สส.พรรคประชาชนชี้ปัญหาการตั้งงบประมาณแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้แม้จวนจะครบตามยุทธศาสตร์ชาติในปี 70 แต่เพิ่งยกเลิกแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาสะท้อนความล้มเหลวของแนวทางแก้ปัญหาตลอด 20 กว่าปี กอ.รมน.ยังตั้งงบจากภาวะพึ่งพิงภัยคุกคาม แม้ว่าที่ผ่านมาเหตุไม่สงบลดเพราะการเจรจามากกว่าการอัดงบลงพื้นที่
1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รอมฎอน ปัญจอร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวถึงงบประมาณรายจ่ายของหลายหน่วยงานที่จะใช้กับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าสำหรับงบประมาณปี 2570 เป็นปีที่เรียกได้ว่าเป็นความล้มเหลวในการบูรณาการชายแดนใต้
รอมฏอนกล่าวว่ายอดงบประมาณที่เกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนภาคใต้นั้นมีทั้งหมด 28,440 กว่าล้านบาท และรวมตลอด 24 ปีงบประมาณ(เริ่มต้นที่ปี 2547) จะอยู่ที่ 6.2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามปีนี้เป็นปีแรกที่ “แผนบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้” หายไปในรอบ 10 ปี แต่มีแผนงานที่ได้งบประมาณมากที่สุดคือ “แผนงานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้” ที่มีงบประมาณตามแผนอยู่ที่ 8,464 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่ได้งบตามแผนนี้มากที่สุดคือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) 4,335 ล้านบาทหรือได้ 51% ของงบประมาณในแผนดังกล่าว
สส.พรรคประชาชนกล่าวว่า ตามเป้าหมายเดิมของยุทธศาสตร์ชาติได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ความรุนแรงจะต้องยุติลงภายในปี 2570 แต่กลับเป็นว่าแผนบูรณาการดับไฟใต้ในปี 2570 กลับหายไปทำให้มีคำถามว่าการยกเลิกแผนนี้ไปของรัฐบาลเท่ากับยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นล้มเหลว
“นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์หรือเปล่าว่ากรอบคิดที่ใช้มา 20 กว่าปีมันผิดพลาดอย่างเป็นระบบ แทนที่เราจะใช้เครื่องมือของแผนบูรณาการได้อย่างเต็มศักยภาพ รัฐบาลก็ดูเหมือนจะไม่ให้ความสำคัญแล้วมาสร้างแผนใหม่ขึ้นมา”
รอมฏอนยกสถิติที่ กอ.รมน.บันทึกเหตุการณ์ความมั่นคงตั้งแต่ปี 2560-2568 ว่าเหตุการณ์ในปี 2568 มีจำนวน 168 ครั้ง ยังมากกว่าปี 2560 ซึ่งเป็นปีฐานที่มีจำนวน 166 ครั้ง ถ้าเดินตามตัวชี้วัดแล้วจำนวนจะต้องลดลงและปีหน้าซึ่งเป็นปีสุดท้ายตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติจะต้องเหลือ 0 แต่ข้อมูลของหน่วยงานราชการเองก็บอกให้รู้ว่าจำนวนเหตุการณ์ไม่ได้ลดลงและพี่น้องประชาชนไปจนถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
เขากล่าวต่อไปว่าเมื่อเกิดความล้มเหลวเช่นนี้ แผนก็เปลี่ยนไปเป็นแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มียอด 8,464 ล้านบาทหรือ 30% ของงประมาณที่ใช้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งลำดับรองลงมาก็เป็นแผนการพัฒนาคมนาคม 4,656 ล้านบาทและแผนงานบุคลากรภาครัฐ 2,959 ล้านบาท ไปจนถึงแผนการพัฒนาการก่อสร้างเขื่อนกันตลิ่งไปจนถึงงบที่น้อยที่สุดคือแผนพัฒนาการท่องเที่ยวที่ตั้งไว้ 500,000 บาททั้งที่ตัวชี้วัดนักท่องเที่ยวก็เป็นตัวชี้วัดสำคัญอันหนึ่ง
กอ.รมน.ตั้งงบโดยพึ่งพิงภัยคุกคาม
รอมฎอนระบุว่านอกจาก กอ.รมน.จะได้งบตามแผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าวไปถึง 51% ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้มากที่สุดแล้ว ในการทำแผนของบประมาณของ กอ.รมน.เองก็ทำเรื่องขอไปถึง 5,041 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 88% ของงบประมาณของ กอ.รมน.ทั้งหมด
“จริงๆ งบ กอ.รมน.ถ้าไม่มีไฟใต้ ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาไฟใต้ได้ เราสร้างสันติภาพสันติสุขได้ กอ.รมน.จะหมดงาน ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “พึ่งพิงภัยคุกคาม” เป็นแบบนี้มาโดยตลอดและปีที่แล้วก็ตัวเลขเดียวกันเลยคือ 88%”
นอกจากนั้นส่วนงานที่ตั้งของบประมาณที่เกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้รองลงมาอีก 3 หน่วยงานก็เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวกับการก่อสร้างคือกรมชลประทาน 3,611 ล้านบาท กรมทางหลวง 3,338 ล้านบาท และกรมโยธาธิการและผังเมือง 1,886 ล้านบาท รวม 3 หน่วยงานแล้ว 8,835 ล้านบาท ในขณะที่หน่วยงานอย่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ขอมา 1,482 ล้านบาท
รอมฎอนกล่าวถึงรายละเอียดโครงการบางโครงการว่า จากตอนที่ติดตามประเด็นลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.ของพรรคประชาชาติและได้เชิญตำรวจและบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ 3 เจ้าใหญ่ทำให้รู้ว่าได้มีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และคำสั่ง กอ.รมน. และ กสทช. ให้บริษัทต้องส่งข้อมูลโทรศัพท์ 2 ล้านเลขหมายส่งให้กับทางตำรวจทุกวัน แต่มีปัญหาว่าปัจจุบันมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่ 18 อำเภอเท่านั้น ส่วนที่เหลือใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และยังมีกฎอัยการศึกอยู่ด้วย
สส.พรรคประชาชนชี้ว่า การใช้อำนาจเช่นนี้สุ่มเสี่ยงมากในการเข้าข่ายละเมิดสิทธิประชาชนและขัดรัฐธรรมนูญ แต่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังขอใช้สิทธิในการเข้าสืบค้นข้อมูลโทรศัพท์โดยของบประมาณมาอีก 57,420,000 บาท
นอกจากนั้น รอมฏอนยังถามถึงค่าเช่ารถ 200 กว่าคันของ กอ.รมน.ที่เป็นงบผูกพันและปีนี้ใช้ 50 ล้านบาทนั้นได้รวมถึงรถคันที่ถูกนำไปใช้ลอบยิงกมลศักดิ์ด้วยหรือไม่ และรถเช่าที่ได้งบไปนั้นสามารถติดตามได้หรือไม่ถูกเอาไปใช้งานอะไรอยู่ที่ไหน
ประเด็นต่อมาคืองบประชาสัมพันธ์เชิงบูรณาการของ กอ.รมน.อีก 2,340,900 บาท ที่รอมฎอนตั้งข้อสังเกตว่าเกี่ยวพันกับปฏิบัติข้อมูลข่าวสารหรือไม่ แม้ว่างบประมาณที่ตั้งมาขอใช้ในปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารจะหายไปตั้งแต่ประเด็นนี้ถูกอภิปรายในสภามาเมื่อปี 2564 แล้วก็ตามและทาง กอ.รมน.เองก็มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิาการของสภาผู้แทนราษฎรว่าไม่มีปฏิบัติการข่าวสารแล้วก็ตาม
เขากล่าวถึงส่วนของงบกำลังและการดำเนินงานของ กอ.รมน.ที่ตั้งมา 2,341,009,900 บาท ซึ่งน้อยที่สุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งที่ผ่านมางบประมาณส่วนนี้มีการตั้งมาแต่กำลังพลไม่ได้ไปทำงานจริง ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ทั้งผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับและเช็คชื่อห้ามให้มีการใส่ชื่อมา และเกิดการตรวจสอบกับ 5 หน่วยงาน เช่น ศูนย์สันติวิธี และกองกำลังทหารพราน กลายเป็นว่างบที่ขอมาสำหรับปีหน้าก็ลดลงไป 1,052 ล้านบาทหรือลดลง 31% จากงบประมาณปี 2569 ทำให้เขาตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาเคยมีการซ่อนงบแบบนี้แล้วไม่ได้ถูกใช้งานมาก่อนด้วยหรือไม่
นอกจากงบประมาณส่วนของ กอ.รมน.แล้ว รอมฎอนยังชี้ปัญหาของการตั้งงบประมาณพัฒนาพื้นที่ เช่น กรมเจ้าท่าตั้งงบขุดลอกร่องน้ำปัตตานีที่มีการขุดลอกประจำ แต่คนท้องถิ่นก็ต้องผลัดถิ่นไปหาอาชีพที่อื่นตลอดแม้ว่าพื้นที่จะมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะโครงการพัฒนาของรัฐทำลายระบบนิเวศน์ จึงต้องเตือนถึงการตั้งงบประมาณพัฒนาแบบนี้เพราะเคยมีกรณีในปี 2562-2563 ที่ตั้งงบขุดลอก 100 กว่าล้านบาทแล้วทิ้งกองทรายเอาไว้ในอ่าวปัตตานีจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเพราะระบบนิเวศน์เปลี่ยน
เหตุการณ์ไม่สงบลดลงเพราะการเจรจา ไม่ใช่งบประมาณที่อัดลงไป
รอมฎอนยกประเด็นสุดท้ายระหว่างงบประมาณกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่าจากข้อมูลที่เขารวบรวมมาจากหลายหน่วยงานนั้นทำให้เห็นว่าหลังเกิดเหตุความไม่สงบก็จะทำให้ปีถัดไปงบประมาณที่หน่วยงานรัฐตั้งก็จะเพิ่มขึ้้นตามมา แต่ปัจจัยสำคัญที่เห็นชัดเจนคือหลังการรัฐประหาร 2549 และ 2557 งบประมาณจะเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก ซึ่งหากดูจากกราฟสถิติก็เหมือนว่าการใช้งบประมาณที่สูงจะทำให้จำนวนเหตุการณ์ลดลงได้ แต่เขามองว่ามีปัจจัยที่สำคัญกว่าในการลดเหตุการณ์ความรุนแรงคือ กระบวนการสันติภาพ

“ผลจากกระบวนการสันติภาพต่างหากที่สร้างผลสะเทือนจริงๆ นักวิชาการหลายท่านก้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่เรามีกระบวนการพูดคุยกระบวนการเจรจาสันติภาพปี 2556 มันปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของแแต่ละฝ่ายทำให้ลดลง แต่ในช่วงปี 2566 - 2567 จำนวนเหตุการณ์เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นและจะเริ่มเห็นยอดงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นตามมา”
รอมฎอนกล่าวว่าตลอด 24 ปีที่ผ่านมางบประมาณเพิ่มขึ้นมากแต่เหตุการณ์ความไม่สงบกลับลดลงในอัตราที่ช้าลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ซ้ำร้ายเริ่มมีสัญญาณว่าเหตุการณ์ความไม่สงบเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ทั้งเหตุการณ์ระเบิดปั๊มน้ำมันเมื่อวันก่อน ทั้งการลอบยิงกมลศักดิ์ ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ว่ามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างที่ทำกันมาตลอดใช้ไม่ได้แล้ว
“ซ้ำร้ายยิ่งปล่อยนานไปให้วิธีคิดแบบทหารยังครอบงำทิศทางการแก้ไขปัญหาจนรัฐบาลพลเรือนที่มีความชอบธรรมและมาจากประชาชนค่อยๆ ลดบทบาทการนำไป หน่วยงานความมั่นคงก็อยู่ในภาวะพึ่งพิงภัยคุกคาม เราจะมีทางเลือกในการแก้ไขปัญหาน้อยลง เรามีค้อนอยู่ในมือเราจะเห็นทุกอย่างเป็นตะปู และเราจะหาหนทางแบบอื่นไม่ได้ แล้วสุดท้ายคนที่ได้รับเคราะห์กรรมคือประชาชนคนธรรมดาไม่ว่าชาติพันธุ์ไหน ศาสนาใดที่อยากได้สันติภาพอยากได้ความเปลี่ยนแปลง”
รมว.ต่างประเทศแจงตั้งงบมาให้การแก้ไขเป็นเอกภาพ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตอบประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่า งบประมาณที่ถูกจัดสรรมาเพื่อยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนแผนงานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ประมาณ 8,400 ล้านบาทนั้น ก็ยอมรับว่าตนเพิ่งมารับหน้าที่เป็นประธานคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้ ก็ยังต้องศึกษาให้ถ่องแท้เคยลงพื้นที่ไปแล้วแต่ก็คงต้องลงอีกเพราะปัญหานี้ยืดเยื้อมา 20 กว่าปีแล้วและทุ่มงบประมาณลงไปเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศกล่าวต่อว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่องงบประมาณอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าใช้งบประมาณอย่างไร จึงมีคำถามว่าเรามียุทธศาสตร์ที่มีเอกภาพหรือไม่และมีการทำงานบูรณาการอย่างแท้จริงหรือไม่ ปีนี้เราไม่ได้มีงบบูรณาการแต่การจัดสรรงบประมาณไปทุกหน่วยงานเราทำอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดผลงานมากที่สุดและรู้ว่าใครเป็นคนรับผิดชอบงานนั้น งบประมาณที่จัดให้กับยุทธศาสตร์ที่คิดว่ามีเอกภาพครอบคลุมทุกมิติในการแก้ไขปัญหาทั้งด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ การพูดคุย และที่สำคัญที่สุดคือประชาชน อัตลักษณ์ ความเป็นธรรม การศึกษา รวมถึงการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น
สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดคือจะจัดสรรงบประมาณมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและสมดุลระหว่างความมั่นคงกับเศรษฐกิจ เพราะถึงที่สุดแล้วผลประโยชน์จะต้องตกกับประชาชน มีความปลอดภัยกินดีอยู่ดี และประชาชนจะต้องมีสิทธิเสียงมากขึ้นในการกำหนดอนาคตของเขา
สีหศักดิ์กล่าวว่าได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารงานที่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนภาคใต้ มีการจัดตั้งคณะกรรมการผู้แทนพิเศษในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ที่ตนเป็นประธาน เรามีกลไกต่างๆ มากมายแต่คณะทำงานนี้จะทำหน้าที่โดยไม่ได้สร้างขั้นตอนเพิ่มมาใหม่แต่พยายามที่จะลดขั้นตอนและมองว่าปัญหาข้อติดขัดนั้นอยู่ที่ไหนโดยเฉพาะอยากจะเป็นตัวเชื่อมมิติต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและหน่วยงานต่างๆ ทั้งส่วนกลางกับพื้นที่ และระหว่างหน่วยงานกับประชาชน
