Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • ‘สีหศักดิ์’ แถลงผลประชุม รมต.ต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ เสนอแนวทาง “Re-engagement Calibrate” หรือการค่อยๆ เจรจา และปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสม เพื่อดึงพม่ากลับคืนสู่ครอบครัวอาเซียน พร้อมตอบข้อวิจารณ์ แนวทางดังกล่าวถือเป็นการสร้างความชอบธรรมให้คณะรัฐประหารเมียนมาหรือไม่ 
  • อาเซียนยังยึดหลักฉันทามติ 5 ข้อ เรียกร้องให้เมียนมา ขยายพื้นที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ให้ทุกฝ่ายลดความรุนแรงต่อพลเรือน พิจารณาเพิ่มวาระและอำนาจผู้แทนพิเศษฯ ไทยพร้อมเป็นสะพานเจรจาสันติภาพระหว่างกองกำลังชาติพันธุ์-กองทัพพม่า สร้างสันติภาพในพม่า
  • ส่วนการขอเข้าพบอองซานซูจีของ รมต.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ ยังคงถูกปฏิเสธ ด้านกองทัพพม่า อ้างดูแลอย่างดี 

 

12 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย แถลงผลการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และตอบคำถามสื่อมวลชน 

ประเด็นแรกที่สื่อถามคือผลการหารือเป็นอย่างไร สีหศักดิ์ ระบุว่า คือเป็นครั้งแรกที่มีการหารือ และสมาชิกอาเซียนเริ่มเห็นคล้อยตามเราว่า เวลาผ่านมา 5 ปี ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ไม่ค่อยมีความคืบหน้า และประเทศไทยเรามีพรมแดนติดกับเมียนมา เราก็มีทั้งผลประโยชน์ของชาติ และเรามีผลประโยชน์ที่อยากเห็นเขามีเสถียรภาพและสันติภาพ ดังนั้น เราเห็นว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องมียุทธศาสตร์ในการนำเอาฉันทามติ 5 ข้อนี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าเมียนมาเขาจะอ้างว่าเขาไม่รับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน เพราะว่าเขามีโรดแมป 5 ข้อของเขาเหมือนกัน แต่เรามองว่าไม่ได้เป็นประเด็นที่เรามาถกเถียงกันในการประชุมครั้งนี้ เรามาดูที่องค์ประกอบของฉันทามติ 5 ข้อ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่เมียนมาปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น

ประการแรกคือ การขยายพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพราะมันเป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเราเลือกปฏิบัติไม่ได้ หรือเราจะบอกว่าจะไปเขตนี้บริเวณนี้ในการดูแลของรัฐบาล เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เราต้องดูความต้องการของประชาชนเป็นหลัก

ประการต่อมา เรื่องการลดความรุนแรง ซึ่งไทยมีความกังวลเรื่องความรุนแรงต่อพลเรือน ตรงนี้เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง แต่การลดความรุนแรงมันต้องทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายต่อต้าน หรืออย่างน้อยที่สุดต้องลดผลกระทบต่อพลเรือนให้น้อยที่สุด

รมว.ต่างประเทศไทย ระบุต่อว่า อยากเห็นกระบวนการปรองดองที่เปิดกว้าง ซึ่ง “ไทยพร้อมจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกที่จะเจรจากับชนกลุ่มน้อยที่อยู่ทางฝั่งเรา” ตอนนี้ก็มีการพูดคุยกันอยู่ แต่ยังไม่อยากเปิดเผยตอนนี้ และให้เขาสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อความคืบหน้าในการปรองดอง และปล่อยนักโทษทางการเมืองให้มากขึ้น ขอให้เขาพิจารณาอะไรในเชิงบวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีของอองซานซูจี

"ประชุมวันนี้ เขา (กองทัพเมียนมา) ก็พูดถึงประเด็นอองซานซูจี ส่วนหนึ่งเขาก็พูดถึงกรณีอองซานซูจี ว่าดูแลอย่างดี เขาบอกว่ามีหนังสือพิมพ์ สามารถดูโทรทัศน์ได้ มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เท่าที่จำเป็น  แต่เราก็บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาคมโลกอยากจะรับรู้ และก็ควรจะหาทางให้เราเข้าถึงได้ มันก็เป็นคำขอของประธานอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้แทนพิเศษฯ เขาอยากจะไปพบปะกับอองซานซูจี แต่เขายังได้รับการปฏิเสธ ก็หวังว่า การเดินทางไปครั้งหน้า ทางฝ่ายเมียนมาจะเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ให้สามารถเข้าถึงอองซานซูจี แต่ฟิลิปปินส์ เขาบอกแล้วว่า คราวหน้าเขาจะไป จะเป็นเรื่องภารกิจทางด้านมนุษยธรรม เขาจะไปช่วยขับเคลื่อน และเปิดพื้นที่ให้กับ AHA (ศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ)" สีหศักดิ์ กล่าว 

สีหศักดิ์ มองว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกจากที่ก่อนหน้านี้อาเซียนหลายฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะคุย วันนี้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี พยายามจูนเข้าหากัน และมีความคาดหวัง เขาก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น

เขาระบุด้วยว่า แม้ว่ารัฐบาลทหารพม่า จะบอกว่าเขาไม่ได้เข้าร่วมตรงนี้ แต่ในฝั่งของอาเซียน เราก็ยึดหลักต้องดำเนินตามฉันทามติ 5 ข้อ ซึ่งการประชุมครั้งนี้เรามองว่าต้องมีตัวชี้วัดบางอย่าง เป็นดัชนีที่จะชี้วัดว่าแต่ละข้อมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เช่น การลดความรุนแรง ความเปิดพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การเปิดพื้นที่ให้มีการหารือกับกลุ่มต่างๆ การสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่จะสร้างความปรองดอง แต่เราก็มองความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านี้คงไม่ได้เกิดภายในข้ามคืน แต่เราก็ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ต่อสถานการณ์การเมืองในเมียนมา ประกอบด้วย 

  1. อาเซียนเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนเเรงและวิงวอนให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ
  2. ผู้นำประเทศต่างๆ เห็นพ้องกันด้วยว่า ควรมีการเริ่มเจรจาหาทางออกอย่างสันติเพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศ
  3. เจ้าหน้าที่พิเศษของประธานอาเซียนจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในกระบวนการเจรจาเพื่อให้เกิดทางออกอย่างสันติ
  4. อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
  5. ตัวเเทนพิเศษของประธานอาเซียนจะเดินทางไปเมียนมาเพื่อพบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การดึงพม่ากลับอาเซียน ถือว่าให้ความชอบธรรมทหารพม่าที่ทำ รปห.หรือไม่

สีหศักดิ์ ระบุว่า ตั้งแต่เราได้มาเป็นรัฐบาล เราพยายามนำเสนอแนวคิด “Re-Engagement Calibrate” อย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ มีปฏิสัมพันธ์พูดคุย เพื่อพาเมียนมากลับเข้ามาสู่อาเซียน อาเซียนจะไม่มีความแข็งแกร่ง ถ้าเราไม่มีสมาชิกทุกประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่เราเสนอมาตลอด แม้ว่าตอนแรก หลายประเทศไม่เห็นด้วย แต่เราคิดว่ามันต้องคุย จนกระทั่งการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ และผู้นำสุดยอดอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ก็มีการพูดคุยกันว่าเราจะโดดเดี่ยวเมียนมาได้อย่างไร เพราะมันจะมีการแข่งขันของมหาอำนาจ เพื่อช่วงชิงเรื่องของการขยายอิทธิพล เพราะฉะนั้น มันต้องมีการพูดคุย ซึ่งก็เข้าทางเราพอดี 

“บางคนอาจจะมีการมองว่านโยบายที่เสนอ มันเป็นการสร้างความชอบธรรม ให้กับรัฐบาลทหาร ซึ่งไม่ใช่ มันต้อง 2 ทาง เขา (เมียนมา) ก็ต้องทำด้วย เพื่อตอบสนองข้อกังวลของเรา เราก็พูดคุย ทุกคนต้องมีจุดที่จะเจอกัน” รมว.ต่างประเทศ กล่าว

พิจารณาขยายวาระ-อำนาจผู้แทนพิเศษสถานการณ์เมียนมา 

สำหรับความหวังในการประชุม สีหศักดิ์ ระบุว่า ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง การคุยกันครั้งแรกมันก็ต้องทำความเข้าใจ และสร้างบรรยากาศของการพูดคุยกัน เพื่อให้เห็นเราว่าทุกฝ่ายมีความจริงใจต่อกัน เรามองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดี และมองว่าจากการประชุมกับฝ่ายเมียนมา ทุกฝ่ายก็มีการแสดงความคิดเห็น แต่มันอาจไม่ได้ตรงกันก็ได้ เพราะว่าเราก็มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีแบบนี้ 

รมว.ต่างประเทศไทย กล่าวด้วยว่า วันนี้เราคุยกันด้วยว่าผู้แทนพิเศษด้านสถานการณ์เมียนมา โดยปกติก็ให้ประธานอาเซียนเป็นคนเลือก และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี ซึ่งในเรื่องความต่อเนื่อง อาจจะมีการปรับให้ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ปี เพื่อความต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้แทนพิเศษ อาจจะต้องมี “Mandate” (อาณัติ) ซึ่งมีความยืดหยุ่นเพียงพอให้สามารถริเริ่มอะไรบางอย่างได้ ไม่ใช่ไปพูดคุยตามกรอบที่มันแคบ ถ้าเราจะมีผู้แทนพิเศษในตำแหน่งเกิน 1 ปี ซึ่งเรายังไม่ได้ตกลงว่าวาระดำรงตำแหน่งกี่ปีนั้น ผู้แทนฯ ก็ต้องมีอำนาจในการตัดสินใจพอสมควร และต้องหาตัวบุคคลที่รัฐบาลทหารพม่าคุ้นเคย และมีความไว้เนื้อเชื่อใจระดับหนึ่ง 

สีหศักดิ์ ระบุด้วยว่า วันนี้อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มาร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ และสอบถามถึงการประชุม ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี หลายฝ่ายมองว่าดีที่ไทยริเริ่มการประชุม และการมาเยี่ยมของนายกฯ ก็สะท้อนด้วยว่านายกฯ และประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

เขาระบุต่อว่า เราไม่ได้คิดว่าเรามีความโดดเด่น แต่เราอยากจะเป็นสะพานเชื่อมให้เกิดความคืบหน้าเท่าที่จะทำได้ รวมถึงประเด็นที่จะคุยกับกองกำลังชาติพันธุ์ เพราะพวกเขาเป็นผู้เล่นด้วย แต่เรายืนยันว่า สถานการณ์เมียนมา ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการทางทหาร ถ้าเกิดจะหวังให้มีชัยชนะทางการทหาร มองว่าเป็นไปไม่ได้ มันจะต้องจากสนามรบ ไปถึงสนามเจรจา ดังนั้น ต้องดูว่ากองกำลังชาติพันธุ์ เขามีท่าทีร่วมกันหรือเปล่า เพราะบางครั้งที่เท่าที่เราสัมผัสมา กองกำลังชาติพันธุ์เขาไม่ได้มีท่าทีร่วมกัน บางฝ่ายต้องการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทางการเมือง บางฝ่ายต้องการการปกครองแบบสหพันธรัฐ (Federalism) แต่มันก็ยังไม่ชัดเจนว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร และเขาควรจะมีท่าทีร่วมกัน

“เราก็อยากเป็นผู้อำนวยความสะดวกที่เราไม่ไปโน้มน้าวเขาจะไปทางนี้ทางนั้น แต่เราอยากจะเปิดพื้นที่อย่างจริงจัง” สีหศักดิ์ ทิ้งท้ายประเด็นนี้ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง