Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กรณีคนขับรถพุ่งชนผู้คนที่จูไห่เสียชีวิต 35 ราย ทางการจีนพยายามปิดกั้นไม่ให้ผู้คนเผยแพร่เหตุการณ์ร้ายแรงผ่านทางโซเชียล มีคนคอยเก็บดอกไม้ไว้ทุกข์ ห้ามคนชุมนุม และอีกหลายวิธีที่ทางการจีนพยายามควบคุมข่าวสาร แม้ว่ามันจะเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ส่งผลสะเทือนต่อคนในสังคมก็ตาม

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในจีน เมื่อมีคนขับรถพุ่งชนกลุ่มคนที่ศูนย์การกีฬาในเมืองจูไห่จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 35 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบราย รัฐบาลจีนมีความพยายามในการเซนเซอร์และควบคุมข่าวสารหลายวิธีในเรื่องนี้

มีการตั้งข้อสังเกตว่าหลายชั่วโมงหลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ก็มีวิดีโอปรากฏบนโซเชียลที่แสดงให้เห็นร่างผู้คนหลายรายนอนกองอยู่บนทางเดิน แต่เมื่อถึงเช้าวันที่ 12 พฤศจิกายน วิดีโอในโซเชียลมีเดียเหล่านี้ก็หายไป แล้วตำรวจในท้องถิ่นก็รายงานว่ามีแค่เพียง "ผู้บาดเจ็บ" เท่านั้น ต้องรอให้ผ่านไปอีกเกือบ 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ถึงจะเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตอีกหลายสิบราย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผู้ก่อเหตุเป็นชายอายุ 62 ปี ขับรถ SUV ขนาดเล็กพุ่งเข้าไปที่ศูนย์กีฬาที่มีคนกำลังออกกำลังกายอยู่บนถนนด้านใน เหตุเกิดที่เมืองจูไห่ เมืองชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลกวางตุ้ง

โฆษณา - Advertising

ชายผู้ก่อเหตุถูกจับกุมเอาไว้ได้ตอนกำลังจะหนีออกจากพื้นที่ มีการเปิดเผยแค่นามสกุลของเขาคือ "ฟาน" และมีการตั้งปมแรงจูงใจว่าน่าจะเป็นเพราะเขากำลังรู้สึกไม่พอใจในเรื่องข้อตกลงการหย่า

ห้ามวางดอกไม้ไว้อาลัย ห้ามร่วมตัวไว้ทุกข์ คุมเข้มรูป-วิดีโอทางโซเชียล

หลังจากนั้นทางการจีนก็พยายามควบคุมข้อมูลข่าวสารในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นบนหน้าโซเชียลมีเดียที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดในจีนอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งการมาเก็บดอกไม้ของผู้ที่นำมาวางไว้อาลัยในที่เกิดเหตุออกไป

มีประชาชนบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์เล็กๆ ควรจะมีการวางดอกไม้ให้กับผู้ที่จากไป และ 2 วันให้หลังในเช้าของวันที่ 14 พฤศจิกายน มีคนไปวางดอกไม้ในที่เกิดเหตุแต่หลายนาทีถัดจากนั้นก็มีคนเอาดอกไม้ที่วางไว้ออกไป นำไปไว้หลังรั้วล้อมของตำรวจแทน มีดอกไม้ช่อหนึ่งที่ระบุข้อความว่า "ขออย่าให้มีพวกอันธพาลบนสวรรค์"

มีผู้จัดการร้านดอกไม้ในท้องถิ่นที่พยายามจะวางพวงหรีดในที่เกิดเหตุ แต่ก็ถูกพาตัวให้ไปที่สถานที่จัดพิธีศพแทน แต่ที่จัดงานศพก็ปฏิเสธไม่ยอมรับดอกไม้ของเขา

โฆษณา - Advertising

นอกจากนี้ยังมีการพยายามสกัดกั้นไม่ให้คนเข้าไปในพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบพากันลาดตระเวนตรวจตราบริเวณนั้น คอยสกัดกั้นไม่ให้ผู้คนรวมกลุ่มหรือถ่ายรูป ผู้อาศัยในพื้นที่ๆ อยู่ในบริเวณนั้นเกินสองสามนาทีก็จะถูกขอให้ออกจากพื้นที่

ทางการจีนยังตรวจตราบนโซเชียลมีเดียอย่างหนักด้วย ถ้าหากมีคำหรือหัวข้อที่อ่อนไหวก็จะมีการนำเนื้อหานั้นออก บางครั้งก็ภายในไม่กี่นาที เช่น มีคนโพสต์รูปและวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการขับรถชนตอนคืนวันที่ 12 พฤศจิกายน ลงบนโซเชียลมีเดีย weibo ที่คล้ายกับทวิตเตอร์สำหรับชาวจีนแต่เนื้อหาก็ถูกลบออกอย่างรวดเร็ว ในโซเชียล Xiaohongshu ที่คล้ายกับ Instagram สำหรับจีนก็มีการลบวิดีโอหลังเกิดเหตุการณ์ออกเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ทางการจีนรอให้ผ่านไปก่อน 24 ชั่วโมง ถึงได้เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิต หลังจากนั้นไม่นานก็มีแฮชแท็กที่พูดถึงเหตุการณ์นี้กลายเป็นหัวข้ออันดับ 1 ใน weibo มีผู้รับชม 69 ล้านวิวภายในเวลา 1 ชั่วโมง

ลินเนตต์ อง ศาสตราจารย์ด้านการเมืองจีนที่มหาวิทยาลัยโตรอนโตกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนต่อเสถียรภาพในสายตาของรัฐบาลกลางของจีน เพราะมันเกิดขึ้นกับประชาชนจำนวนมากในระดับที่เทียบได้กับการก่อการร้าย

โฆษณา - Advertising

ความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้อาศัยในพื้นที่ต่างก็แสดงความรู้สึกช็อคที่มีเหตุการณ์ขับรถชนคนตายหมู่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของพวกเขา มีผู้อาศัยรายหนึ่งชื่อ ตงจื้อหลิน บอกว่าสามีของเธอจะไปวิ่งจ็อกกิงทุกคืน ทำให้เธอโทรหาเขาทันทีที่รู้ข่าวเรื่องนี้โชคดีสำหรับเธอที่ไม่มีคนรู้จักของเธออยู่ในรายชื่อผู้สูญเสีย

มีผู้หญิงอีกรายหนึ่งชื่อกวน บอกว่าเธอได้เดินผ่านช่วงคืนเกิดเหตุแล้วนึกว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วไป แต่เรื่องนี้มันก็เลวร้ายและน่าสะเทือนขวัญสำหรับเธอ

ขณะที่ผู้อาศัยในพื้นที่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างชาติแล้วเสนอเป็นข่าวได้ แต่เมื่อสื่อจีนทำการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์แล้วนำเสนอออกมา เนื้อหาในสื่อเหล่านั้นกลับถูกเซนเซอร์โดยรัฐบาลจีนอย่างรวดเร็ว

ลินเนตต์ อง บอกว่ารัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้ใครแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่อหน้าสาธารณะ ทำให้ผู้คนต้องสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเอง แล้ววันใดวันหนึ่งมันจะระเบิดออกมากลายเป็นเหตุรุนแรงเหตุการณ์ใหม่

โฆษณา - Advertising

ความอัดอั้น ไม่พอใจต่อสังคม?

เหตุการณ์โจมตีผู้คนในจีนเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นกรณีแรก มีหลายเหตุการณ์ในจีนที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความไม่พอใจต่อสังคม แต่ทางการจีนก็มักจะไม่ได้ตีแผ่ให้เห็นปัญหาดังกล่าวนี้แล้วกล่าวถึงเหมือนเป็นเหตุอาชญากรรมทั่วๆ ไป หรือไม่เปิดเผยแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุให้สาธารณชนทราบเลย

หนึ่งในเหตุการณ์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เคยมีชาวจีนก่อเหตุสังหารเด็กชาวญี่ปุ่นที่โรงเรียนในมณฑลเซินเจิ้น ที่อาจมีแรงจูงใจมาจากความชาตินิยมสุดโต่งของผู้ก่อเหตุ เพราะผู้ก่อเหตุเคยโพสต์โซเชียลมีเดียในเชิงต่อต้านญี่ปุ่นมาก่อน และหลังเกิดเหตุทางสถานทูตญี่ปุ่นประกาศเตือนให้ชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในจีนระวังไม่พูดภาษาญี่ปุ่นเสียงดังจนคนอื่นได้ยินและให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ทางการจีนกลับพูดถึงรายละเอียดกรณีนี้น้อยมาก

อีกกรณีหนึ่งเกิดเมื่อเดือนตุลาคม ที่่ผ่านมาคือกรณีชายไล่แทงผู้คนที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในเซี่ยงไฮ้จนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 15 ราย และอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นที่เมืองฉางซาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาคือเหตุการณ์ที่คนขับพุ่งเข้าชนคนเดินเท้าแบบกรณีล่าสุดในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 8 ราย

เหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้มีความร้ายแรงเกือบจะเทียบเท่าอีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อปี 2557 คือเหตุการณ์ในคุนหมิง ที่มีมือมีดไล่แทงผู้คนที่สถานีรถไฟจนมีผู้เสียชีวิต 31 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 143 ราย ซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าเป็นการก่อการร้าย ในปีเดียวกันก็มีเหตุการณ์ใช้รถพุ่งชนพร้อมระเบิดพลีชีพเกิดขึ้นที่เมืองอุรุมฉี มีผู้เสียชีวิตรวม 43 รายพร้อมผู้ร่วมกันก่อเหตุ 4 ราย ในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ก็นับเป็นการก่อการร้ายเช่นกัน

โฆษณา - Advertising

ลดความสำคัญของข่าว เพื่อโปรโมทงานแสดงโชว์ของภาครัฐ

เหตุร้ายแรงที่จูไห่ครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นเพียง 1 วันก่อนหน้าที่จีนจะจัดให้มีโชว์การบินครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศที่เมืองนี้ ซึ่งเป็นงานที่มีการโปรโมทโดยสื่อรัฐบาลจีนมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว

และถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงในระดับคนขับรถไล่ชนคนเสียชีวิต 35 ราย แต่สื่อรัฐบาลจีน โกลบอล ไทม์ ก็นำเสนอข่าวเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวสั้นๆ ในหน้า 3 เพียงเท่านั้น ตรงกันข้ามกับการแสดงโชว์เครื่องบินเจ็ทที่นำเสนออยู่ในหน้าหนึ่ง

สื่ออีกแห่งหนึ่งก็ทำแบบเดียวกันคือพีเพิลเดลี ซึ่งควบคุมโดยรัฐบาลจีนเช่นเดียวกัน สื่อแห่งนี้นำเสนอเรื่องคนขับรถไล่ชนคนอยู่บนหน้าแรกก็จริงแต่ก็เป็นกรอบเล็กๆ เน้นให้สีจิ้นผิงพูดสั่งให้รักษาคนบาดเจ็บและลงโทษผู้ก่อเหตุ รวมถึงย้ำเรื่องการป้องกันเหตุไม่ให้เกิดขึ้นอีก

สื่อโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนก็เน้นนำเสนอภาพลักษณ์ให้สีจิ้นผิงในกรณีนี้ด้วยเหมือนกัน โดยการใช้เวลาในรายการข่าวช่วงเย็น  1 นาทีครึ่ง ไปกับการแพร่ภาพสีจิ้นผิงบอกให้รักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ได้มีการเผยแพร่วิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ในขณะที่สื่อต่างประเทศอย่างเอเอฟพีระบุถึงวิดีโอที่มีคนนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นในที่เกิดเหตุโดยมีคนอื่นๆ พยายามกู้ชีพคนที่หมดสติ มีผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับนิตยสาร Caixin ว่า รถยนต์ได้ "ขับวนรอบ" ลานออกกำลังกายของศูนย์กีฬา ทำให้มีผู้ที่อยู่บนลู่วิ่งถูกรถชนในทุกทิศของสนามกีฬา

"คำสั่งจากเบื้องบน" ความพยายามปกปิดจากทางการจีนที่มีมาโดยตลอด

สำหรับเรื่องที่เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดนำดอกไม้แสดงการไว้อาลัยออกจากพื้นที่ รวมถึงมีรถตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปิดกั้นไม่ให้ผู้คนถ่ายวิดีโอสถานที่เกิดเหตุนั้น เป็นเพราะว่า "มาจากคำสั่งของเบื้องบน"

ทางการจีนมีประวัติมายาวนานแล้วในเรื่องการเซนเซอร์ ปิดกั้น หรือควบคุมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลให้เกิดการแก้ปัญหาได้ไม่ทันท่วงที เช่น กรณีที่ทางการจีนเซนเซอร์ข่าวการระบาดของ COVID-19 ในช่วงต้นๆ โดยสั่งลงโทษเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เตือนถึงการระบาดของโคโรนาไวรัสชนิดนี้

นอกจากนี้ยังมีกรณีสารปนเปื้อนในนมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ซึ่งเกิดขึ้นช่วงก่อนกีฬาโอลิมปิคจีนไม่นานนัก ในเหตุการณ์นั้นมีเด็กที่ได้รับพิษจากนมปนเปื้อนประมาณ 300,000 คน อีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นปีเดียวกับนมปนเปื้อน คือเหตุการณ์แห่งดินไหวทางตะวันตกเฉียงใต้ของเสฉวนคร่าชีวิตผู้คนไปราว 70,000 ราย ในครั้งนั้นทางการจีนเคยปิดกั้นไม่ให้สื่อต่างชาติเข้าทำข่าวการประท้วงที่เกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหว

 

เรียบเรียงจาก

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising