Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ตั้งแต่ ครม.มีมติเคาะเงินเยียวยาน้ำท่วม 3,045 ล้านบาทมาแล้ว ผ่านมา 1 สัปดาห์รัฐบาลได้กล่าวถึงมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมมาทั้งในส่วนความเสียหายทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพิ่มเติมมาด้วย รวมถึงมีความชัดเจนถึงความช่วยเหลือแก่การซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพิ่มเติมขึ้นมาด้วยตามระดับความเสียหาย

23 ก.ย.2567 ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วหลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเคาะงบสำหรับเยียวยาผู้ประสบภัยในส่วนของที่อยู่อาศัยแล้ว และล่าสุดอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตอบคำถามในวุฒิสภาวันนี้

สำนักข่าวไทยรายงานว่า อิทธิตอบคำถามของ ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล ส.ว. เรื่องมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือเกษตรกรจากภัยพิบัติอุทกภัย นอกจากส่วนของระดับความเสียหายมีเกษตรกรได้รับความเสียหายความ 160,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,000,000 ไร่, พื้นที่ประมง กระทบเกษตรกรกว่า 10,000 ราย ด้านปศุสัตว์ มีสัตว์ได้รับผลกระทบกว่า 3,000,000 ตัว

ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า เช่น การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ, เครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ประสบภัย, การแจกเมล็ดพันธุ์พืชผัก, การอพยพสัตว์ ,การส่งเฮลิคอปเตอร์ฝนหลวงสนับสนุนการปฏิบัติการของกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย และกองบัญชาการกองทัพ ในการเข้าพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย, การจัดชุดเฉพาะกิจพร้อมเจ้าหน้าที่ รถยนต์ เรือตรวจการประมง ช่วยนำส่งเสบียงอาหารและน้ำดื่ม และช่วยอพยพยพประชาชน และผู้ป่วยออกจากพื้นที่ และการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน วงเงินกู้ไม่เกิน 50,000 บาท

สำหรับความช่วยเหลือเยียวยาหลังสถานการณ์ด้วยคือการสนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ พร้อมปัจจัยการผลิต เพื่อให้เกตรกรกลับไปประกอบอาชีพได้รวดเร็ว การปรับพื้นที่และฟื้นฟูพื้นที่เกษตรให้กลับสู่สภาวะปกตติพร้อมทำการเกษตร โดยกรมพัฒนาที่ดิน ไปจนถึงมีมาตรการลดภาระหนี้สินให้เกษตรกร เช่น ผ่อนผัน หรือขยายเวลาการชำระหนี้ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

อุตสาหกรรม

ส่วนของอุตาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ตามที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยไว้ในข่าวของทำเนียบรัฐบาลว่า ได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งติดตามสถานการณ์ ส่วนมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลด ดีพร้อมจะเข้าไปให้คำปรึกษาและประเมินสภาพปัญหาและวางแผนฟื้นฟู โดยมาตรการ

  1. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค หรือ DIPROM CENTER ในพื้นที่ส่วนภูมิภาคให้ความช่วยเหลือแก้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยการฟื้นฟู และปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึงจัดกิจกรรมช่วยเหลือ แนะนำในการปรับปรุงซ่อมแซม ฟื้นฟูเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า ระบบหล่อลื่น
  2. ดำเนินกิจกรรม Re-Layout, Re-Engineering เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้กลับมาดำเนินการได้ เช่น การให้คำปรึกษา ปรับปรุง ฟื้นฟู เพื่อให้ระบบคุณภาพ GMP/HACCP/GHP กลับมาดำเนินการได้ปกติ
  3. พร้อมยกระดับศักยภาพการประกอบอาชีพสู่ธุรกิจอุตสาหกรรม ผ่านการส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพด้านการผลิต ด้านการบริการ ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมให้ชุมชนเกิดรายได้ ลดรายจ่าย สามารถสร้างอาชีพใหม่ หรือนำไปประกอบอาชีพเสริมเพิ่ม ก่อให้เกิดความยั่งยืนในชุมชน พร้อมทั้งได้บูรณาการผ่านเครือข่ายดีพร้อม (DIPROM Connection) จับมือกับเครือข่ายทางการพัฒนาของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ของ SMEs เข้าสู่ช่องทางการตลาดทั้งรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์
  4. สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ สามารถได้รับการผ่อนผันการชำระหนี้ ได้รับการลดหย่อนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ มีสิทธิกู้เงินเพิ่มเติม และการขอกู้เงินเป็นกรณีพิเศษสำหรับลูกค้ารายใหม่ โดยวางกรอบวงเงินการช่วยเหลือกว่า 20 ล้านบาท

ที่อยู่อาศัย

ก่อนหน้านี้ ตามมติ ครม.เมื่อ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา นอกจากการอนุมัติ งบประมาณ 3,045,519,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 รัฐบาลได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอขอค่าดำรงชีพเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้

  • กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกินกว่า 7 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท
  • กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 7,000 บาท
  • กรมีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 60 วัน ขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นผู้เสนอของบประมาณ และกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินดังกล่าว

หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือ

  1. เป็นกรณีอุทกภัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ทั้งกรณีน้ำท่วมโดยฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำ จนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้
  2. เป็นที่อยู่ที่ประสบอุทกภัย ตามข้อ 1 และได้รับผลกระทบกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
    1. อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
    2. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง เกินกว่า 7 วันขึ้นไป

เงื่อนไข

  1. ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และ
    1. มีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ (ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 30)
    2. ต้องผ่านการประชาคมหมู่บ้านของแต่ละพื้นที่ประสบสาธารณภัย และ
    3. ผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) สำหรับกรุงเทพมหานคร ต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานคร
  2. กรณีที่ประสบภัยหลายครั้ง ให้ได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว

ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ

ล่าสุด ไทยพีบีเอสรายงานถึงคำให้สัมภาษณ์ของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า สำหรับเงินเยียวยาเริ่มมีการเบิกจ่ายแล้วคาดว่าจะสามารถจ่ายภายในเดือนพฤศจิกายน 2567 นี้ได้ทั้งหมด

ในการประชุม ครม. ประเมินครัวเรือนผู้ประสบภัย จำนวน 338,391 ครัวเรือน ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จำนวน 57 จังหวัด

นอกจากนั้นจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อวานนี้ (22 ก.ย.) ด้วยสำหรับเรื่องค่าซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย รัฐบาลมีเงินอุดหนุนโดยคิดตามสภาพความเสียหาย แบ่ง 3 ระดับ คือ

  • เสียหายน้อยกว่า 30% ได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกิน 15,000 บาท
  • เสียหายอยู่ที่ระดับ 30-70% ได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกิน 70,000 บาท
  • เสียหายเกิน 70% ขึ้นไป ได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกิน 230,000 บาท

มาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จุลพันธ์ ระบุว่า มีมาตรการเลื่อนกำหนดหนี้สิน 1 ปี และไม่คิดดอกเบี้ย ส่วนประชาชนในพื้นที่ประสบภัยที่จำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วนจะมีสินเชื่อเร่งด่วน 6 เดือน 50,000 บาท สินเชื่อเพื่อซ่อมแซมบ้าน 500,000 บาท ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถดำเนินการได้ที่สาขาธนาคารในพื้นที่ประสบภัย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง