ท้องถิ่นในสหรัฐฯ พยายามส่งเสริมภาคการดูแลเด็ก หลังรัฐบาลกลางยุติการจ่ายเงินอุดหนุน

ท้องถิ่นในสหรัฐฯ พยายามส่งเสริมภาคการดูแลเด็ก หลังรัฐบาลกลางยุติการจ่ายเงินอุดหนุน ทั้งนี้โดยปกติแล้วธุรกิจการดูแลเด็กในสหรัฐฯ มีต้นทุนในการดำเนินงานมากกว่าเงินที่พ่อแม่สามารถจ่ายได้ และยังคงเผชิญกับปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียน การให้บริการ ค่าจ้างที่ต่ำ การหมุนเวียนเข้าออกของคนทำงาน และความเหนื่อยหน่ายในอาชีพ  


ที่มาภาพ: U.S. Army Corps of Engineers Europe District (CC BY 2.0)

รายงานพิเศษจาก Stateline สื่อที่เกาะติดประเด็นท้องถิ่นสหรัฐอเมริกาชี้ว่าความพยายามของรัฐต่างๆ ในการสนับสนุนภาคดูแลเด็ก อาจช่วยผู้ประกอบการด้านนี้บางรายผ่านพ้นวิกฤตเป็นการชั่วคราวเท่านั้น หลังความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางสิ้นสุดลงเมื่อเดือน ก.ย. 2023 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ภาคการดูแลเด็กทั้งระบบของสหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียน การให้บริการ ค่าจ้างที่ต่ำ การหมุนเวียนเข้าออกของคนทำงาน และความเหนื่อยหน่ายในอาชีพ 

“โดยปกติแล้วธุรกิจการดูแลเด็กมีต้นทุนในการดำเนินงานมากกว่าเงินที่พ่อแม่สามารถจ่ายได้ และมีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อมีช่องว่างในการทำงาน ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับค่าจ้างที่สมเหตุสมผลสำหรับงานที่มีความต้องการสูง” ลินดา สมิธ ผู้อำนวยการของโครงการเด็กปฐมวัยของ Bipartisan Policy Center กล่าว

“ธุรกิจการดูแลเด็กถูกมองว่าเป็นตัวอย่างคลาสสิกของความล้มเหลวของระบบตลาด” สมิธ กล่าว “มันแย่มาก่อนโควิด และมันก็แย่ลงอีกตั้งแต่นั้นมา”

พระราชบัญญัติแผนช่วยเหลือของสหรัฐฯ ปี 2021 (The 2021 American Rescue Plan Act หรือ ARPA) ที่มีเงินช่วยเหลือเกี่ยวกับการดูแลเด็กถึง 24 พันล้านดอลลาร์ฯ นั้นได้ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับภาคการดูแลเด็กในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ให้บริการดูแลเด็กใช้เงินอุดหนุนดำเนินธุรกิจเพื่อดูแลเด็กหลายครอบครัวในช่วงการระบาด ผู้ให้บริการบางรายนำเงินอุดหนุนนี้เพิ่มเงินเดือนให้สูงขึ้นเพื่อดึงดูดคนทำงาน นอกจากนี้รัฐและท้องถิ่นต่างๆ ยังได้รับอนุญาตให้ใช้เงินดังกล่าวช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้น้อยและคนทำงานจำเป็น (essential workers) ไว้เป็นค่าใช้จ่ายดูแลเด็กของพวกเขา แต่เมื่อ 30 ก.ย. 2023 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการยุติการจ่ายเงินอุดหนุน ARPA นี้

กลางในปี 2021 รัฐบาลกลางยังอัดฉีดเงินเพิ่มอีก 15 พันล้านดอลลาร์ฯ ให้กับรัฐต่างๆ นำไปช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้น้อยที่เข้าเกณฑ์ เป็นค่าใช้จ่ายค่าดูแลเด็ก เงินพิเศษนี้ก็จะหมดอายุในเดือน ก.ย. 2024 ด้วยเช่นกัน

การสิ้นสุดจ่ายเงินของ ARPA อาจบีบให้ศูนย์ดูแลเด็กมากกว่า 70,000 แห่ง ต้องปิดตัวลง ส่งผลให้เด็กมากกว่า 3 ล้านคน ไม่ได้รับการดูแล ตามรายงานเมื่อเดือน มิ.ย. 2023 โดย Century Foundation ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมองฝ่ายซ้ายในนิวยอร์ก รายงานชิ้นนี้ยังประเมินว่าผู้ปกครองซึ่งมีสัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จะสูญเสียรายได้ต่อปีมากกว่า 9 พันล้านดอลลาร์ฯ หากไม่สามารถหาบริการดูแลเด็กที่มีราคาเหมาะสมได้ จนต้องตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลลูกๆ แทน

ใน 5 รัฐ ได้แก่ อาร์คันซอ มอนแทนา ยูทาห์ เวอร์จิเนีย เวสต์เวอร์จิเนีย รวมถึงวอชิงตัน ดี.ซี. การสิ้นสุดความช่วยเหลือจาก ARPA อาจทำให้จำนวนศูนย์ดูแลเด็กที่ได้รับใบอนุญาตลดลงครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น ส่วนในอีก 14 รัฐ จำนวนศูนย์ดูแลเด็กอาจลดลงถึง 1 ใน 3

เมื่อท้องถิ่นก้าวเข้ามาแทนที่


ที่มาภาพ: Lower Columbia College (CC BY-NC-ND 2.0)

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บางรัฐได้เพิ่มเงินลงทุนของตนเองเข้าไปในภาคการดูแลเด็ก เพื่อเป็นเบาะรองรับจากการสิ้นสุดความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง

“เราจะสูญเสียภาคการดูแลเด็กบางส่วนในประเทศ เราจะได้เห็นคนทำงานเข้าออกมากขึ้น เนื่องจากค่าจ้างในภาคการดูแลเด็กนี้ยังต่ำกว่าค่าจ้างที่ร้านค้าปลีกรายใหญ่เสนอให้คนทำงาน” สมิธ กล่าว “แต่อย่างไรก็ตาม ฉันไม่คิดว่ามันจะพังลงในสัปดาห์หน้า”

ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2022 รัฐนิวยอร์กเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการดูแลเด็กมากกว่า 2 เท่า เป็น 7 พันล้านดอลลาร์ฯ ในช่วง 4 ปี เงินดังกล่าวจะช่วยให้รัฐสามารถเพิ่มเพดานเงินอุดหนุนการดูแลเด็กเป็น 300% ของระดับความยากจนตามมาตรฐานของรัฐบาลกลาง (หรือ 90,000 ดอลลาร์ฯ สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน) ถือเป็นการขยายสิทธิ์ให้กับเด็กเล็กมากกว่าครึ่งหนึ่งในรัฐ 

ในรัฐนิวเม็กซิโก เมื่อเดือน พ.ย. 2022 มีการโหวตเพื่ออนุมัติการเปลี่ยนแปลงธรรมนูญของรัฐ ในการนำส่วนหนึ่งของ 'กองทุนสิทธิ์ที่ดินของรัฐ' (Land Grant Permanent Fund) [1] ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่รัฐเรียกเก็บจากการพัฒนาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มาใช้สำหรับการศึกษาและการดูแลเด็กเล็ก การเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างรายได้ประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ฯ ต่อปี สำหรับอุดหนุนภาคการดูแลเด็กปฐมวัย ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2023 รัฐนิวเม็กซิโกได้ทำให้การดูแลเด็กเป็นสวัสดิการฟรีสำหรับทุกครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกิน 400% ของระดับความยากจนตามมาตรฐานของรัฐบาลกลาง (หรือ 120,000 ดอลลาร์ฯ สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน)

ในเดือน มี.ค. 2023 ศาลฎีกาแห่งรัฐวอชิงตัน ยืนยันว่าภาษีกำไรจากการขายหุ้น 7% ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2021 สามารถนำมาจ่ายให้กับโครงการการศึกษาปฐมวัย การดูแลเด็ก และการก่อสร้างโรงเรียนของรัฐได้ รัฐวอชิงตันประกาศเมื่อเดือน พ.ค. 2023 ว่าสามารถสร้างรายได้ 500 ล้านดอลลาร์ฯ ต่อปี โดยในปีแรกจัดเก็บภาษีได้ถึง 850 ล้านดอลลาร์ฯ รัฐวอชิงตันใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่จำนวน 390 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปให้กับภาคการดูแลเด็ก

แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับภาคการดูแลเด็กจากบางรัฐที่ถูกเน้นในรายงานของ Century Foundation ว่ามีความเสี่ยงสูงสุด กลับระบุกับ Stateline ว่าพวกเขาคิดว่าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่แย่นัก

เจ้าหน้าที่ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียกล่าวว่าพวกเขามั่นใจว่าเด็กๆ ในรัฐของพวกเขา ซึ่ง 1 ใน 4 อาศัยอยู่อย่างยากจน ผู้ปกครองจะไม่สูญเสียการเข้าถึงเงินอุดหนุนการดูแลเด็กเล็ก ในเดือน พ.ค. 2023 รัฐเวสต์เวอร์จิเนียได้ดึงเงิน 24 ล้านดอลลาร์ฯ จากโครงการ Temporary Assistance for Needy Families (TANF) ไว้เป็นเงินอุดหนุนภาคการดูแลเด็ก ซึ่งเพียงพอต่อไปจนถึงเดือน ส.ค. 2024

เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาของรัฐอาร์คันซอ บอกกับ Stateline ว่า “แนวทางที่รอบคอบ” ของรัฐอาร์คันซอในการใช้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางช่วงการระบาดใหญ่ ได้ช่วยลดผลกระทบเมื่อสิ้นสุดการจ่ายเงินอุดหนุน

“ผู้ให้บริการที่สมัครเข้าโครงการและได้รับเงินทุนสนับสนุนให้ใช้จ่ายสำหรับโครงการครั้งเดียว เช่น การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก” คิมเบอร์ลี มุนเดลล์ (Kimberly Mundell) โฆษกฝ่ายการศึกษาของรัฐอาร์คันซอ ตอบในอีเมล “เนื่องจากวิธีการแจกจ่ายเงินอุดหนุนอย่างรอบคอบ เมื่อมันหมดอายุลง จะไม่มีผลกระทบมากนักต่อผู้ให้บริการดูแลเด็กในรัฐอาร์คันซอ”

แต่ผู้สนับสนุนภาคการดูแลเด็กยืนยันว่ารัฐส่วนใหญ่หรือทั้งหมด ในที่สุดก็ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางอีก

“รัฐบางแห่ง เช่น วอชิงตัน นิวยอร์ก และนิวเม็กซิโก จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่า เนื่องจากพวกเขาพยายามใช้แนวนโยบายเพื่อแก้ไขวิกฤตการดูแลเด็กในระยะสั้น” ลอเรน ฮิป (Lauren Hipp) ผู้อำนวยการฝ่ายการเรียนรู้ปฐมวัยของ MomsRising องค์กรที่สนับสนุนผู้หญิง เด็ก และครอบครัว กล่าว “สิ่งสำคัญคือการลงทุนและนโยบายของรัฐบาลกลาง”

ผู้ให้บริการรับเลี้ยงเด็กถึงจุดแตกหัก


ที่มาภาพ: Herald Post (CC BY-NC 2.0)

แองเจลา กอนซาเลซ (Angela Gonzalez) ชาวเมืองบรองซ์ รัฐนิวยอร์ก จบการศึกษาด้านปฐมวัยที่ วิทยาลัยชุมชนบรองซ์ (Bronx Community College) และได้รับใบอนุญาตธุรกิจดูแลเด็กในปี 2019

กอนซาเลซรับเด็กๆ มาดูแลครั้งสุดท้ายในเดือน ก.พ. 2023 หลังจากสูญเสียลูกค้าและพนักงานไปหลายเดือน เธอได้ทิ้งความฝันที่จะเป็นผู้ให้บริการดูแลเด็ก เมื่อได้ลองต่อสู้กับความเป็นจริงที่ว่าการจ่ายค่าเช่าในนิวยอร์กมันโหดร้ายแค่ไหน 

“ฉันเพิ่งสมัครงานกับแมคโดนัลด์ พวกเขาจ่าย 15 ดอลลาร์ฯ ต่อชั่วโมง ฉันยังสมัครงานที่ร้านอาหารในแมนฮัตตัน และอาจได้งานนั้นด้วย” เธอกล่าว “นั่นคือสิ่งที่ฉันใช้เวลาทั้งชีวิตอยากทำหรือเปล่า? ไม่ แต่ฉันไม่เห็นว่าจะสามารถดูแลลูกๆ ของคนอื่น พร้อมกับเลี้ยงตัวเองและลูกๆ ได้อย่างไร”

บริแอน โมลีน (BriAnne Moline) เจ้าของศูนย์ดูแลเด็ก Wild Wonders Early Learning ในเมืองมิสซูลา รัฐมอนแทนา กล่าวว่าเธอได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางจำนวน 10,000 ดอลลาร์ฯ ต่อไตรมาสในช่วง 15 เดือน เธอใช้เงินเพื่อรักษาพนักงานเอาไว้ด้วยการให้โบนัสวันหยุดและค่าจ้างที่สูงขึ้น 

แต่หลังจากได้รับเงินอุดหนุนรอบสุดท้ายในเดือน ม.ค. 2023 โมลีนบอกกับ Stateline ว่าพนักงานของเธอทุกคนต้องการไปทำงานอื่นที่ได้รายได้ดีกว่า เธอต้องลดจำนวนเด็กที่เธอรับใช้จาก 12 คน เหลือ 4 คน เธอกล่าวว่าเป็นเรื่องยากที่จะหาคนดูแลเด็กที่มีคุณภาพมาทดแทนพนักงานที่ลาออก

ตอนนี้โมลีนทำงาน 10 ถึง 12 ชั่วโมงต่อวันที่ Wild Wonders และยังต้องหารายได้พิเศษด้วยงานพาร์ทไทม์เพื่อเลี้ยงดูลูก 4 คน ของเธอเอง

“ฉันไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะฉันไม่มีพนักงาน” เธอกล่าว “ฉันไม่สามารถจ่ายค่าต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อมอบสิ่งดีๆ ให้กับเด็กๆ ที่น่ารักเหล่านี้ รวมทั้งค่าครองชีพสำหรับตัวฉันเองและลูกๆ ของฉัน”

ผู้หญิงผิวดำและลาตินเป็นแรงงานที่มีสัดส่วนสูงสุดในภาคการดูแลเด็ก ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ค่าจ้างต่ำมาก รวมทั้งงานในภาคการดูแลเด็กนี้ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป คามิลล์ เบนเน็ตต์ (Camille Bennett) เจ้าของศูนย์ดูแลเด็ก 3 แห่งในอลาบามากล่าว เบนเน็ตต์กล่าวว่าปัญหาการขาดแคลนศูนย์ดูแลเด็ก จะยิ่งแย่ลงไปอีกเนื่องจากการห้ามทำแท้งอย่างเข้มงวด แต่เธอคาดว่าการยุติความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางจะเป็นแรงผลักดันให้มีการประท้วงเรียกร้องมากขึ้น

“เมื่อเงินของรัฐบาลกลางหมดลง และ [รัฐบาล] หยุดอุดหนุนรายได้ของเราตามอัตราเงินเฟ้อ คุณจะเห็นผู้คนออกมาเดินขบวนบนท้องถนน เพราะเราจะไม่มีทางเลือก” เธอกล่าว

สิ่งนั้นเริ่มเกิดขึ้นในบางรัฐแล้ว เป็นเวลาหลายเดือนที่สหภาพ California Child Care Providers United ได้ระดมพลและเดินขบวนประท้วงเพื่อขอค่าจ้างที่สูงขึ้น ในเดือน มิ.ย. 2023 กาวิน นิวซัม (Gavin Newsom) ผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต ลงนามในงบประมาณของรัฐด้วยเงิน 600 ล้านดอลลาร์ฯ เพื่อเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนสำหรับผู้ให้บริการดูแลเด็กที่ทำสัญญากับรัฐ สัญญาใหม่ 2 ปีนี้ทำให้พวกเขาสามารถขึ้นเงินเดือนให้พนักงานได้ 20%

เชิงอรรถ:
[1] Land Grant Permanent Fund คือ กองทุนถาวรที่ก่อตั้งขึ้นจากเงินที่ได้จากการขายที่ดินของรัฐบาล กองทุนนี้มักจะถูกใช้เพื่อสนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ในสหรัฐฯ กองทุน Land Grant Permanent Fund ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกโดยพระราชบัญญัติ Morrill Land-Grant Colleges Act ในปี 1862 พระราชบัญญัตินี้อนุญาตให้รัฐบาลขายที่ดินของรัฐเพื่อให้เงินทุนแก่วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยของรัฐ กองทุน Land Grant Permanent Fund เหล่านี้มักถูกเรียกว่า "Land-Grant Colleges" หรือ "Land-Grant Universities"

ที่มา:
States are trying to prop up the child care industry. It isn’t enough. (Robbie Sequeira, Stateline 9 October 2023)

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net
ข่าวรอบวัน
สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท