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้สิ้นปี 2564 ระดับหนี้ภาครัฐบาลของโลก คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 92 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,760 ล้านล้านบาท” รมว.คลังกล่าว

อาคมกล่าวด้วยว่า ตัวเลขหนี้ของไทย สิ้นเดือนเมษายน 2564 อยู่ที่ร้อยละ 50.69 ต่อจีดีพี ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเปรียบเทียบกรอบเพดานตามนิยามสากล ดังนั้นการกู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลมีเจตนาเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้

ทั้งนี้ การก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังจะกระทำด้วยความรอบคอบ อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีแหล่งเงินเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข ช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยประชาชนตลอดจนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ด้วยเหตุนี้จึงต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้

 

เรียบเรียงจาก วอยซ์ทีวี, มติชน

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์