Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

1 ก.ค. 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยในช่วงสุดท้ายก่อนการลงมติในวาระที่หนึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถึงภาพรวมของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา

โดยณัฐพงษ์ระบุว่า อยากชวนให้ทุกคนทบทวนและถามตัวเองดู ว่า 3 วันที่ผ่านมาที่สภาได้พิจารณางบประมาณร่วมกัน ทุกคนรู้สึกอย่างไร และมองเห็นภาพอะไรบ้าง การตอบชี้แจงของ ครม. ทำให้รู้สึกว่ามีความหวัง ชีวิตมีความมั่นคง ประเทศนี้มีอนาคตหรือไม่ ฉายภาพให้เห็นได้อย่างชัดเจนหรือไม่ว่าภายในปีหน้าหรือ 4 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ ทิศทางหรือทางออกของประเทศเป็นอย่างไร ณัฐพงษ์ตอบในส่วนของตนเองว่า ยังไม่รู้สึกและเห็นภาพเช่นนั้น จึงทำให้ต้องตั้งคำถามว่างบประมาณฉบับนี้จัดมาเพื่อใคร มีผลประโยชน์บางอย่างที่ซับซ้อนอยู่กับกลุ่มบุคคลที่กำลังเป็นเสาค้ำจุนให้กับรัฐบาลอยู่หรือไม่

ขณะนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้รัฐต่อ GDP ที่ต่ำมาก อยู่ที่ราว 14-15% ต่อ GDP รัฐบาลยังไม่สามารถฉายภาพให้เห็นได้เลยว่าอะไรคือทางออกของเรื่องนี้ รัฐบาลบอกว่ามีความตั้งใจในการลงมือผ่าตัดเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณปีนี้เป็นปีแรก แต่ก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่กลัวคือรัฐบาลกำลังจะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ โดยที่ภาพปลายทางไม่ตรงกัน เช่น ในเรื่องของงบประมาณการกระจายอำนาจ แม้จะตัดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดออกไป 22,000 ล้านบาท แต่กลับไปลงถึงท้องถิ่นเพียงแค่ 7,000 ล้านบาทเท่านั้น

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลยังบอกว่าเลือกที่จะกู้ชดเชยการขาดดุลไม่เต็มกรอบ แต่นั่นก็เป็นเพราะตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะฯ มาตรา 21 กรอบการกู้ชดเชยการขาดดุลเท่ากับ 20% ของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี บวกกับ 80% ของส่วนที่ใช้คืนต้นเงินกู้ แต่คำถามคือแล้วรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เฉพาะในส่วน 200,000 ล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทำไม ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนและส่งผลถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย

รัฐบาลเพิ่งออกมาระบุว่ามีแผนที่จะใช้เงิน 200,000 ล้านบาทในแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไปกับการอุดหนุนให้เกิดการใช้รถ EV ทั้งที่เงินอุดหนุนนี้บรรจุอยู่ในเล่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ แต่ทำไมถึงไม่ทำ คำตอบไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่เพราะกฎหมายวินัยการเงินการคลังบังคับให้รัฐบาลทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้ารัฐบาลจะกู้ ต้องกู้มาเพื่อใช้กับรายจ่ายลงทุน รัฐบาลไม่สามารถกู้มาเพื่อเอาใช้กับรายจ่ายประจำได้

ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐบาลไม่มีโครงการในหัว โฆษณาไว้ว่าตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปได้จำนวนมาก แต่ก็รวมถึงงบลงทุนกว่า 70,000 ล้านบาท แล้วยังไม่ได้เป็นการตัดงบลงทุนที่ไม่จำเป็นเพื่อเอาไปลงทุนกับสิ่งที่จำเป็นด้วย ก็ออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่

นอกจากนี้ที่รัฐบาลบอกว่าปีนี้เริ่มทำ Zero-based Budgeting แล้ว เป็นสิ่งที่ดีและตนเห็นด้วย แต่ถ้าลงไปดูในรายละเอียดงบประมาณปี 2570 เฉพาะในส่วนของแผนยุทธศาสตร์และแผนบูรณาการ กว่า 90% เป็นโครงการจากงบประมาณปี 2569 สิ่งที่เราอยากเห็นคือการที่รัฐบาลลงมือจัดงบประมาณจริงด้วยตัวเอง ให้เห็นโครงการที่รัฐบาลริเริ่มทำเองและตอบโจทย์ของประเทศ

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของชาติ รัฐบาลสัญญาแล้วสัญญาอีกว่าเบี้ยเด็กเล็กจะให้ถ้วนหน้า แต่ก็ยังไม่ให้ 

“วันนี้รัฐบาลกำลังจะจัดงบสวัสดิการให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางแบบคนละครึ่ง ‘คนละครึ่ง’ ในที่นี้ไม่ได้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขคนละครึ่งกับประชาชน แต่ตัดงบเขาออกไปครึ่งหนึ่ง จากสิทธิที่เขาควรจะได้รับต่อหัวเต็มจำนวน”

จากภาพอนาคตของชาติที่ยังมองไม่เห็น มาสู่ความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ วันนี้รัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพียงไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด งบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมลดลงจากปี 2569 ถึง 5% กรณีสารพิษในแม่น้ำก็ไม่มีแผนงานและงบประมาณที่ชัดเจน แล้วยังมีปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำที่อาจเกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนบางส่วน แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ตั้งงบประมาณด้านนี้ไว้แม้แต่บาทเดียว

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การจัดงบประมาณเช่นนี้ คนที่รู้สึกว่ามีความมั่นคง ได้รับงบประมาณเสมอต้นเสมอปลายมีเพียงแค่คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น องค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง อย่าง ป.ป.ช. ที่ได้รับงบประมาณสร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มีฟิตเนสและสระว่ายน้ำระดับโอลิมปิก 747 ล้านบาท

ในด้านความหวังของคนในประเทศนี้ เกษตรกรทุกวันนี้ต้องเจอกับผลผลิตทางการเกษตรนำเข้าที่ล้นทะลักมากดราคาสินค้าเกษตรในประเทศให้ตกต่ำ ต้นทุนก็สูงขึ้น ต้องเจอภัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่งบประมาณในการพาเกษตรกรออกจากวิกฤตเหล่านี้ยังมองไม่เห็น ทั้งที่รัฐบาลควรต้องจัดงบประมาณไปช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤต และรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตไม่ให้ตกต่ำ 

เช่น การลงทุนตรวจวิเคราะห์ดินให้เกษตรกรสามารถเติมปุ๋ยได้ตรงกับค่าดิน พื้นที่ 1 ล้านไร่ลดต้นทุนเกษตรกรได้ 1,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณเพียง 600 ล้านบาท คืนทุนได้ภายในปีแรก หรือการจัดงบประมาณแบบกระจายอำนาจ ไปเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้ท้องถิ่นหาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 1 ล้านไร่ ใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาทในปีแรก แต่จะช่วยลดความเสียหายจากภัยแล้งได้ถึงปีละ 2,700 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี หรือการลงทุนกับการสร้างห้องเย็นและเครื่องจักรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและดูดซับผลผลิตล้นเกิน อาจต้องใช้งบประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทในปีนี้ แต่จะช่วยลดความสูญเสียจากผลผลิตที่ล้นเกินได้ถึงปีละ 1,000-2,000 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี แล้วช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุดด้วย

ส่วนของผู้ประกอบการ SME ณัฐพงษ์กล่าวว่า ส่วนมากอยู่ในสภาวะที่ไม่ตายแต่ก็ไม่โต รายได้ที่หามาทั้งหมดต้องใช้ไปกับหนี้และรายจ่ายประจำ ไม่เหลือเงินลงทุนให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้า เมื่อดูงบประมาณเอสเอ็มอีในปีนี้ ก็ยังเป็นการจัดแบบ ‘ไม่พอ’ ทั้งที่ปัญหาใหญ่มากแต่จัดงบประมาณกระจายไปในหลายหน่วยงานไว้เพียง 18,000 ล้านบาท ‘ก่อไม่เกิด’ เพราะแทนที่จะจัดสรรอย่างพุ่งเป้า กลับกระจายไปอยู่ใน 44 หน่วยงาน และ ‘เปิดไม่หมด’ เพราะเปิดให้คนมาลงทะเบียนร่วมในโครงการไทยช่วยไทย+ ไม่หมด ยังไม่นับว่ามีเงินในกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ตอนนี้รัฐบาลเอาไปดองอยู่ 5,000 ล้านบาท แต่ก็ยังขอเพิ่มจากสภาไปเติมอยู่ทุกปี

ขณะที่การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ กินสัดส่วนถึง 10% ของจีดีพีประเทศไทย แต่ประเทศไทยก็มีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ แต่สิ่งที่เห็นคืองบประมาณที่ถูกจัดสรรเพื่อส่งเสริมยานยนต์อีวี รวมกันแล้ว 4,000 ล้านบาท อันดับหนึ่งคือเงินอุดหนุนให้ค่ายรถอีวี 3,500 ล้านบาท อีกสองก้อนคือเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนเพื่อพัฒนาคนให้มีทักษะ รวมกันแค่ 400 ล้านบาท หรือ 10% เท่านั้น

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าตัดงบลงทุนไปกว่า 70,000 ล้านบาท กำลังช่วยรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่สิ่งที่ตนเห็นคือการจัดงบประมาณที่ผิดฝาผิดตัว ไม่ตรงจุดอย่างที่ประเทศต้องการ สิ่งที่ควรเป็นคือการจัดสรรงบประมาณที่ถูกตัดออกไป ไปยังหน่วยงานที่ถูกต้องในโครงการที่ถูกต้อง แต่ในงบปี 2570 หน่วยงานที่ได้เพิ่มมา หากไม่นับงบกลาง งบใช้หนี้ เงินกองทุนหมุนเวียน และเงินอุดหนุนกองทุนประกันสังคม สองอันดับแรกที่ได้งบประมาณเพิ่มมาสูงสุดคือกระทรวง DE ที่ได้เพิ่มมาถึง 30% และส่วนราชการในพระองค์ ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 6.8% 

“การจัดสรรงบประมาณเป็นภาระความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง ในขณะที่พื้นที่ทางการคลังของประเทศหดแคบลง ในขณะที่ประเทศเผชิญวิกฤตหลายอย่าง ในขณะที่ประชาชนยังมองไม่เห็นความหวังจากการจัดสรรงบประมาณใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งที่เขาอยากเห็น งบประมาณมันถูกเอาไปจัดสรรเพิ่มในสิ่งที่จำเป็นลงทุนเพื่อสร้างอนาคต รัฐบาลกลับเลือกที่จะเอามาใส่ในกระทรวง DE” 

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินในงบประมาณเสมอไป เช่น การลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รัฐบาลสามารถใช้เงินจากรัฐวิสาหกิจและกองทุนต่างๆ หรือแม้แต่เงินจากภาคเอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงโครงสร้างพลังงาน ให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนสมาร์ทกริดได้ โดยใช้เงินเพียง 400,000 ล้านบาทภายใน 12 ปี ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อีวีและอุตสาหกรรม AI ด้วย

ส่วนเรื่อง AI ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลมีและเจ้าของโมเดล AI ต่างชาติไม่มีแน่นอน ก็คือข้อมูลที่อยู่ในกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ และกฎกระทรวงต่างๆ ที่กำหนดกระบวนการภายในของระบบราชการไทยทุกอย่าง จะดีแค่ไหนถ้ามี AI ภาครัฐที่เข้าใจกฎหมายของประเทศไทยทุกฉบับ ถ้าประเทศไทยมีโมเดล AI ที่เข้าใจกระบวนการและภาษาระบบราชการทั้งหมด ต่อไปก็จะสามารถประหยัดงบประมาณในการจ้างบริษัทซอฟต์แวร์มาเขียนโค้ดให้กับภาครัฐได้อย่างมาก

“อุตสาหกรรม AI เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ เป็นสิ่งที่ผมอยากเห็นภาพในหัวของตัวแทนรัฐบาล ว่าท่านมีภาพในหัวอย่างไรบ้าง อุตสาหกรรมแบบไหนเดินไปในทิศทางไหน ที่มันตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก อยากให้ท่านมาฉายภาพต่างๆ เหล่านี้ให้พวกเราเห็นหน่อย จะได้มาดูได้ครับว่าตกลงแล้วภาพในหัวของท่านมันสะท้อนอยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้หรือเปล่า”

นอกจากนี้ ภาคการเกษตร ภาคการประมง อุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปเป็นการทูต การทูตของประเทศไทยในอนาคตจะต้องเป็นการทูตที่ยึดโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในระเบียบโลกใหม่จะทำอย่างไรที่ใช้ประโยชน์ทางการทูตดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ถูกต้อง เพื่อทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองในโลก

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าสามวันที่ผ่านมาตนไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลย ทำให้ได้ข้อสรุปว่างบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่งบประมาณที่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง ลงทุนกับอนาคตของประเทศ ไม่ได้มองเห็นคนตัวเล็กตัวน้อยมากพอ เพราะเป็นงบประมาณที่เงินจำนวนมากกำลังถูกจัดสรรผิดที่ ส่งตรงไปยังโครงการที่ผู้รับเหมาบางกลุ่มเป็นเจ้าของและมีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาลหรือไม่ และกำลังถูกจัดสรรไปยังองค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่อยากแตะต้องหรือไม่ หรือจงใจหลีกเลี่ยงไม่ใช้เงินในงบประมาณ แต่ไปออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพราะสภาควบคุมไม่ถึงหรือไม่ 

“ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมมาตั้งให้ทุกท่านเห็น ว่าทำไมพวกเราถึงมองว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ ที่มาจากเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่”

สภารับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70

หลังการอภิปราย โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดให้สมาชิกลงมติว่าจะรับหลักการของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณายจ่ายประจำปี 2570 หรือไม่ โดยการให้กดเครื่องลงคะแนน

ผลการลงมติเสียงข้างมาก 288 เสียงรับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวโดยมีผู้ลงมติไม่เห็นด้วย 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง  และไม่ลงคะแนนเสียง 0 เสียง

หลังจากการลงมติรับหลักการได้เปิดให้มีการเสนอชื่อผู้ที่จะเขามาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ จำนวน 72 คน

สัดส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 18 คนได้แก่

1. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส
2. ภราดร ปริศนานันทกุล
3. ชาดา ไทยเศรษฐ์
4. กรวีร์ ปริศนานันทกุล
5. ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน
6. ชลัฐ รัชกิจประการ
7. นันทนา สงฆ์ประชา
8. อนุรักษ์ จุรีมาศ
9. สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์
10. บุญลือ ประเสริฐโสภา
11. วีระ ธีระภัทรานนท์
12. บุญชู ประสพกิจถาวร
13.ว่าที่ร้อยตรีศรัณย์ สมานพันธ์
14. อนันต์ แก้วกำเนิด
15. มนพร เจริญศรี
16. วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
17. จิราพร สินธุไพร
18. พนม โพธิ์แก้ว

สัดส่วนพรรคภูมิใจไทยจำนวน 21 คน ได้แก่

1. ชยุต ภุมมะกาญจนะ
2. ซาการียา สะอิ
3. ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
4. ธนา กิจไพบูลย์ชัย
5. บุญจง วงศ์ไตรรัตน์
6. บุญชัย กิตติธาราทรัพย์
7. พิชญุตม์ พอจิต
8. พิชานนท์ อิงประสาร
9. พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล
10. พีรพัฒน์ รัชกิจประการ
11. รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์
12. เรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์
13. ศุภพานี โพธิ์สุ
14. ศศิธร กิตติธรกุล
15.พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์
16. สุทธิชัย จรูญเนตร
17. องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์
18. อดิพงษ์ ฐิติพิทยา
19. อดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์
20. อนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์
21. พิกิฏ ศรีชนะ

สัดส่วนพรรคประชาชน 13 คน ได้แก่

1. ศิริกัญญา ตันสกุล
2. สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
3. ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
4. เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู
5. ณัฐพงษ์ สุมโนธรรม
6. ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา
7. นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ
8. ณัฐยา บุญภักดี
9. วิสุทธิ์ ตันตินันท์
10. ชลณัฏฐ์ โกยกุล
11. เพียงพนอ บุญกล่ำ
12. ณรงเดช อุฬารกุล
13. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

สัดส่วนพรรคเพื่อไทย จำนวน 8 คน ได้แก่

1. รวี เล็กอุทัย
2. ศุภชัย นพขำ
3. สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล
4. พัฒนา สัพโส
5. สมเจตน์ แสงเจริญรัตน์
6. พลากร พิมพะนิตย์
7. สุรพจน์ เตาะเจริญสุข
8. ณัฐธิดา เทพสุทิน

สัดส่วนพรรคกล้าธรรม จำนวน 6 คน ได้แก่

1. ประสิทธิ์ โนทะ
2. ชยานันท์ เกตุเมฆ
3. ณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ
4. ปรเมษฐ์ จินา
5.นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ
6. องอาจ วงษ์ประยูร

สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 2 คน ได้แก่ อัมพร พินะสา และ วทันยา บุนนาค
สัดส่วนพรรคไทรวมพลัง จำนวน 1 คนคือ วสวรรธน์ พวงพรศรี
สัดส่วนพรรคประชาชาติ จำนวน 1 คนคือ วันมูหะมัดนอร์ มะทา
สัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 1 คนคือ ยุทธนา ศรีตะบุตร
และสัดส่วนพรรคเศรษฐกิจ จำนวน 1 คนคือ คริส โปตระนันทน์

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง