Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"ข้าพเจ้าสาบานว่าจะไม่เงียบเฉยเมื่อใดและที่ใดก็ตามที่มนุษย์ต้องทนทุกข์และถูกเหยียดหยาม เราต้องเลือกข้างเสมอ ความเป็นกลางมักช่วยผู้กดขี่ ไม่ได้ช่วยเหยื่อ ความเงียบสนับสนุนผู้ทรมาน ไม่ใช่ผู้ถูกทรมาน บางครั้งเราจำเป็นต้องเข้าแทรกแซง เมื่อชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในอันตราย เมื่อศักดิ์ศรีของมนุษย์ตกอยู่ในความเสี่ยง พรมแดนและความรู้สึกอ่อนไหวของชาติจะหมดความสำคัญ ที่ใดก็ตามที่มีผู้ชายหรือผู้หญิงถูกข่มเหงเนื่องจากเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อทางการเมือง สถานที่นั้น - ณ เวลานั้น - จะต้องกลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาล"

- เอลี วีเซล (คำปราศรัยในการรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กรุงออสโล, 10 ธันวาคม 1986)[i]

 

แม้ว่าวันเลือกตั้งจะเข้ามาใกล้ทุกขณะผู้เขียนก็ยังตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะเลือกใคร ผู้เขียนลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต และเลือกผู้ท้าชิงประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ต้องชั่งใจอย่างหนัก เหตุผลสำคัญเป็นเพราะนโยบายระหว่างประเทศของพรรคเดโมแครตในรอบสี่ปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเด็น โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐต่อปัญหาในตะวันออกกลาง ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้เขียนมองว่าครั้งนี้ เป็นครั้งที่ถือได้ว่าเด่นชัดที่สุดที่การดำเนินนโยบายของสหรัฐอเมริกามีความเป็นสองมาตรฐาน นั่นคือการถือปฏิบัติต่อประเทศที่มีฐานะเสมือนอาชญากรสงครามต่างกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ในขณะนี้คือการวางตัวระหว่างปูประธานาธิบดีรัสเซีย นายวลาดิเมียร์ ปูติน  และ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล นายเบนจามิน เนทันยาฮูขณะที่ปูติถูกคว่ำบาตร เนทันยาฮูกลับได้รับการเชิญจากสภาคองเกรสให้มากล่าวสุนทรพจน์ท่ามกลางการการสั่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) ผู้เขียนจึงถือว่าสหรัฐมีส่วนร่วมรู้เห็นในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของรัฐบาลอิสราเอล ไม่ว่าจะเป็นการโหวตวีโต้ในสภาความมั่นคงยูเอ็นทุกครั้งที่มีการลงมติให้หยุดยิงระหว่างคู่สงครามทั้งสองฝ่าย ถือว่าไม่ให้ความสำคัญกับระเบียบโลกและกฎหมายระหว่างประเทศ​ เช่น การประณามศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court)  ที่ยื่นคำร้องขอหมายจับนายเนทันยาฮู หนึ่งในผู้ต้องสงสัยก่ออาชญากรรมสงคราม นอกจากนี้สหรัฐยังสนับสนุนงบประมาณทางการทหารและส่งอาวุธยุทโธปกรณ์สงครามอย่างต่อเนื่องให้รัฐบาลนายเนทันยาฮูตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วจนบัดนี้ งบประมาณทั้งหมด ร่วมกว่า 17.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ สุดท้ายนี้ สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดในความเห็นของผู้เขียน คือ การเลี่ยงที่จะไม่กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลเนทันยาฮูว่ากำลังทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) ชนชาติปาเลสไตน์ หรือจะกล่าวในอีกแง่หนึ่งคือ รัฐบาลของโจ ไบเด็นเลือกที่จะหลับตาเพิกเฉยต่อการที่รัฐบาลเนทันยาฮูล่วงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเกือบทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดโรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย คนปาเลสไตน์ทั้งในเขตกาซ่าและเวสท์แบ็งค์ถูกทหารอิสราเอลฆ่ามากกว่า 42,000 ชีวิต ในจำนวนนี้มีเด็กที่ถูกฆ่ากว่าหมื่นหกพันคน มีอีกกว่าสองหมื่นคนที่ยังสูญหาย เพราะอาจยังติดค้างในซากปรักหักพังที่เกิดจากการถล่มขีปนาวุธและโดรน ดังนั้นเมื่อเท้าความถึงคำปราศรัยในการรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพโดยเอวี วีเซลที่ผู้เขียนนำมาประกอบบทความนี้ไว้ในข้างต้น ก็ยิ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกย่ำแย่หากว่าเรายังเลือกที่จะเข้าข้างฝ่ายที่สนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนปาเลสไตน์ที่ยังทำอยู่อย่างต่อเนื่องจนบัดนี้

โฆษณา - Advertising

ระหว่างอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ ทรัมพ์ จากพรรครีพับบลิกัน ซึ่งต่อให้เอาทองคำสองร้อยชั่งมายื่นให้สิบรอบ ผู้เขียนก็ตั้งใจว่าจะไม่เลือก หรือรองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คามาล่า แฮริส ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต ซึ่งน่าจะยังคงสืบทอดนโยบายของไบเด็นหากว่าได้รับเลือก เป็นผู้ท้าชิงที่ดูสมเหตุสมผลมีสติสัมปชัญญะมากกว่า ขนาดปูตินยังกล่าวว่ารอบนี้เขาสนับสนุนคามาล่า แฮริส เพราะชอบวิธีการหัวเราะของเธอ ขณะเดียวกันก็วิจารณ์ทรัมพ์ที่เคยคว่ำบาตรรัสเซีย จนทรัมพ์ต้องออกมาพูดว่าถ้าเขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี เขาสัญญาว่าจะยกเลิกที่เคยคว่ำบาตรรัสเซียให้หมด นอกจากนี้ ทรัมพ์ยังเคยออกคำสั่งผู้บริหารหมายเลข 13769 ชื่อว่า "การปกป้องประเทศจากการเข้าประเทศของผู้ก่อการร้ายต่างชาติสู่สหรัฐอเมริกา" ซึ่งถูกกล่าวหาว่าถูกระบุว่าเป็น "คำสั่งที่ห้ามชาวมุสลิม" (Muslim ban) โดยห้ามชาวมุสลิมจากเจ็ดประเทศเข้าสหรัฐอเมริกา และเป็นช่วงที่มีปัญหาการเหยียดคนมุสลิมในประเทศสูงเป็นประวัติการณ์​ จนมาถึงการเลือกตั้งรอบนี้ เพียงเพื่อที่จะพยายามดึงคะแนนเสียงชาวอาหรับอเมริกันให้หันมาเลือกตน ทรัมพ์กลับอ้างว่าเขาไม่เคยทำ และกล่าวกับคนอาหรับอเมริกันที่เวทีหาเสียงที่รัฐมิชิแกน ซึ่งถือว่าเป็นรัฐที่มีคนอาหรับอเมริกันหนาแน่นที่สุดในอเมริกา ว่ารักคนมุสลิม และจะพยายามทุกวิถีทางที่จะหยุดสงครามระหว่างอิสราเอลกับกาซ่า ทรัมพ์ใช้โอกาสนี้ที่เสนอตัวเองให้กับบรรดาผู้ที่จะใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยเฉพาะคนอาหรับอเมริกันและเยาวชนรุ่นใหม่ที่ไม่เห็นด้วยกับสงครามว่าตนเป็นตัวแทนของคนที่ต่อต้านสงคราม เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าทรัมพ์สามารถกลับกลอกคำพูดของเขาได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่ายุคสมัยนี้คนจะสามารถย้อนรอยไล่สืบจากอินเตอร์เน็ตว่าทรัมพ์เคยพูดอะไรก็ตาม ทรัมพ์ก็ยังสามารถโกหกได้อย่างชินชา คนที่สนับสนุนทรัมพ์ก็เชื่อและเชียร์ทรัมพ์อย่างที่ผู้เขียนเองก็ไม่เข้าใจ และคงไม่มีวันเข้าใจ

อีกหนึ่งประการที่ผู้เขียนมองว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้มีการตั้งคำถามกับความเป็นประชาธิปไตยและความโปร่งใสในทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาคือบทบาทขององค์กรล้อบบี้องค์กรหนึ่งที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอลอย่างสุดโต่ง เป็นองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการแทรกแซงการตัดสินใจทางการเมืองของสภาคองเกรสและนักการเมืองอเมริกันต่อสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง องค์กรดังกล่าวคือองค์กร AIPAC (The American Israel Public Affairs Committee) เป็นองค์กรที่บริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองอเมริกันทั้งสองพรรคเป็นจำนวนมาก สมาชิกล้อบบี้ขององค์กร AIPAC มักเป็นนักธุรกิจ ผู้มีอิทธิพลในวงการต่าง ๆ ของอเมริกา เงินที่สนับสนุนองค์กรนี้มาจากเหล่ามหาเศรษฐีระดับพันล้านชาวยิวในสหรัฐอเมริกา

หากมองเหตุการณ์การเลือกตั้งภายในสหรัฐขณะนี้ มันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เต็มไปด้วยความไม่เชื่อใจกันและกัน มีการป้ายร้ายสาดสีใส่กันและกัน หลายคนอาจตั้งข้อถกเถียงว่าบรรยากาศแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนขอแย้ง ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ในอเมริกาถือว่าเป็นครั้งที่น่าจะเรียกได้ว่ามีความแตกแยกระหว่างสองฝ่ายมากที่สุด ความแตกแยกไม่ได้เพียงแต่เกิดขึ้นแค่ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายเสรี แต่มันยังเป็นความขัดแย้งแบบข้ามขั้วอย่างน่าสนใจ ซึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งรอบนี้ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังและความอคติต่อกันมากยิ่งขึ้นคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กลับกลายเป็นว่า หลายคนที่เคยสนับสนุนพรรคเดโมแครต เป็นผู้ที่ต่อต้านสงครามและไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายของไบเด็น เริ่มหันไปสนับสนุนทรัมพ์ ในทางกลับกัน กลุ่มชาวยิวสูงอายุบางคนจากพรรคเดโมแครตที่ปกติเป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย เน้นความเท่าเทียมของสิทธิมนุษยชน กลับเป็นฝ่ายที่เข้าข้างรัฐบาลอิสราเอล บางรายถึงขนาดสนับสนุนให้มีการฆ่าล้างคนปาเลสไตน์ กลุ่มนี้ยังคงเป็นฝ่ายที่สนับสนุนแฮร์ริส แต่กลุ่มที่น่าสนใจมากที่สุดในขณะนี้ในสายตาของผู้เขียนคือกลุ่มผู้มีสิทธิ์ใช้เสียงอย่างกลุ่มอาหรับอเมริกัน และกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ที่บางคนเพิ่งมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกในปีนี้ ดังนั้นการสลับขั้วของฝ่ายที่เคยสนับสนุนอีกฝ่ายยิ่งทำให้การเลือกตั้งรอบนี้ของสหรัฐอเมริกายุ่งยากและซับซ้อนขึ้นอีกมากที่จะคาดเดาว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

การสำรวจที่ดำเนินการโดยหน่วยวิจัยและการศึกษาของ Arab News ร่วมกับ YouGov แสดงให้เห็นว่า 45% สนับสนุนทรัมป์ เทียบกับ 43% สำหรับแฮร์ริส และ 4% สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคกรีน จิลล์ สไตน์ ข้อมูลจากสำนักอาหรับอเมริกันแสดงให้เห็นว่ารัฐแคลิฟอร์เนียมีคนอาหรับอเมริกันอาศัยอยู่มากที่สุด มากกว่าห้าแสนคน รองลงมาคือรัฐมิชิแกน เกือบสี่แสนคน และรัฐนิวยอร์คจำนวนกว่าสามแสนคน ซึ่งจากผลการสำรวจจำนวน 87 % คนอาหรับอเมริกันตั้งใจที่จะออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ในโพลมีคำถามที่น่าสนใจอีกหลายคำถามมาก อย่างเช่น คนอาหรับอเมริกันมองว่านโยบายของสหรัฐต่อภูมิภาคตะวันออกกลางของทั้งสองพรรคไม่ได้ต่างกันมากนัก (38% เท่ากัน) หรือ การที่คนอาหรับอเมริกันเชื่อว่าหากว่าทรัพม์ได้เป็นประธานาธิบดี จำนวนกว่า 46% เชื่อว่าเหตุการณ์การเกลียดชังคนมุสลิมและคนอาหรับในอเมริกาจะสูงขึ้น  ขณะที่หากว่าเป็นภายใต้แฮร์ริส จะมีโอกาสสูงขึ้นแค่ 23% นอกจากนี้ คนอาหรับอเมริกันจำนวนกว่า 69% เชื่อว่าทรัมพ์จะสนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันอิสราเอล แต่เชื่อว่าแฮร์ริสจะสนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันของอิสราเอลที่ 60% ซึ่งหากลองมองตัวเลขที่กล่าวมาอย่างพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จะเห็นว่าคนอาหรับอเมริกันแม้ว่าจะไม่ได้มองว่าทรัมพ์จะแก้ไขปัญหาอะไรในตะวันออกกลางได้มากนัก หรืออย่างการที่ทรัมพ์สนิทสนมกับรัฐบาลอิสราเอลมากกว่าแฮร์ริส กระนั้นก็ตาม ก็ยังสนับสนุนทรัมพ์มากกว่าแฮร์ริส ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนอาหรับอเมริกันตั้งใจที่จะโหวตลงโทษแฮร์ริส (punishment vote) ถือว่าเป็นการโหวตลงโทษแฮร์ริสในฐานะที่แม้ว่าจะเป็นระดับรองประธานธิบดีอภายใต้รัฐบาลไบเด็น แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้คนทั่วไปเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการห้ามสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้ระหว่างรัฐบาลอิสราเอลและคนปาเลสไตน์ในกาซ่า

โฆษณา - Advertising

นอกจากนี้ยังมีเยาวชนอเมริกันรุ่นใหม่ รวมทั้งเยาวชนคนอเมริกันที่มีเชื้อสายยิวรุ่นใหม่ ที่ต่อต้านสงครามและสนับสนุนสิทธิ์ของการมีตัวตนของคนปาเลสไตน์ พวกเขาไม่พอใจพรรคเดโมแครตและการดำเนินนโยบายต่างประเทศกับปัญหาในตะวันออกกลาง ดั่งจะเห็นได้จากการประท้วงของนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว ที่มีการเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเลิกความสัมพันธ์กับรัฐบาลอิสราเอล หรือหยุดการรับการบริจาคจากมหาเศรษฐีที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล แม้ว่าการประท้วงเป็นไปอย่างสงบ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถูกเรียกให้เข้ามาจับกุมและทำการกวาดล้างการประท้วงตามวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยดังกล่าวได้แก่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียลอสแองเจลิส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค เป็นต้น ซึ่งการลงโทษของมหาวิทยาลัยต่อนักศึกษาที่เข้าร่วมในการประท้วงมักสั่งให้นักศึกษาถูกพักการเรียน ถูกตัดสิทธิ์ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัยเองหลายคนที่เข้าร่วมการประท้วงก็ถูกทักท้วง บางรายถูกจับไปพร้อมกับนักศึกษาก็มี  ซึ่งจากผลการทำโพลโดย Pew Research Center สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ โดยเยาวชนหมู่มากต่อต้านสงคราม พวกเขามองว่ารัฐบาลสหรัฐควรเลิกสนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล และควรหาทางยุติการฆ่าคนปาเลสไตน์โดยพลัน

ทั้งนี้ ประเด็นอะไรหรือนโยบายใดที่มันสำคัญมากหรือน้อยกว่ากันนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุผลในการใช้เพื่อการตัดสินใจของคนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งแต่ละคนมีเหตุผลที่คละเคล้าแตกต่างกันไป สำหรับผู้เขียน ผู้เขียนวางประเด็นเรื่องสิทธิ์เท่าเทียมของความเป็นมนุษย์ หรือสิทธิมนุษยชนเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นไม่สามารถตัดสินหรือต่อว่ากันได้ และไม่มีใครถูกหรือผิด ถือเป็นความชอบและการตัดสินใจส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไป เป็นสิทธิ์ในการตัดสินใจของแต่ละบุคคลตามครรลองประชาธิปไตย

อย่างไรก็ดี คนอเมริกันโดยทั่วไปอาจไม่รู้ตัวว่าผลการลงคะแนนของพวกเขาไม่เพียงแต่มีผลต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาเองในประเทศ แต่มันหมายถึงความเป็นไปในการเมืองระหว่างประเทศอีกด้วย เพราะสหรัฐอเมริกายังคงถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ฉะนั้นคนอเมริกันที่คิดว่าการเลือกตั้งทรัมพ์ หรือแฮริส เพราะจะทำให้ความเป็นอยู่ในประเทศดีขึ้นนั้น มันมีผลต่อนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐที่จะส่งผลกระทบต่อระเบียบโลกด้วยเช่นกัน 


 

โฆษณา - Advertising

 

อ้างอิง

[i]“I swore never to be silent whenever and wherever human beings endure suffering and humiliation. We must always take sides. Neutrality helps the oppressor, never the victim. Silence encourages the tormentor, never the tormented. Sometimes we must interfere. When human lives are endangered, when human dignity is in jeopardy, national borders and sensitivities become irrelevant. Wherever men or women are persecuted because of their race, religion, or political views, that place must – at that moment – become the center of the universe.” – Elie Wiesel (Acceptance Speech for the Nobel Peace Prize, Oslo, 10 December 1986.), see: https://www.nobelprize.org/prizes/peace/1986/wiesel/acceptance-speech/

2. Laura Silver. (April 2, 2024). “Younger Americans stand out in their views of the Israel-Hamas war.” Pew Research Center, at: https://www.pewresearch.org/short-reads/2024/04/02/younger-americans-stand-out-in-their-views-of-the-israel-hamas-war/

โฆษณา - Advertising

3. Arab American Institute. (October 2, 2024). At:  https://www.aaiusa.org/2024-election

4. Arab News Research Studies and YouGov. (October, 2024). “What Arab

Americans want.” At: https://cdn.sanity.io/files/ifn0l6bs/production/7c56e606b1909778e15af5643bff9346a1d76bd8.pdf

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising