Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ทนายความแจ้งศาลแพ่งให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาคดีที่แม่ของ ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ ฟ้องเรียกค่าเสียหายกองทัพบกจากเหตุทหารยิงลูกชายเสียชีวิตเมื่อปี 60 ออกไปเป็น 26 ม.ค.65 ศาลระบุว่ายังทำคำพิพากษาไม่เสร็จ

ชัยภูมิ ป่าแส แฟ้มภาพ

26 ต.ค.2564 มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก มีนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนาปอย ป่าแส แม่ของนายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนสิทธิมนุษยชน ชาวลาหู่ เป็นโจทก์ฟ้องกองทัพบกเป็นจำเลยให้ชดใช้ทางละเมิด กรณีทหาร สังกัดกองทัพบกวิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ ที่บริเวณด่านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อ 17 มี.ค.2560

โฆษณา - Advertising

ทั้งนี้รัษฎา มนูรัษฎา ทนายความ ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลังเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณาคดีว่า ศาลเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 23 ม.ค.2565 แทนเนื่องจากยังทำคำพิพากษาไม่เสร็จ

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 มี.ค.2560 ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่ ได้ขับรถยนต์เดินทางพร้อมเพื่อนหนึ่งคน ผ่านด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำอยู่ที่ด่านตรวจค้นยานพาหนะ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่า นายชัยภูมิพยายามขัดขืนและทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธมีดและระเบิดขว้างสังหาร เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้จนนายชัยภูมิ จนเสียชีวิตพร้อมอ้างว่า กระทำไปเพื่อป้องกันตนเองและฝ่ายทหารยังอ้างว่าพบยาบ้า 2,800 เม็ด ซ่อนในรถยนต์ของชัยภูมิด้วย

ภาพชัยภูมิและเจ้าหน้าที่ทหารค้นรถคนเกิดเหตุที่ชัยภูมินั่งมาด้วย แฟ้มภาพ

โฆษณา - Advertising

เบื้องต้นศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งศาลในชั้นกระบวนการไต่สวนการตายว่าทหารได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงชัยภูมิเสียชีวิต แต่อย่างไรก็ตามภายหลังแม่ของชัยภูมิเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกองทัพบกเป็นจำเลยในฐานะต้นสังกัดของทหารที่ยิงชัยภูมิต่อศาลแพ่งฐานละเมิดและให้ทางกองทัพบกชดใช้ค่าเสียหายต่อกรณีดังกล่าวตามพ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ต่อมาศาลแพ่ง(ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าการวิสามัญฆาตกรรมดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของทหารนายดังกล่าวและเพื่อป้องกันอันตรายจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

ทั้งนี้ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาทนายความของครอบครัวได้ตั้งข้อสังเกตต่อการใช้พยานหลักฐานของศาลในการพิจารณาคดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคำให้การของพยานคนที่ขับรถคันที่ชัยภูมินั่งมาในวันเกิดเหตุที่ศาลเลือกใช้คำให้การของพยานในอีกครั้งถัดมาแทนการใช้คำให้การในตอนที่พยานถูกคุมตัวในวันเกิดเหตุและพยานที่ถูกจับจากเหตุการณ์ยังได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีความผิด

นอกจากนั้นทนายความยังเห็นว่าพยานหลักฐานสำคัญอีกชิ้นที่ประเด็นสำคัญอย่างภาพจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุที่บันทึกเหตุการณ์ได้ก็ไม่ได้ถูกนำมาแสดงต่อศาลในศาลชั้นต้นอีกด้วย แม้ว่าทางทนายความจะได้ขอความร่วมมือกับทางกองทัพแล้วจะได้รับคำชี้แจงจากกองทัพว่าให้รอจนคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ตาม และศาลก็ยังรับฟังคำให้การของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานมากกว่าที่ระบุว่าไม่มีการลบข้อมูลแต่ก็ตรวจไม่พบข้อมูลบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อสังเกตว่าภาพกล้องวงจรปิดหายไปไหน นอกจากนั้นศาลก็ไม่ได้พิจารณาประเด็นที่ยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ไม่มีสารพันธุกรรมหรือลายนิ้วมือของชัยภูมิบนของกลางด้วย

โฆษณา - Advertising
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising