'ฟอร์ติฟายไรต์' เรียกร้องเพิกถอนร่าง พ.ร.บ.ควบคุมองค์กร NGO/มูลนิธิ โดยทันที ให้อำนาจรัฐกว้างขวาง สั่งถอนทะเบียนองค์กรด้วยคำที่คลุมเครือ ละเมิดเสรีภาพการรวมตัวชัดเจน
22 พ.ย. 2567 เว็บไซต์ Fortify Rights องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากล ออกแถลงการณ์วานนี้ (21 พ.ย.) เรียกร้องให้ทางการไทย เพิกถอนร่างพระราชบัญญัติสมาคมและมูลนิธิ (พ.ร.บ.องค์ไม่แสวงหาผลกำไร) เพราะว่าเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หลังกระทรวงมหาดไทยเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างกะทันหัน และอยู่ในกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นทางการ
"ร่างพระราชบัญญัตินี้จะนำมาซึ่งหายนะอย่างร้ายแรงทั้งต่อประชาชน และภาคประชาสังคมในประเทศไทย เพราะให้อำนาจกับเจ้าพนักงานของรัฐในการจำกัดสิทธิทางพลเรือนและสิทธิทางการเมือง ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการเติบโตของสังคมประชาธิปไตย
"รัฐบาลไทยควรดำเนินการเพื่อถอนร่างพระราชบัญญัตินี้ทันที และควรให้คำมั่นในการส่งเสริมและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน ตลอดจนสิทธิที่จะมีเสรีภาพในนการสมาคม" แมทธิว สมิธ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารฟอร์ติฟายไรต์ กล่าว
ฟอร์ติฟายไรต์ มองว่า ร่างพระราชบัญญัติองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร กำหนดให้สมาคมและมูลนิธิทุกแห่งต้องจดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย เท่ากับเป็นการห้ามไม่ให้มีกลุ่มที่ไม่จดทะเบียน ทั้งยังมีข้อกำหนดการรายงานข้อมูลที่เข้มงวดโดยเฉพาะแหล่งทุนจากต่างประเทศ และให้อำนาจรัฐอย่างกว้างขวางในการสั่งเพิกถอนทะเบียนขององค์กร โดยกำหนดเหตุผลไว้อย่างกว้างๆ และขาดความชัดเจน เช่น กรณีที่พิจารณาว่ามีการดำเนินงานที่เป็นภยันตรายต่อ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” หรือ “ศีลธรรมอันดีงามของประชาชน” หากมีการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัตินี้ กระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจในการเข้าตรวจสอบสำนักงานของหน่วยงานไม่แสวงหากำไรโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า รวมทั้งการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ โดยไม่ต้องมีหมายจากศาล กำหนดให้ต้องรายงานข้อมูลที่มากจนเกินกว่าเหตุ และกลายเป็นภาระ ทั้งยังกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง รวมทั้งโทษจำคุกกรณีที่ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรการเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อคุกคาม และสั่งปิดองค์กรที่รัฐบาลไทยไม่ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นการทำลายความเป็นอิสระและประสิทธิภาพของหน่วยงานภาคประชาสังคม
ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 28 ต.ค. ถึง 26 พ.ย. 2567 กระทรวงมหาดไทยของประเทศไทยกำลังเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนที่มีต่อร่างพระราชบัญญัตินี้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านทางเว็บไซต์ หลังการพิจารณาข้อมูลที่ได้รับมาจากพระบวนการนี้แล้ว คณะรัฐมนตรีไทยจะพิจารณาว่าจะมีการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งพลเมืองไทยและหน่วยงานภาคประชาสังคมสามารถร่วมแสดงความเห็นได้ผ่านแพลตฟอร์มของภาครัฐในช่วงเวลาดังกล่าว
ในวันที่ 8 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้จัดการปรึกษาหารือสาธารณะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินี้กับหน่วยงานภาคประชาสังคม ในการรับฟังความเห็น มีผู้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาที่กำหนดขึ้นอย่างกว้างๆ และอาจเป็นเหตุให้มีการบังคับใช้โดยพลการต่อสมาคมและมูลนิธิ ยกตัวอย่าง ร่างพระราชบัญญัตินี้อนุญาตให้กระทรวงมหาดไทยเพิกถอนทะเบียนองค์กร หากมีการดำเนินงานที่พิจารณาว่า "ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" หรืออาจเป็น "ภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ" การใช้ภาษาที่คลุมเครือเช่นนี้ เปิดโอกาสอย่างมากให้เจ้าพนักงานอาจใช้อำนาจอย่างมิชอบ และอาจถูกใช้เพื่อปราบปรามผู้แสดงความเห็นต่าง และจำเป็นเสรีภาพการสมาคม
ย้อนไปในเดือน ม.ค. 2565 คณะรัฐมนตรีชุดที่แล้วได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหารายได้ หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ. … ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับก่อนที่จะเปลี่ยนโฉมมาเป็นร่าง พ.ร.บ. องค์กรไม่แสวงผลกำไรในปัจจุบัน นำมาซึ่งเสียงวิจารณ์อย่างมากจากภาคประชาสังคม และผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติหลายคน โดยร่างกฎหมายปี 2565 ก็ถูกวิจารณ์ในทำนองเดียวกันว่ามีเนื้อหาที่กว้างขวางเกินกว่าเหตุ กำหนดเงื่อนไขทางการเงิน และการรายงานข้อมูลที่สร้างภาระ มีข้อจำกัดต่อแหล่งทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนการกำหนดบทลงโทษ
ในการรณรงค์เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายฉบับก่อนหน้านี้ เมื่อ 23 มี.ค. 2565 ฟอร์ฟายไรต์ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ของประเทศไทย ระบุถึงข้อกังวลสำคัญเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าว นอกจากนั้น ฟอร์ติฟายไรต์ ยังได้จับมือกับหน่วยงานอีก 64 องค์กร ส่งจดหมายร่วมไปยังประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ กระตุ้นให้รัฐบาลของกดดันรัฐบาลไทยให้ถอนร่างพระราชบัญญัตินี้ และประกันว่าข้อบังคับในอนาคตมีเนื้อหาสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ภายหลังการรณรงค์กดดันอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานภาคประชาสังคม หน่วยงานสหประชาชาติ และผู้แทนทางการทูตที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยจึงได้ถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับก่อน อย่างไรก็ดี ความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่สร้างปัญหา นำไปสู่การจัดทำร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันที่มีการเสนอขึ้นมาเมื่อเดือน ต.ค. 2567 ทำให้เกิดข้อกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมายที่ละเมิดสิทธิ และยังไม่ได้รับการแก้ไขเป็นส่วนใหญ่ ร่างกฎหมายที่เสนอใหม่นี้ยังคงมีข้อบทที่สร้างปัญหา และจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของหน่วยงานไม่แสวงหากำไร รวมถึงเป็นการจำกัดเสรีภาพในการสมาคม
ในฐานะรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง และตามปฏิณณาณแห่งสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประเทศไทย มีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมอย่างสงบ และการสมาคม ร่าง พ.ร.บ.องค์กรไม่แสวงผลกำไรตามที่เสนอโดยกระทรวงมหาดไทยนั้นถือเป็นการละเมิดสิทธิเหล่านี้อย่างชัดเจน
