Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วิธีทำบุญให้เงินไหลมาเทมา ร่ำรวย

ผลบุญบารมีแบบต่างๆ ของการทำบุญ สร้างสมไว้ก่อนตาย

6 วิธี ทำบุญให้เทวดาประจำตัว ยิ่งทำยิ่งรวย

เป็นถ้อยคำเชิญชวนให้ทำบุญกับวัดและพระที่เห็นได้จนชินหูชินตา
แม้โดยทั่วไปจะไม่มีการการันตีผลและระบุว่าจะรวยชาตินี้หรือชาติหน้าและเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทำบุญไปจะตอบแทนกลับมาในรูปวัตถุคิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ แต่สมมติให้เราเชื่อก่อนว่าคำสอนนี้เป็นจริง ยิ่งทำบุญมากแค่ไหนก็ยิ่งรวยมากขึ้นแค่นั้น
มาดูกันว่าใครจะทำบุญแล้วรวยกว่ากัน

10 อันดับ ‘อภิมหาเศรษฐี’ ของไทยโดยการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes THAILAND ปี 2564 มีดังนี้

  • อันดับ 1 พี่น้องเจียรวนนท์ มูลค่าทรัพย์สิน 9.48 แสนล้านบาท
  • อันดับ 2 เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว มูลค่าทรัพย์สิน 7.69 แสนล้านบาท
  • อันดับ 3 เจริญ สิริวัฒนภักดี มูลค่าทรัพย์สิน 3.98 แสนล้านบาท
  • อันดับ 4 ตระกูลจิราธิวัฒน์ มูลค่าทรัพย์สิน 3.64 แสนล้านบาท
  • อันดับ 5 สารัชถ์ รัตนาวะดี มูลค่าทรัพย์สิน 2.79 แสนล้านบาท
  • อันดับ 6 ตระกูลโอสถานุเคราะห์ มูลค่าทรัพย์สิน 1.09 แสนล้านบาท
  • อันดับ 7 สมโภชน์ อาหุนัย และครอบครัว มูลค่าทรัพย์สิน 1.03 แสนล้านบาท
  • อันดับ 8 ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ มูลค่าทรัพย์สิน 1.02 แสนล้านบาท
  • อันดับ 9 ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ และครอบครัว มูลค่าทรัพย์สิน 1 แสนล้านบาท
  • อันดับ 10 ชูชาติ เพ็ชรอำไพ และ ดาวนภา เพชรอำไพ มูลค่าทรัพย์สิน 9.42 หมื่นล้านบาท

เศรษฐีไทยได้ชื่อในเรื่องการทำบุญ ถ้า ‘อภิมหาเศรษฐี’ (ตามคำที่ถูกเรียก) เหล่านี้เจียดเงินมาทำบุญกันคนละหรือตระกูลละ 1 เปอร์เซ็นต์ จะได้ ‘ขนาดบุญ’ คิดเป็นเงินเท่าไหร่

โฆษณา - Advertising
  • พี่น้องเจียรวนนท์ ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 9,480 ล้านบาท 
  • เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 7,690 ล้านบาท
  • เจริญ สิริวัฒนภักดี ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 3,980 ล้านบาท
  • ตระกูลจิราธิวัฒน์ ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 3,640 ล้านบาท
  • สารัชถ์ รัตนาวะดี ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 2,790 ล้านบาท
  • ตระกูลโอสถานุเคราะห์ ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 1,090 ล้านบาท
  • สมโภชน์ อาหุนัย และครอบครัว ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 1,030 ล้านบาท
  • ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 1,020 ล้านบาท
  • ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ และครอบครัว ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 1,000 ล้านบาท
  • ชูชาติ เพ็ชรอำไพ และ ดาวนภา เพชรอำไพ ทำบุญ 1 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบุญเท่ากับ 942 ล้านบาท

แต่คนไทยก็ชอบทำบุญเหมือนกัน การสำรวจทรัพย์สินของครอบครัวทั่วประเทศไทยของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2560 พบว่า ‘ครอบครัวทั่วประเทศไทย’ มีทรัพย์สินคิดเป็นเงิน 36,540,927 ล้านบาท จาก 25,723,807 ครัวเรือน หารเฉลี่ยออกมา 1 ครัวเรือนจะมีทรัพย์สิน 1,420,510 บาท
พุทธเถรวาทไทยๆ ประสบความสำเร็จในการสั่งสอนให้คนจนขยันทำบุญ ลองสมมติว่าครอบครัว ‘คนปกติ’ ทำบุญเต็มที่ 10 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ที่มี
แต่ละครอบครัวจะมีขนาดบุญ 142,051 บาท
มัดรวมทุกครอบครัวรวมกันจะมีขนาดบุญ 3,654,093 บาท

คิดเล่นๆ ว่าขนาดบุญของ ‘อภิมหาเศรษฐี’ จะได้บุญวัตถุกลับมา 2 เท่า เท่ากับว่า

  • พี่น้องเจียรวนนท์ ได้บุญวัตถุเท่ากับ 18,960 ล้านบาท 
  • เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ได้บุญวัตถุเท่ากับ 15,380 ล้านบาท
  • เจริญ สิริวัฒนภักดี ได้บุญวัตถุเท่ากับ 7,960 ล้านบาท
  • ตระกูลจิราธิวัฒน์ ได้บุญวัตถุเท่ากับ 7,280 ล้านบาท
  • สารัชถ์ รัตนาวะดี ได้บุญวัตถุเท่ากับ 5,580 ล้านบาท
  • ตระกูลโอสถานุเคราะห์ ได้บุญวัตถุเท่ากับ 2,180 ล้านบาท
  • สมโภชน์ อาหุนัย และครอบครัว ได้บุญวัตถุเท่ากับ 2,060 ล้านบาท
  • ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ได้บุญวัตถุเท่ากับ 2,040 ล้านบาท
  • ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ และครอบครัว ได้บุญวัตถุเท่ากับ 2,000 ล้านบาท
  • ชูชาติ เพ็ชรอำไพ และ ดาวนภา เพชรอำไพ ได้บุญวัตถุเท่ากับ 1,884 ล้านบาท

พุทธเถรวาทไทยๆ ขึ้นชื่อเรื่องความมีเมตตา สมมติอีกทีว่าคนจนทำบุญจะได้ขนาดบุญกลับมา 10 เท่าหรือ 100 เท่า เท่ากับว่า

ในกรณี 10 เท่า แต่ละครอบครัวจะได้บุญวัตถุเท่ากับ 1,420,510 บาท

โฆษณา - Advertising

ในกรณี 100 เท่า แต่ละครอบครัวจะได้บุญวัตถุเท่ากับ 14,205,100 บาท

ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ขี้เหร่ แต่การทำบุญของ ‘คนปกติ’ ก็ยังได้ ‘ขนาดบุญ’ ห่างจาก ‘อภิมหาเศรษฐี’ อันดับ 10 มากโข

อาจสรุปได้ว่าการทำบุญเพื่อหวังร่ำรวยไม่ใช่การลงทุนที่ดีนัก นอกจากเรื่องขนาดของเงินต้นที่ใช้ลงทุนของ ‘คนปกติ’ กับ ‘อภิมหาเศรษฐี’ จะต่างกันมากแล้ว ยังไม่สามารถการันตีผลตอบแทนใดๆ ได้ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า และต่อให้ได้วัตถุกลับมา 10 เท่า 100 เท่า ช่องว่างระหว่าง ‘คนปกติ’ กับ ‘อภิมหาเศรษฐี’ ก็ยังห่างราวฟ้ากับเหว
ยิ่งทำบุญ คนรวยจะรวยยิ่งขึ้น คนจนไม่มีวันไล่ทัน

เมื่อผลของบุญมีพระเป็นตัวกลาง

ชาญณรงค์ บุญหนุน จากสาขาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แสดงทัศนะต่อเรื่องการทำบุญในสังคมไทยไว้ว่า

โฆษณา - Advertising

“คำว่าบุญถ้าแปลตามคำดั้งเดิมหมายถึงผลที่ได้จากการกระทำกิจกรรม 3 อย่างที่เรียกว่าการทำบุญก็คือทาน ศีล และเจริญภาวนาซึ่งหมายถึงการเจริญเมตตาจิตต่อมนุษย์ด้วยกันในสังคม

“การให้ทานมีหลายอย่าง เช่น การให้ด้วยวัตถุสิ่งของ การให้ด้วยธรรมะ การให้อภัยหรือการให้ของที่ไม่มีโทษ แต่ว่าบางทีเวลาพูดถึงอานิสงส์บุญในพุทธศาสนามันไปเน้นตัววัตถุที่เป็นผลจากการทำบุญ เช่น มีนิทานในอรรถกถาธรรมบทซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นรองที่เล่าว่ามีคนสองคนที่ทำบุญคนหนึ่งเป็นเศรษฐีอีกคนเป็นคนไม่มีอะไรเลย แต่คนที่ไม่มีอะไรเลยมีจิตศรัทธาและทุ่มเต็มที่ขนาดว่ามีผ้าแค่ผืนเดียวก็เอาไปถวาย ในวันเดียวกันนั้นบุญก็สำเร็จกลายเป็นคนมีเงินขึ้นมา มันมักจะมีนิทานแบบนี้เพื่อสนับสนุนการให้ทานด้วยวัตถุ พอยุคสมัยเปลี่ยน เงินเป็นปัจจัยสำหรับแลกเปลี่ยนได้ทุกสิ่งที่เป็นวัตถุ มันก็เริ่มมาสู่การให้ทานด้วยเงิน

“ยิ่งทำยิ่งรวยก็เป็นการตีความมาจากอรรถกถาธรรมบท ประเด็นที่ว่าทำกับปุถุชน ทำกับพระสงฆ์ ทำกับพระพุทธเจ้า ก็อธิบายว่าทำกับคนไม่มีศีลก็ได้ประมาณหนึ่งเมื่อเทียบกับคนที่มีศีลจะได้มากกว่า ทำบุญกับพระได้มากกว่า แต่ถ้าให้พระในฐานะที่เป็นชุมชนสงฆ์ก็ได้ไม่ส่งมากกว่า การให้ทานกับพระพุทธเจ้าก็จะได้มากกว่าการให้กับพระอรหันต์ทั่วไป

“พระชอบเอาเรื่องนี้มาอ้าง ผมคิดว่ามันเป็นปัญหา คือวิธีคิดเรื่องทานว่าให้แล้วเกิดพลานุภาพบางอย่าง มีผลย้อนกลับมาเป็นวัตถุ ผมเข้าใจว่าการตีความแบบเถรวาทถึงที่สุดแล้วมันเป็นเน้นความศักดิ์สิทธิ์ของทาน คิดว่าทำแล้วเป็นเกราะป้องกันภัยบางอย่างสำหรับตัวเอง

โฆษณา - Advertising

“พวกเศรษฐีอยากทำบุญก็เพราะตัวเองจะได้รวยยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะมันมีการสอนว่ายิ่งให้มากก็จะได้มาก ให้น้อยก็จะได้น้อย ซึ่งธรรมกายเน้นเรื่องนี้มาก แต่แนวคิดทั่วไปในพุทธไม่สำคัญว่ามีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย แต่สำคัญที่เจตนารมณ์ของผู้ที่ให้มีมากแค่ไหน ออกมาจากความรู้สึกที่เป็นอิสระมากน้อยแค่ไหน หมายความว่าคุณปรารถนาจะทำหรือเปล่า ถ้าคุณปรารถนาจะทำและพอใจที่จะทำก็จะบอกว่ามีอานิสงส์มากเหมือนมีที่ยกตัวอย่างไป พอจิตศรัทธาแรงก็จะมีผลย้อนกลับแรง มันถูกเข้าใจในลักษณะตำนานโบราณ อานิสงส์หมายถึงสิ่งที่สะท้อนกลับมาหาตัวเขาในแง่ของวัตถุ เกียรติยศชื่อเสียง ไม่ได้คิดถึงผลที่เกิดขึ้นในแง่สังคม

“ผมไม่เห็นด้วยกับที่บอกว่าทำบุญต้องไม่หวังผลตอบแทน ผมคิดว่าในศาสนาก็ไม่ได้พูดว่าไม่ต้องหวังผลตอบแทน มันมีคำสอนแค่ว่าก่อนที่คุณจะทำ ข้อหนึ่งคือสิ่งที่คุณได้มามันบริสุทธิ์สุจริต และคุณให้กับคนที่สุจริตหรือเปล่า ถ้าเจตนาคุณได้คุณตั้งใจจะให้แต่แรก ของที่จะให้ได้มาด้วยความชอบธรรม และให้กับคนที่มีความสุจริต และเมื่อทำไปแล้วสิ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือคุณจะต้องสบายใจ ในตำราพูดแค่ว่าให้ทำด้วยใจเบิกบานทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ แต่ไม่ได้พูดถึงว่าไม่หวังผลตอบแทน ยกเว้นแต่จะตีความว่าเจตนาก่อนให้คือไม่หวังผลจะได้อะไร

“คำอธิบายของเถรวาทเป็นยุคเก่าจึงใช้ตัวศาสนาเป็นศูนย์กลางของการอธิบายทุกอย่าง คือทำบุญก็เพื่อศาสนากลายเป็นว่าเวลาเทศน์ก็ต้องทำบุญกับพระสงฆ์หรือเกี่ยวกับศาสนาจะได้บุญเยอะ การทำบุญกับผลของบุญก็มีพระเป็นตัวกลาง ในอรรถกถาการทำบุญถูกตีความให้เป็นเรื่องของศาสนาอย่างเดียวทั้งที่ในแง่หนึ่งการทำบุญเป็นเรื่องของชุมชนที่คนอยู่ร่วมกันและต้องแบ่งปันทรัพยากร ต้องมีมาตรฐานศีลธรรมขั้นพื้นฐาน มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ความหมายมันต่างกันเลยกับการบอกว่าเวลาทำบุญต้องไปวัด ผมคิดว่าการอธิบายแบบนี้ตกทอดมาจากจารีตโบราณ

“มีวิธีคิดเกี่ยวกับการทำนุบำรุงพุทธศาสนาของพระสงฆ์ อันที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือการปฏิสังขรณ์ซึ่งหมายถึงการสร้างสิ่งต่างๆ ในวัด ซึ่งโยงกับเรื่องการขอสมณศักดิ์ สิ่งที่พระแสดงได้มากที่สุดก็คือการสร้างวัตถุซึ่งการสร้างวัตถุต้องมีเงินเป็นตัวบ่งชี้ด้วย ก็สามารถขอตำแหน่งทางคณะสงฆ์ได้ง่ายขึ้น พอถึงยุคที่การปกครองสงฆ์แพร่กระจายไปในชนบท ชนบทก็เปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้ด้วย แล้วพอใครที่ทำบุญมากๆ คุณก็แสดงความเป็นผู้มีบารมี ซึ่งความเป็นผู้มีบารมีในสังคมไทยมันเป็นสิทธิอำนาจอันหนึ่งที่คุณจะไปทำนั่นทำนี่ มันก็คือการที่คุณใช้บุญเป็นช่องทางหนึ่งในการหาผลประโยชน์”

โฆษณา - Advertising
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising