หลังจากได้ยินคำถาม/ความสงสัยของเธอ เมื่อสองสามวันก่อน "การผุดไอเดีย 'อายุความในการฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตากใบ กำลังจะสิ้นสุดปีหน้า' เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีอย่างไร ภายใต้โครงสร้างแบบ status quo ในปัจจุบัน"
ฉันขอตอบแบบคนตื้นเขิน และคนที่มุ่งหาความหวัง ท่ามกลางความยากและซับซ้อน โดยมองการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ รวมถึงการต่อต้านในชีวิตประจำวันทั้งในพื้นที่ส่วนตัว/สาธารณะ ซึ่งฉันเชื่อว่าปฏิบัติการเล็ก ๆ เหล่านี้มีพลังในการขยายพื้นที่การต่อสู้ และเป็นเชื้อยีสต์อย่างดีในการขยายฐานมวลชน/ประชาชนซึ่งเป็นฐานรากของโลกใบนี้ (bottom-up)
ถึงแม้ว่าปฏิบัติการเหล่านี้จะยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบ status quo ที่เธอว่าก็ตาม แต่ฉันเชื่อว่า สักวันหนึ่งเสียงที่ค่อย ๆ ดังและถี่ขึ้นนั้น บวกกับความรู้สึกที่ถมทวีต่อความอยุติธรรม/ป่าเถื่อน จะค่อย ๆ พาผู้คนออกมาเผชิญหน้า/ท้าทายต่อผู้กดขี่
ช่วงอาทิตย์นี้ฉันได้ติดตามการเคลื่อนไหวกรณี "เหตุการณ์ตากใบ" ฉันคิดว่า แม้จะอายุความจะหมดในเที่ยงคืนวันที่ 25 ตุลา หรือยังเอาคนผิดมาลงโทษไม่ได้ แต่ฉันคิดว่า สังคมนี้จะไม่ปล่อยให้ "ความรุนแรง/ความอยุติธรรม" เป็นเรื่องไกลตัว/คุ้นชินอีกต่อไป
เสียงของประชาชนทั่วสารทิศ ที่กำลังส่งเสียงอยู่ ณ เวลานี้ สำหรับฉันแล้ว มันน่าจะเขย่าอำนาจของผู้ปกครองอยู่ในตอนนี้ ให้รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ รวมทั้งหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ด้วยอาจประเมิน "พลังของประชาชนต่ำไป" ซึ่ง "เสียงที่ไม่ยอมจำนน" อาจจะเป็นการ disrupt/กร่อนแซะหรือขัดขวางอำนาจรัฐ ที่ผูกขาดความรุนแรงเอาไว้ อ่อนแอลงบ้าง หรือหากมองในแง่บวก การเคลื่อนไหวในเวลานี้ ทั้งภาควิชาการ/ภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อ อาจจะช่วยยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน และลดการละเมิดสิทธิมนุษยชนลงได้บ้าง
อาจกล่าวได้ไหมว่า เสียงของประชาชน ที่กำลังช่วยกันส่งเสียงว่า "ตากใบต้องไม่เงียบ/ไม่ลืม" นั้นคือ การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐ หรือยอมจำนนให้กับ "ความอยุติธรรม" อีกต่อไป
หากเธอไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ฉันเขียนมาข้างต้น ก็หาเวลามาแลกเปลี่ยน ฉันยินดีเสมอ เพื่อเราจะค้นหา "ความหวัง" กันต่อไป
ด้วยมิตรภาพ
เดญาพอ
20 ตุลา 2567
