Skip to main content
sharethis

รายงานของกลุ่มช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระบุว่า กลุ่มประเทศ G7 เพิ่มงบประมาณการทหารสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้ว (2566) แต่กลับตัดงบประมาณช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม ทั้ง ๆ ที่ถ้าหากมีการเจียดงบส่วนนี้มาอย่างน้อยร้อยละ 7 ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาความอดอยากหิวโหยได้


ที่มาภาพ: U.S. Navy อ้างใน Common Dreams

ถึงแม้ว่าโลกกำลังประสบกับภาวะผู้คนพลัดถิ่นสูงมากเป็นประวัติการณ์เพราะสงคราม แต่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 ก็ยังคงเพิ่มงบประมาณด้านการทหารของตัวเองสูงมากเป็นประวัติการณ์ในขณะเดียวกันกับที่ตัดงบประมาณความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ซึ่งเป็นสงครามที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจเหล่านี้มักจะเป็นคนก่อขึ้นหรือกระตุ้นให้เกิดขึ้น

ข้อมูลนี้มาจากรายงานการวิเคราะห์ขององค์กรให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม Islamic Relief Worldwide ที่มีฐานอยู่ในเมืองเบอร์มิงแฮมของอังกฤษ รายงานดังกล่าวนี้ทำการสำรวจการใช้งบประมาณไปกับการทหารของกลุ่มประเทศ G7 ได้แก่ แคนาดา, ฝรั่งเศส, อิตาลี, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

รายงานดังกล่าวระบุว่าในปี 2566 กลุ่มประเทศ G7 มีการใช้งบประมาณไปกับการทหารรวมแล้ว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นของสหรัฐฯ อยู่มากถึง 886,300 ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ จัดสรรให้เป็นงบประมาณของเพนทากอน

ตัวเลขเงินงบประมาณการทหารของประเทศ G7 ดังกล่าวนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 7.3 และถือว่าเป็นจำนวนมากกว่า 62 เท่าเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ประเทศเหล่านี้ใช้ไปกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพื่อตอบสนองต่อปัญหาสงครามและภัยพิบัติ

ชาฮิน อัชราฟ ประธานฝ่ายการรณรงค์นานาชาติขององค์กร Islamic Relief ระบุในแถลงการณ์ว่า "จาก กาซ่าถึงซูดาน จากยูเครนถึงพม่า พวกเราเห็นชีวิตหลายล้านชีวิตถูกทำลายไปเพราะสงคราม ... ความต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในทุกวันนี้มีมากขึ้นยิ่งกว่าแต่ก่อน ดังนั้นแล้วมันถึงเป็นเรื่องฉาวโฉ่ที่ประเทศ G7 จำนวนมากที่มีความมั่งคั่ง กำลังตัดความช่วยเหลือในขณะเดียวกับที่ใช้งบประมาณมากกว่าเดิมไปกับอาวุธ"

ไม่ใช่แต่ประเทศ G7 เท่านั้นที่ทำเช่นนี้ จากรายงานการวิเคราะห์ประจำปีของสถาบันวิจัยสันติภาพสต็อกโฮล์มอินเตอเนชันแนลระบุว่าการใช้เงินงบประมาณไปกับอาวุธจากทุกประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 เป็น 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2566

อัชราฟกล่าวว่า "มีรัฐบาลจำนวนมากเกินไปที่จัดสรรทรัพยากรไปกับการจัดซื้ออาวุธสงคราม"แทนที่จะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากความขัดแย้ง ... ควรจะต้องมีการลงทุนมากขึ้นเพื่อให้เกิดการขจัดความยากจนและอุ้มชูสันติภาพกับการพัฒนา ไม่ใช่สุมไฟสงครามและการทำลายล้าง"

Islamic Relief Worldwide ระบุว่า "ในขณะที่การหารือบางส่วนที่การประชุมซัมมิท G7 เน้นเรื่องการจำกัดการอพยพไปสู่ประเทศร่ำรวยที่พัฒนาแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ผู้พลัดถิ่นเพราะสงครามยังคงอยู่ในประเทศที่มีสงครามและประเทศยากจนใกล้เคียงกัน หลังจากที่ซูดานมีสงครามดำเนินมานานกว่า 1 ปี ประเทศนี้ก็ประสบกับวิกฤตการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ที่สุดของโลกโดยมีประชาชนผู้พลัดถิ่นมากกว่า 10 ล้านคนที่ในตอนนี้ถูกบีบให้ต้องละทิ้งบ้านของตัวเอง นับเป็น 1 ใน 4 ของประชากร ประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องหนีจากความรุนแรงในซูดานยังคงอยู่ในประเทศตัวเอง มีจำนวนมากที่รับความช่วยเหลือจากชุมชนท้องถิ่น กลุ่มเยาวชน และมัสยิด"

"ในขณะที่ประเทศร่ำรวยปิดด่านของตัวเองและตัดงบความช่วยเหลือ ในสถานที่อย่างซูดานมันก็เป็นเรื่องน่าปลื้มใจที่ได้เห็นความใจกว้างของกลุ่มชุมชนที่ยากจนที่สุดบางส่วนของโลกที่ให้ที่พักพิงแก่กลุ่มคนพลัดถิ่นและแบ่งอาหารกับน้ำให้พวกเขา ... แต่พวกเขาก็ต้องการการสนับสนุนจากนานาชาติมากกว่านี้ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยที่สุด" อัชราฟกล่าว

บทวิเคราะห์อีกชิ้นหนึ่งที่ออกมาก่อนหน้าการประชุมซัมมิท G7 โดยองค์กรอ็อกแฟมอินเตอเนชันแนล เปิดเผยว่า ถ้าเพียงแค่กลุ่มประเทศ G7 เจียดเงินงบประมาณกองทัพปี 2566 ออกมาเพียงร้อยละ 7 ก็จะมากพอที่จะ "ช่วยหยุดความอดอยากหิวโหยและแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สินในประเทศโลกทางใต้ได้"


เรียบเรียงจาก
'Scandalous': G7 Nations Spend 62 Times More on Military Than Humanitarian Aid, Common Dreams, 14-06-2024
 

สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง Facebook, X/Twitter, Instagram, YouTube, TikTok หรือสั่งซื้อสินค้าประชาไท ได้ที่ https://shop.prachataistore.net