นายกฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ เจอป้าย 'คนไทยโชคดี ที่มีทหารชื่อ พล.อ.ประยุทธ์'

นายกฯ ลงพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ พบปะเยี่ยมเยียนประชาชน เอาตัวและหัวใจมาฝากทุกคน ยันทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนผ่านมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล - ไปต่อที่จ.พัทลุง มอบนโยบายหัวหน้าส่วนราชการ-ผู้บริหารท้องถิ่น 

เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 กรมประชาสัมพันธ์' เผยแพร่ภาพพร้อมระบุ บรรยากาศพ่อค้าประชาชนรอต้อนรับนายกฯ ลุงตู่ ณ ตลาดกิมหยง หาดใหญ่ จ.สงขลา

25 เม.ย.2565 เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานว่า วันนี้ (25 เม.ย.) เมื่อเวลา 12.15 น.ณ มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ไหว้สักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในมูลนิธิฯ พร้อมเยี่ยมเยียนประชาชนเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยตลอดการเดินพบปะเยี่ยมเยียนทักทายประชาชนนั้น นายกรัฐมนตรีได้รับกำลังใจจากประชาชนซึ่งต่างส่งเสียงร้องบอก “นายกฯ สู้ ๆ” และ “รักลุงตู่” โดยนายกฯ กล่าวขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพ ระมัดระวังป้องกันตนเองให้ดี ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้อยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างปลอดภัย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้รับฟังบรรยายสรุปโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเคเบิลใต้ดินในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นความร่วมมือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และเทศบาลนครหาดใหญ่ ในวงเงินงบประมาณ 396.30 ล้านบาท รวมระยะทาง 6.65 กิโลเมตร และโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าในเมือง ระยะที่ 1 ซึ่ง กฟภ. เป็นผู้ลงทุน วงเงินงบประมาณ 631.32 ล้านบาท ระยะทาง 6.81 กิโลเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 ทั้ง 2 โครงการจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อประชาชนในพื้นที่ในด้านทัศนียภาพ และทำให้การจ่ายไฟมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เกิดผลดีต่อการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวพบปะประชาชนตอนหนึ่งว่า การลงพื้นที่มาวันนี้ เอาตัวและหัวใจมาฝากทุกคน คิดถึงและอยากมาหา คนใต้เป็นคนใจดี มีความจริงใจ รักใครรักจริง “รักจังฮู้” แต่เนื่องจากที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาหลายอย่างทั้งภายในประเทศและปัญหาต่างประเทศที่ส่งผลกระทบมายังประเทศไทย ทำให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ ทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอยู่ได้อย่างพอเพียงผ่านมาตรการต่าง ๆ และใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน ให้คุ้มค่าอย่างแท้จริง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน สามารถที่จะอยู่รอดได้ภายใต้ผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งความผันผวนของราคาน้ำมันโลก เศรษฐกิจ และสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อโครงการที่นำเสนอ เพราะเป็นความต้องการของประชาชนโดยตรง สิ่งสำคัญคือการสร้างรายได้ระดับฐานราก โดยเฉพาะการเร่งแก้ปัญหาความยากจนรายครัวเรือน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ให้กับประชาชน การบริหารจัดการน้ำ การปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต่าง ๆ รวมทั้งจะใช้ศักยภาพที่ประเทศไทยและจังหวัดสงขลามีอยู่ มาใช้ในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดสงขลา และขับเคลื่อนประเทศเดินหน้าต่อไป 

นายกรัฐมนตรียืนยันอะไรที่ทำได้พร้อมจะทำ จะเร่งดำเนินการให้เกิดผลโดยเร็ว รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน พร้อมแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จภายใต้การบริหารงานของตนเอง ซึ่งจากการพูดคุยพบปะกับผู้นำต่างประเทศ ต่างชื่มชมความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย ชื่นชมความเป็นพหุสังคม ถึงแม้จะมีความหลากหลากของเชื้อชาติ ศาสนา แต่อยู่รวมกันได้อย่างสงบสุข ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ขอให้คนไทยทุกคนรักษาไว้ 

วันเดียวกัน เวลา 15.45 น. ณ หอประชุมจังหวัดพัทลุง อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดพัทลุง ผู้บริหารท้องถิ่น ประธานสภาท้องถิ่น กำนันในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง โดยมีพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้
 
นายรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดพัทลุง ผู้บริหารท้องถิ่น ประธานสภาท้องถิ่น กำนันในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ตลอดจนข้าราชการในพื้นที่จังหวัดพัทลุงทุกคน ที่ได้มาร่วมพบปะหารือแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดพัทลุงให้มีความเจริญก้าวหน้า เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวพัทลุง พร้อมย้ำถึงศักยภาพและทรัพยากรที่จังหวัดพัทลุงและกลุ่มจังหวัดภาคใต้มีอยู่อย่างหลากหลาย ตลอดจนเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละพื้นที่ นำมาเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า เพื่อยกระดับห่วงโซ่รายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่เพิ่มขึ้นให้ได้ ทั้งด้านการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การท่องเที่ยว ฯลฯ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกรณีที่หลายประเทศต่างชื่นชมประเทศไทยที่สามารถดูแลบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างดีในระดับต้นของโลก แม้ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดก็ตาม ซึ่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นเป็นความร่วมมือของคนไทยทุกคน ในการร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีการออกมาตรต่าง ๆ เพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการดูแลประชาชน ทั้งมาตรการป้องกัน การรักษา การดูแล ติดตาม ตลอดจนการช่วยเหลือเยียวยาต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทุกกลุ่มของประเทศ และผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้ รวมถึงคนส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ให้เศรษฐกิจฐานรากสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยดำเนินการภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประชาชนทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
 
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงการเตรียมความพร้อมรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปีหน้าที่จะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่เด็กเกิดน้อยลง รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานระดับต่าง ๆ ของประเทศให้เพียงพอ ทั้งแรงงานจากต่างประเทศ แรงงานในประเทศ ที่จะต้องมีการเตรียมพร้อมพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี และใช้ศักยภาพ Soft Power หรืออำนาจละมุน ทั้งด้านอัตลักษณ์ ดนตรี วัฒนธรรม อาหาร กีฬา (มวยไทย) รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยมีอยู่ ทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น สร้างสมดุลเกิดขึ้นให้ได้ ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่กำหนดและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต่างประเทศล้วนชื่นชมประเทศไทยและให้ความสนใจที่จะมาลงทุน และมาอยู่ในประเทศไทย เพราะไทยถือเป็นศูนย์กลางหลักของภูมิภาคอาเซียน เป็นประเทศที่น่าลงทุนและมาอยู่อาศัย ซึ่งรัฐบาลก็ได้มีนโยบายที่จะดำเนินการสนับสนุนในเรื่องดังกล่าวเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับต่างประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยว ซึ่ง ศบค. ได้มีมาตรการผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2565 จึงคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น จึงต้องเตรียมมาตรการรองรับที่มีประสิทธิภาพ โดยขอให้ประเมินความพร้อมและประสานการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเกิดความสมดุลทางด้านสุขภาพอนามัยและเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ศักยภาพของจังหวัดพัทลุงมีต้นทุนอยู่แล้ว ทั้งเรื่องของศิลปะการแสดงพื้นบ้านอย่างโนรา ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม จึงขอให้จังหวัดและท้องถิ่นนำเรื่องดังกล่าวไปส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน เพื่อรักษาอัตลักษณ์เหล่านี้ไว้ เป็น “แบรนด์ พัทลุง” ให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น 
 
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ใช้กลไกทุกระดับดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งกลไกระดับอำนวยการ ระดับอำเภอ และท้องถิ่นที่ต้องให้ความสำคัญ และสนับสนุนการดำเนินงาน บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน พร้อมกล่าวชื่นชม และเป็นกำลังใจให้ทีมปฏิบัติการในการลงพื้นที่ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้นโยบายนี้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้  รวมทั้งให้กำลังใจทุกภาคส่วนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญให้กับประชาชน
 
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 และได้รับผลกระทบ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้คนไทยเกิดความรัก ความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันในสังคม ทั้งในส่วนของ อสม. อาสามัครต่าง ๆ ที่ร่วมกันดูแลผู้เจ็บป่วยจากการติดเชื้อโควิด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี สอดคล้องกับลักษณะนิสัยปกติของคนไทยที่มีมาช้านานในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตาโอมอ้อมอารี ช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดมา โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่าในทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ แม้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้เกิดความสูญเสีย และทำให้หลายธุรกิจหยุดชะงัก แต่ก็ทำให้ทุกคนได้เรียนรู้วิธีปรับตัวให้อยู่รอด และเตรียมก้าวเดินหรือก้าวกระโดดต่อไป ขอให้ร่วมมือกันเพื่อความสุข และรอยยิ้มของพี่น้องประชาชนชาวพัทลุง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์