สส.พรรคประชาชน วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ทั้งประเด็นใส่ชื่อทหารรับเงินพิเศษสู้รบแต่ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ ตั้งงบวิจัยมาซื้ออาวุธต่างประเทศ และปมล็อคสเปคเรือฟริเกต ด้าน รมว.กลาโหมแจงเบรคซื้อเรือฟริเกตไปแล้วเพราะเป็นภาระงบประมาณ ส่วนเรื่องมีชื่อทหารเบิกเงินพิเศษสู้รบแต่ไม่ได้ไปจริงถ้าเจอโทรแจ้งได้ 24 ชั่วโมง
1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร เขต 10 พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยวิจารณ์การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ทั้งประเด็นใส่ชื่อทหารรับเงินพิเศษสู้รบแต่ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ ตั้งงบวิจัยมาซื้ออาวุธต่างประเทศและปมล็อคสเปคเรือฟริเกต
เอกราชกล่าวว่า ทุกวันนี้เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายให้กระทรวงกลาโหม ทุก ๆ 100 บาท ถูกใช้เป็นเงินเดือนทหาร ค่าซ่อมอาคาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายประจำต่าง ๆ ถึง 74 บาท เหลืองบประมาณสำหรับการจัดซื้ออาวุธเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทหารเพียง 20 กว่าบาทเท่านั้น โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปอยู่ในแผนงานบุคลากร ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 เพิ่มขึ้นอีก 3,173 ล้านบาท
มีแต่ชื่อไปเบิกเงิน แต่ตัวไม่อยู่
สส.พรรคประชาชนชี้ว่ากรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พบรายชื่อผู้ได้รับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) ทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนจริง แต่กลับมีการนำชื่อไปใช้เบิกรับเงินดังกล่าวหรือที่เขาเรียกว่า “ทหารผี” นอกจากนี้ยังมีกรณีการนำพลทหารไปรับใช้นายและยึดบัตรเอทีเอ็มเงินเดือนของพลทหารไว้ให้ผู้อื่นกดเงินแทน ซึ่งต่อมากองทัพภาคที่ 1 ได้ตั้งคณะสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อเดือนเมษายน 2569 และชี้แจงว่าหน่วยงานเก็บบัตรเอทีเอ็มไว้เพื่ออำนวยความสะดวก เนื่องจากกังวลว่าบัตรจะสูญหายหรือถูกขโมย แต่หากเหตุผลดังกล่าวสามารถยอมรับได้ หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีแนวปฏิบัติเช่นเดียวกันหรือไม่
เอกราชกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ไม่มีใครอยากสมัครเป็นพลทหารอาสา ทั้งที่รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสมัครใจเข้ารับราชการทหาร ซึ่งต้องใช้งบประมาณด้านบุคลากรเพิ่มอีก 1,455 ล้านบาทต่อปี โดยให้ค่าตอบแทนสุทธิ 12,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ปัญหาภายในกองทัพยังส่งผลให้กำลังพลที่มีคุณภาพจำนวนมากตัดสินใจลาออกไปประกอบอาชีพอื่น ส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้กับทหารที่ลาออก ซึ่งปัจจุบันมีกำลังพลประมาณ 6,000 คน และในปี 2568 ใช้งบประมาณส่วนนี้ถึง 830 ล้านบาท และอาจเพิ่มเป็นปีละกว่า 1,000 ล้านบาท หากไม่หยุดเลือดไหลออกจากกองทัพ
ตนเสนอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างกำลังพลของกองทัพ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์อัตรากำลังที่จำเป็นต่อภารกิจ แทนการยึดกรอบอัตรากำลังเดิม พร้อมทบทวนงบประมาณและโครงสร้างบุคลากรทั้งหมด
ตั้งงบวิจัยอาวุธ แต่เอาไปซื้อของต่างประเทศ
เอกราชกล่าวถึงประเด็นงบวิจัยด้านการป้องกันประเทศที่กระจายอยู่หลายหน่วยงาน ทั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กองทัพเรือ และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รวมวงเงินกว่า 625 ล้านบาท แต่งานวิจัยเหล่านี้สามารถสร้างเทคโนโลยีของไทยได้จริงหรือไม่ เนื่องจากหลายโครงการใช้ชื่อว่าเป็นการวิจัยและพัฒนา แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการจัดซื้อจากต่างประเทศมาประกอบในประเทศ
ปัญหาที่ตามมาคือแม้ผลิตภัณฑ์จะผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว แต่หน่วยงานในกองทัพกลับไม่จัดซื้อหรือสนับสนุนการใช้งาน ส่งผลให้ไม่มีคำสั่งผลิต สายการผลิตหยุดชะงัก และกลายเป็นโรงงานร้างซึ่งเป็นที่สิงสถิตของ ‘วิจัยผี’
หากประเมิน มูลค่าของโรงงาน เครื่องจักร และสายการผลิตในระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัฐที่ถูกปล่อยร้างมีมูลค่ารวมเกือบ 20,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณเพื่อปรับปรุงโรงงาน อาคารสถานที่ และบ้านพักต่าง ๆ ปีละประมาณ 339 ล้านบาท
เอกราชเสนอให้ยุติโครงการที่อ้างว่าเป็นงานวิจัยแต่แท้จริงเป็นเพียงการซื้อและประกอบ พร้อมคัดเลือกโครงการเรือธงที่สามารถพัฒนาให้สำเร็จได้จริง และเมื่อผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว หน่วยงานในกองทัพต้องกล้านำไปใช้งาน มิฉะนั้นประเทศไทยจะมีเพียงงานวิจัยบนกระดาษ โรงงานร้าง เครื่องจักรเก่า และภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้เทคโนโลยีของประเทศ
ส่วน ‘ปีศาจ’ ตัวสุดท้าย คือ ‘รัฐมนตรีปีศาจ’ ที่ผ่านมามีข่าวว่ารัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมีความพยายามผลักดันโครงการจัดหาเรือฟริเกตให้เข้าทางพ่อค้าอาวุธบางราย โดยมีการพูดกันว่ารัฐมนตรีต้องการให้โครงการดังกล่าวเป็นของ ‘เด็กชายจากฟากฟ้า’ พร้อมตั้งคำถามว่า หากเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานของนาโต้ (NATO) กองทัพเรือไทยจะสามารถเข้าร่วมการฝึกกับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้อย่างไร
เอกราช ระบุว่า แม้รัฐมนตรีจะอ้างว่าต้องการให้ TOR เปิดกว้าง แต่ในมุมมองของตน ไม่ใช่การเปิดกว้างเพื่อความโปร่งใส หากแต่เป็นการเปิดช่องให้รองรับคุณลักษณะเฉพาะของเรือจากบางประเทศที่มีพ่อค้าอาวุธเป็นตัวแทน ซึ่งแน่นอนว่ากองทัพเรือไม่ยอมรับแนวทางดังกล่าว จึงไม่ลงนามในเอกสารคำของบประมาณ และสำนักงบประมาณได้ชี้แจงว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตไม่มีลายเซ็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงไม่ผ่านการพิจารณา
ทั้งนี้ เอกราชยกเหตุผลที่รัฐมนตรีควรลงนามในโครงการดังกล่าว เช่น การจัดซื้อเรือฟริเกตลำที่สองภายใต้นโยบาย Offset Policy จะช่วยให้เกิดความคุ้มค่า เพิ่มอำนาจต่อรอง และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย อีกทั้งงบประมาณของกองทัพเรือในปี 2570 อยู่ในกรอบเท่าเดิมกับปี 2569 และกองทัพเรือพร้อมบริหารงบประมาณภายใต้กรอบดังกล่าว
เอกราชทิ้งท้ายว่า ภายใต้การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ จึงมี ‘ปีศาจ’ สามตนที่กัดกินงบประมาณกลาโหม ด้วยเหตุนี้จึงไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในรูปแบบดังกล่าว
รมว.กลาโหมแจงไม่เคยมีพฤติกรรมชั่ว ชะลอฟริเกตเพราะเป็นภาระงบ
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐมนตรีปิศาจว่าตนไม่เคยมีพฤติกรรมชั่วๆ อย่างที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งการตั้งงบของกระทรวงกลาโหมปีนี้ 2 แสนล้านบาทก็ลดลงจากปีที่แล้ว 957 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประจำไปแล้ว 1.53 ล้านบาท มีงบลงทุนอยู่ 5 หมื่นล้านบาทท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงที่มีภัยจากทุกด้าน
รมว.กลาโหมกล่าวว่าการจัดงบของกระทรวงเพื่อรับมือภัยคุกคามได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ
- ป้องกันและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ทั้งอากาศ บก และทะเล ใต้ทะเล จัดกองกำลังป้องกันชายแดน 8 กองกำลัง เพื่อรับมือแรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ
- พัฒนาศักยภาพและความพร้อมของทั้งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งงบประมาณก็นำมาใช้ดูแลกำลังพลและฝึกทหารใหม่ ดูแลเหมือนน้องคนสุดท้องและร่วมฝึกกับมิตรประเทศ อีกทั้งขณะนี้ส่วนของกำลังพลมีนโยบายทหารอาสาอยู่ปีละ 1 แสนคน โดยเรียกเข้ามาประมาณ 25,000 คนใน 4 ปี เนื่องจากยอดความต้องการทหารประจำการแต่ละปีอยู่ที่ 91,875 นาย ถ้าในอนาคตมีการประชาสัมพันธ์ที่ดีและมีทหารสมัครทางออนไลน์มากขึ้นอาจไม่ต้องมีการตรวจเลือก
ส่วนการพัฒนาศักยภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ มีการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ส่งเสริมผู้ประกอบการในส่วนของการซ่อมบำรุงรวมถึงผู้ประกอบการในประเทศในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่จะมีคณะกรรมการกำหนดความต้องการและความเร่งด่วนในการจัดหาที่มีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน
“หากเป็นสมัยก่อนผมคงเดินลงไปหา แต่วันนี้ต้องขออภัยเราเป็นพี่น้องกัน ผมต้องขออภัยที่พูดแบบนี้ เพราะการพูดของผู้อภิปรายทำลายศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์อย่างมาก ผมยืนยันว่าถ้าผมชั่วคงไม่มีทางมาถึงขั้นนี้”
พล.ท.อดุลย์ตอบประเด็นเรื่องฟริเกตและระบุว่าเรื่องนี้ได้พูดคุยกับพลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ถึง 2 ครั้งว่าหากจะซื้อขอให้ซื้อจากบริษัทที่จะซื้อสินค้าไทยด้วยให้กองทัพเรือและประเทศชาติได้ประโยชน์ด้วย อย่างไรก็ตามหากซื้อไปก็จะเหลืองบประมาณ 1.38 ล้านบาทจากงบที่ได้มา 4 หมื่นล้านบาทเป็นภาระงบประมาณและยิ่งซื้อลำที่สองในปีเดียวกันก็จะทำให้งบประมาณติดลบ แต่ถ้าปีถัดไปภาระงบประมาณของกองทัพเรือดีขึ้นก็จะสามารถจัดหาได้
- บรรเทาสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชน
ทั้งนี้พล.ท.อดุลย์ตอบประเด็นเรื่องที่มีการใส่ชื่อเบิกเงินพิเศษสู้รบแต่ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่จริงว่าหากพบเจอก็ขอให้โทรหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง
