22 พ.ค. 2557 เวลา 16:30 น. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ขณะนั้น รัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการพรรคเพื่อไทยโดย นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
ก่อนเกิดเหตุรัฐประหารสองวัน (20 พ.ค. 2557) เริ่มมีการเคลื่อนกำลังทหารพร้อมอาวุธบุกเข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน ก่อนจะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่เวลา 03:00 น. พร้อมจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (กอ.รส.) และจัดการประชุมเพื่อหาทางออกจากวิกฤตการณ์การเมืองของประเทศ โดยเชิญคู่ขัดแย้ง 7 ฝ่าย ได้แก่ ผู้แทนรัฐบาล วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ นปช. และ กปปส.
การประชุมเพื่อหาทางออกความขัดแย้งในประเทศเกิดขึ้นที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี ขณะที่แต่ละฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอาวุธครบมือก็ได้เข้ามาควบคุมตัวผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดขึ้นรถตู้ที่ปิดแผ่นป้ายทะเบียน ยกเว้นตัวแทนวุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก่อนนำตัวไปยังกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ แถลงประกาศ คสช. ฉบับที่ 1/2557 เรื่องการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ หรือ ‘การรัฐประหารครั้งที่ 13’ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก่อนจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 พร้อมการขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งหัวหน้า คสช.
หลังรัฐบาล คสช. เข้าสู่อำนาจ มีประชาชนจำนวนหนึ่งจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารทั่วประเทศ เช่น การชูป้าย-จุดเทียนค้านรัฐประหาร การรวมตัวกันใส่ชุดดำเพื่อเป็นสัญลักษณ์ไว้อาลัยให้กับประชาธิปไตยไทย การนัดกันยืนอ่านหนังสือบนสกายวอร์คหน้าหอศิลปวัฒธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยหนังสือที่นิยมถูกหยิบมาใช้ในการแสดงออกคือ ‘1984’ ของ จอร์จ ออร์เวล (George Orwell)
คณะรัฐประหารได้ใช้อำนาจทางกฎหมายเป็นข้ออ้างเพื่อ ‘คืนความสุขให้ประชาชน’ ผ่านการใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกในการจับกุมบุคคลโดยไม่ต้องมี ‘หมายศาล’ หรือ ‘หมายค้น’ สามารถควบคุมตัวบุคคลได้ 7 วัน โดยไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว ไม่มีสิทธิติดต่อญาติและทนายความ ก่อนเปลี่ยนมาใช้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เมื่อ 1 เม.ย. 2558 จากอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557
นอกจากนั้น ยังมีการออกคำสั่งของ คสช. ในการเรียกให้บุคคลมารายงานตัว ผ่านการประกาศออกอากาศทางโทรทัศน์ การโทรศัพท์เรียก การส่งจดหมายเชิญ หรือการไปตามหาตัวที่บ้านพัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีลักษณะเป็นแกนนำการเคลื่อนไหว หรือถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว พวกเขาจะถูกเรียกไปพูดคุยเพื่อ ‘ปรับทัศนคติ’ ขอความร่วมมือให้ยุติความเคลื่อนไหวเพื่อความสงบ และบางคนถูกกักตัวตามกฎอัยการศึก
อีกหนึ่งกฎหมายที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิทางการเมืองของประชาชน คือ ประกาศคสช. ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่คณะรัฐประหารใช้ในการควบคุมสถานการณ์และป้องกันการต่อต้านของประชาชน โดยกำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ฝ่าฝืน พร้อมใช้เป็นข้ออ้างสำหรับส่งกำลังทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธเข้ายึดพื้นที่ทุกครั้งที่มีการประกาศนัดหมายชุมนุมต่อต้านการรัฐประหาร
รายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยนชน เมื่อ 23 มิ.ย. 2557 ระบุสถิติผู้ถูกคำสั่ง คสช. เรียกรายงานตัวอย่างน้อย 454 คน มีผู้ถูกเรียกให้รายงานตัวในต่างจังหวัดที่ไม่ได้ประกาศให้สาธารณะรับรู้อย่างน้อย 57 คน นอกจากนั้น ยังมีการจับกุมบุคคลที่ไม่มีหมายเรียกใดมาก่อนอย่างน้อย 113 คน จับกุมจากการแสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะอย่างน้อย 55 คน และจับกุมผู้ถูกเรียกแต่ไม่ได้ไปรายงานตัวอย่างน้อย 10 คน
อ้างอิง
- เชียงใหม่รวมตัวเป็นวันที่ 3 ชูป้าย-จุดเทียนค้านรัฐประหาร | ประชาไท
- ประท้วงรัฐประหารด้วยการยืนอ่านหนังสือ | ประชาไท
- ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่อง การควบคุมอํานาจการปกครองประเทศ
- ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๗/๒๕๕๗ เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง
- 8ปีคสช. : ย้อนภาพการปราบชุมนุมที่คสช.ไม่ปลื้ม - iLaw
- iLaw ตอน1 : ภาพรวม-ภาพลึกหลังรัฐประหาร การเรียกรายงานตัว คุมตัว บางกรณีมีซ้อม | ประชาไท
- ศูนย์ทนายฯ เผยสถิติ เรียกตัว-จับกุม หนึ่งเดือนรัฐประหาร
- 1 ปี คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 : “อำนาจพิเศษ” ในสถานการณ์ปกติ
หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว
