กมธ.พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา พิจารณา กรณีภาคประชาสังคมร้องเรียนร่าง พ.ร.บ.สมาคมและมูลนิธิ ฉบับใหม่ของกระทรวงมหาดไทย องค์กรสิทธิมนุษยชนแสดงความกังวลเรื่องการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและยุบเลิกองค์กรโดยไม่ผ่านศาล ขณะที่มหาดไทยชี้แจงเป็นการป้องกันการฟอกเงินและการดำเนินงานที่ไม่สุจริต พร้อมรับพิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายให้เหมาะสม

ที่ห้องประชุม CA428 อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีอังคณา นีละไพจิตร เป็นประธาน ได้มีการพิจารณากรณีที่ภาคประชาสังคมร้องเรียนเข้ามาว่าร่างพระราชบัญญัติสมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. … ของกระทรวงมหาดไทยมีการละเมิดและกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชน โดยมีตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนหลากหลายองค์กรเข้าร่วมประชุมและมีตัวแทนจากรัฐเข้ามาชี้แจงด้วย
ยกคำพิพากษาศาลปกครองเคยพิจารณาคำสั่ง มท.ไม่จดทะเบียนแต่งตั้ง “เนติวิทย์” เป็น กก.สมาคมแอมเนสตี้
อังคณากล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติสมาคมและมูลนิธิขึ้น ถึงแม้จะมีเจตนาที่ดีในการตรวจสอบการจัดตั้งมูลนิธิสมาคม และเห็นว่าปัจจุบันอาจจะมีทุนต่างชาติบางส่วนเข้ามาจัดตั้งสมาคมที่อาจจะกระทบสิทธิและเสรีภาพและความปลอดภัยของคนไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ทำงานภาคประชาสังคมและองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ อาจจะมีเนื้อหาที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการรวมกลุ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนตามวิถีประชาธิปไตยซึ่งเป็นสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ส่วนเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะเป็นกรรมการสมาคมตามปรากฎตามร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีข้อยกเว้นผู้ที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสีย ซึ่งภาคประชาสังคมกังวลว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐตีความได้อย่างกว้าง และจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้ เมื่อ ปี พ.ศ. 2566 ศาลปกครองกลางได้เคยมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นที่ไม่รับจดทะเบียนแต่งตั้ง เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เยาวชนนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นกรรมการสมาคมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยศาลระบุว่า
“การที่อธิบดีกรมการปกครองมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม ในรายนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล จึงเป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้การรับรอง และเป็นการใช้ดุลพินิจออกคำสั่ง เกินขอบเขตแห่งความจำเป็นเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของรัฐ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คำสั่งดังกล่าวของอธิบดีกรมการปกครองจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อ้างเหตุผลในการออกคำสั่งยกอุทธรณ์เนื่องจากนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ถูกดำเนินคดีอาญาหลายคดีนั้น จึงเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน”
ในส่วนของเรื่องของการรับเงินอุดหนุนคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนอาจจะเป็นการจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรในการทำงานขององค์กรต่างๆ และสิทธิในการรับความสนับสนุนงบประมาณได้รับการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 1998 ที่ประเทศไทยได้ให้การรับรองไว้และอยู่ในข้อเสนอแนะยูพีอาร์ (กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน)ที่ไทยได้รับโดยสมัครใจเช่นกัน นอกจากนี้การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปตรวจสอบการทำงานของมูลนิธิในสถานที่ทำการมูลนิธิอาจเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวได้เพราะในอาคารสถานที่อาจมีทั้งเด็กและผู้เยาว์อาศัยอยู่การเข้าไปของเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่มีหมายศาล อาจจะเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวได้นอกจากนี้การกำหนดการลงโทษทางอาญาเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก เพราะการฟ้องคดีอาญาต่อกรรมการสมาคมหรือมูลนิธิเข้าฝ่ายการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง หรือปิดกั้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมได้ซึ่งเป็นข้อห่วงกังวลที่คณะกรรมาธิการได้รับมา
มท. แจงผลักดันกฎหมายสมาคม-มูลนิธิ คุมเข้มโปร่งใส ป้องกันใช้ในทางมิชอบ
ขณะที่สมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครองที่ได้รับมอบจากอธิบดีกรมการปกครองให้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ได้ชี้แจงในที่ประชุมว่า ที่ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยสมาคมและมูลนิธิ พ.ศ..... ขึ้นมาว่า การยกร่างกฎหมายสมาคมและมูลนิธิฉบับใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส กำกับการดำเนินงานให้สุจริต และป้องกันการนำองค์กรไปใช้ในทางผิดกฎหมาย อาทิ การฟอกเงิน การประกอบธุรกิจแฝง หรือการสนับสนุนการค้ามนุษย์ กฎหมายใหม่จะให้อำนาจนายทะเบียนในการตรวจสอบสมาคมและมูลนิธิอย่างเหมาะสม เพื่อลดข้อจำกัดในกฎหมายปัจจุบันที่มักตรวจสอบได้เพียงเมื่อมีการร้องเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนให้องค์กรที่ทำงานสุจริตสามารถดำเนินการเพื่อประโยชน์ของสังคมได้อย่างเต็มที่
สมชัยอ้างถึงกรณีมูลนิธิในเชียงใหม่และเชียงราย ที่พบการออกหนังสือรับรองเท็จแก่คนต่างด้าวเพื่อใช้ต่อวีซ่า ทั้งที่ไม่ได้เป็นอาสาสมัครจริง และนำไปสู่การทำธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น ค้าประเวณีและค้ามนุษย์ ซึ่งมีการเพิกถอนมูลนิธิผิดกฎหมายแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง นอกจากนี้ยังพบว่ามูลนิธิบางแห่งเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์จากการทำประโยชน์สาธารณะไปเป็นการแสวงหากำไร เช่น รับจ้างทำวิจัย หรือถือหุ้นในธุรกิจเอกชน ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายเดิมรองปลัดกระทรวงมหาดไทยย้ำว่า สมาคมและมูลนิธิที่สุจริตและโปร่งใสยังคงได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่
ตั้งข้อสังเกตคำว่า “สุจริต” หรือ “ภัยความมั่นคง” จะเปิดโอกาสให้รัฐตีความได้กว้าง
ขณะที่อังคณากล่าวเพิ่มเติมว่า มีการตั้งข้อสังเกต เช่นว่าคำว่า “สุจริต” หรือ “ภัยความมั่นคง” ที่ระบุไว้ในกฎหมาย อาจตีความได้กว้างจนเปิดช่องให้รัฐใช้ดุลยพินิจในการตีความโดยไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่มีประสิทธิภาพเพียงพอแล้ว จึงเกิดคำถามว่าการควบคุมเส้นทางการเงินผ่านสมาคมและมูลนิธิอาจซ้ำซ้อนเกินจำเป็นและจำกัดการทำงานขององค์กรเหล่านี้ ซึ่งในปี พ.ศ. 2565 สหภาพยุโรปเคยแสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร พ.ศ. … (NPOs Bill) โดยชี้ว่าอาจกระทบการทำงานขององค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ เช่น องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม นอกจากนั้น ร่าง พรบ ฉบับนี้อาจไม่สอดคล้องกับมาตรฐานอนุสัญญาขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ในด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ ธรรมาภิบาล และสิทธิมนุษยชน รวมถึงการทำงานวิจัยที่มูลนิธิหลายแห่งทำควบคู่ไปกับการทำกิจกรรม ซึ่งการทำงานวิจัยไม่ควรผิดกฎหมาย
อีกประเด็นสำคัญคือการกล่าวอ้างเรื่องการค้าประเวณีที่รองอธิบดีกรมการปกครองกล่าวถึงนั้น ปัจจุบันรัฐบาลไทยเองได้มีการพิจารณาร่างกฎหมายค้าประเวณี ที่ชูแนวคิดเปิดโอกาสให้งานบริการเป็นงานที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะผู้หญิงในประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานอย่างสุจริต สามารถมีสิทธิและสวัสดิการที่ดีขึ้นผ่านกฎหมายฉบับนี้ หากร่างกฎหมายนี้ถูกผลักดัน จะช่วยลดการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมกับพนักงานบริการและสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (CEDAW )ทุกรูปแบบของสหประชาชาติ ที่เสนอแนะนำไทยเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิพนักงานบริการในภาคส่วนนี้ด้วย ตนจึงเกรงว่าการมุ่งประเด็นไปที่การทำงานของพนักงานบริการจะเป็นการละเมิดสิ่งต่างๆ ที่ตนกล่าวมาหรือไม่ เพราะหากมีการล่อลวงค้าประเวณี รัฐก็สามารถใช้ พรบ. ค้ามนุษย์ ได้อยู่แล้ว
ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
ต่อมาที่ประชุมได้เปิดให้องค์กรภาคประชาสังคมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อห่วงกังวลต่อร่าง กม.ใหม่ฉบับนี้โดย ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนองค์กร Protection International แสดงความเห็นในที่ประชุมเกี่ยวกับร่างกฎหมายสมาคมและมูลนิธิ โดยระบุว่า เสรีภาพในการรวมตัวไม่ควรถูกจำกัดเพียงเพื่อการกุศล แต่ควรเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ไม่ต้องรอให้กฎหมายอนุญาต สิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอให้กฎหมายอนุญาต แต่เป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน การออกกฎหมายที่จำกัดสิทธิเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่เป็นอารยะ
ปรานมยังตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายนี้อาจเปิดโอกาสให้ใช้อำนาจดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคำว่า “สุจริต” ซึ่งขาดความชัดเจน นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงความเชื่อมั่นของกระทรวงมหาดไทยในการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ, พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ, และ พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ฯ ซึ่งควรเพียงพอในการจัดการปัญหาโดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่
“ตอนนี้ในกระทรวงมหาดไทยไม่มีความเชื่อมั่นในการใช้กฎหมายเหล่านี้แล้วใช่หรือไม่ ทำไมถึงไม่แก้ที่ต้นตอของการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำไมจะต้องใช้หลักการความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ที่ประเทศไทยมีมาละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานที่ร้ายแรงต่อประชาชน ซึ่งการออกกฎหมายนี้เป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนในการรวมตัว ทั้งที่เป็นสิทธิพื้นฐานที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติควรเคารพ กฎหมายนี้ไม่เพียงกระทบองค์กรสิทธิมนุษยชน แต่ยังส่งผลต่อประชาชนทั่วไปที่รวมตัวกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ หากกฎหมายนี้ผ่าน จะเป็นการบ่อนทำลายประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ”ปรานมระบุ
ปรานมยังกล่าวถึงกรณีการตรวจสอบมูลนิธิในเชียงใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย โดยตั้งคำถามถึงหลักการของ คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ที่ถูกนำมาใช้อ้างในการจำกัดการรับเงินทุนขององค์กรการกุศล พร้อมชี้ว่าหลักการนี้ควรส่งเสริมการทำงานขององค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย ปรานมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นของกระทรวงมหาดไทยที่สิ้นสุดไปเมื่อ 26 พฤศจิกายน ว่าเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์หรือไม่ และการรับฟังความคิดเห็นเหล่านั้นจะถูกนำไปพิจารณาอย่างแท้จริงหรือไม่
“เราต้องการเห็นความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ดำเนินการตามกรอบเวลา” เธอกล่าวในตอนท้าย ปรานมย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ควรได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากกว่าการออกกฎหมายใหม่ที่อาจละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและทำลายหลักการประชาธิปไตย
ส่อขัดปฏิญญาสากล ละเมิดเสรีภาพประชาชน เนื้อหาเปิดช่องสอดส่องพฤติกรรมองค์กรสิทธิมนุษยชนเกินขอบเขต
ด้านเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้อำนวยการโครงการกฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อชุมชน แสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายสมาคมและมูลนิธิ โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความตรงไปตรงมาในการร่างกฎหมายนี้ พร้อมชี้ว่า แม้เหตุผลที่ระบุจะเป็นการป้องกันและตรวจสอบเส้นทางการฟอกเงิน แต่ผลที่ตามมากลับกลายเป็นการเปิดช่องให้รัฐสอดส่องพฤติกรรมของภาคประชาสังคมอย่างไม่เหมาะสม
“เหตุผลที่ใช้ในการร่างกฎหมายนี้คือเพื่อติดตามเส้นทางการฟอกเงิน แต่เนื้อหาในกฎหมายกลับไปขยายขอบเขตจนกลายเป็นการจับตาพฤติกรรมของคณะกรรมการมูลนิธิหรือสมาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาว่าพฤติกรรมเหล่านี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือความมั่นคงหรือไม่”
เลิศศักดิ์ยกตัวอย่างกรณีชุมชนและองค์กรสิทธิมนุษยชนออกมาคัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน เขาตั้งคำถามว่า การกระทำดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นภัยต่อเศรษฐกิจหรือไม่ เนื่องจากโครงการอาจไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งอาจทำให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายนี้กล่าวโทษประชาชน เลิศศักดิ์ยังชี้อีกว่า ร่างกฎหมายนี้ขัดต่อ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 20 (1) ที่รับรองเสรีภาพในการชุมนุมและสมาคมโดยสงบ และข้อ (2) ที่ระบุว่าห้ามบังคับบุคคลใดให้เป็นสมาชิกของสมาคม อย่างไรก็ตาม มาตรา 51 และมาตรา 6 ของร่างกฎหมายกลับกำหนดว่าประชาชนต้องจดทะเบียนเพื่อใช้คำว่าสมาคม ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการดังกล่าว
เลิศศักดิ์วิจารณ์เพิ่มเติมว่า หากเป้าหมายของกฎหมายนี้คือการจัดการปัญหาจีนเทาหรืออาชญากรรมข้ามชาติ การควบคุมสมาคมและมูลนิธิไม่ใช่ทางออก เพราะกลุ่มทุนจีนเทามักจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในไทย หากต้องการจัดการปัญหาเหล่านี้ กระทรวงมหาดไทยควรตรวจสอบบริษัท ไม่ใช่สมาคมหรือมูลนิธิ
“ร่างกฎหมายนี้ขยายขอบเขตเกินกว่าเหตุผลในการร่าง โดยมุ่งเน้นการควบคุมและสอดส่องพฤติกรรมมากกว่าการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เขาเรียกร้องให้รัฐพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายนี้ใหม่ โดยคำนึงถึงเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนและภาคประชาสังคมถ้ากฎหมายนี้ผ่าน จะกระทบต่อเสรีภาพและการทำงานของประชาสังคม รวมถึงการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาวอย่างรุนแรง” เลิศศักดิ์กล่าวในท้าย
หวั่นสร้างภาระ-เพิ่มความเสี่ยง ชี้ละเมิดสิทธิและเปิดช่องอำนาจรัฐล้นเกิน
ขณะที่ อัครชัย ชัยมณีการเกษ หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศและนโยบายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ร่างกฎหมายใหม่นี้เพิ่มอำนาจแก่ฝ่ายบริหารอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกรณีที่ให้นายทะเบียนสามารถถอนชื่อหรือสั่งเลิกสมาคมและมูลนิธิได้โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลตามที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดในปัจจุบันในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 131 ระบุชัดเจนว่า ก่อนจะสั่งเลิกมูลนิธิ จะต้องร้องต่อศาลให้มีคำสั่ง แต่ในร่างกฎหมายใหม่ นายทะเบียนสามารถเลิกมูลนิธิได้เองโดยไม่ต้องผ่านศาล ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดจึงต้องเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้นเช่นนี้
ภัครชัยตั้งคำถามถึงความชัดเจนของกฎหมาย หากสมาคมหรือมูลนิธิให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนในคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ เช่น การรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือมาตรา 116 จะเข้าข่ายเป็นเหตุให้นายทะเบียนสามารถสั่งเลิกสมาคมหรือมูลนิธิได้หรือไม่“กฎหมายนี้อาจทำให้องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญกับความเสี่ยง แม้การกระทำของพวกเขาจะอยู่ในกรอบของกฎหมายและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
อัครชัยยังชี้ว่า ร่างกฎหมายมาตรา 31(7) และมาตรา 48(6) ระบุให้การไม่ส่งรายงานประจำปีและงบดุลต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน เป็นเหตุให้สามารถยุบสมาคมหรือมูลนิธิได้ทันทีหากสมาคมหรือมูลนิธิส่งรายงานช้าเพียง 1 วัน อาจถูกสั่งเลิกได้เลย ซึ่งถือเป็นโทษที่ไม่สมส่วน โดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด การปรับรายวันตามปัจจุบันดูเหมาะสมกว่า
มาตรา 49 ของร่างกฎหมายให้อำนาจนายทะเบียนและเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบสถานที่ของสมาคมและมูลนิธิโดยตรง รวมถึงกำหนดบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หากไม่อำนวยความสะดวกอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบสถานที่ควรอยู่ภายใต้การกำกับของศาล เช่นเดียวกับกฎหมายในสหราชอาณาจักร ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องขอหมายศาลก่อนการตรวจสอบใด ๆ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ร่างกฎหมายมาตรา 17 (5) เพิ่มลักษณะต้องห้ามของกรรมการมูลนิธิและสมาคม เช่น ความเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ รวมถึงการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภาษาในร่างกฎหมายคลุมเครือเกินไป คำว่า ‘ภัยต่อเศรษฐกิจ’ หรือ ‘ปฏิปักษ์ต่อการปกครอง’ อาจถูกตีความอย่างกว้างจนส่งผลกระทบต่อผู้ที่ทำงานเพื่อประชาชน ควรใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนและมีกรอบการพิจารณาที่แน่นอน
อัครชัยสรุปว่า ร่างกฎหมายนี้มีบทบัญญัติหลายส่วนที่เพิ่มภาระและความเสี่ยงให้กับสมาคมและมูลนิธิ พร้อมเรียกร้องให้รัฐพิจารณาทบทวนเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพของประชาชน
“กฎหมายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ควรออกแบบโดยคำนึงถึงหลักความเหมาะสม สมดุล และความยุติธรรมเป็นสำคัญ” อัครชัยกล่าว
รองปลัด มท. รับข้อท้วงติง พร้อมนำความเห็นไปปรับแก้ก่อนเข้าสภา
ทั้งนี้ตอนท้ายของการประชุม เชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวทิ้งท้ายว่า เจตนาหลักของการปรับปรุงกฎหมายสมาคมและมูลนิธิคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลองค์กร โดยเฉพาะการดำเนินงานที่ไม่สุจริต เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยและโปร่งใสเราเน้นให้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สุจริต เพื่อให้สังคมปลอดภัย และมั่นใจว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานได้อย่างสุจริต
อย่างไรก็ตาม รองปลัดฯ ยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและนำไปพิจารณา หากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่มีจุดอ่อนพร้อมระบุว่า ข้อคิดเห็นของภาคประชาสังคมทำให้เราต้องกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม หากกฎหมายเดิมยังสามารถใช้งานได้และตอบโจทย์ความปลอดภัยและความสุจริตในสังคม เราก็พร้อมที่จะคงไว้
รองปลัดฯ ยังยอมรับว่า หากร่างกฎหมายยังมีจุดอ่อนหรือขัดต่อหลักการ อาจนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสภา กระทรวงมหาดไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมและปรับแก้ให้ร่างกฎหมายมีความสมบูรณ์ถ้าร่างกฎหมายไม่แน่นพอ เมื่อเข้าสภาก็อาจถูกอภิปรายและวิพากษ์วิจารณ์ได้ เราจึงต้องนำความคิดเห็นที่ได้รับไปปรับแก้ เพื่อให้ร่างกฎหมายสมบูรณ์ที่สุด
“ความเห็นที่ได้รับในวันนี้จะถูกส่งต่อให้กรมการปกครองเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขในรายละเอียดต่อไป โดยยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับทุกความคิดเห็นที่ได้รับจากกรรมาธิการและภาคประชาสังคมความคิดเห็นที่ได้รับในวันนี้ ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ทางกรมการปกครองจะนำไปพิจารณา หากกฎหมายเดิมใช้ได้ดีและไม่มีจุดอ่อน เราก็พร้อมปรับให้เหมาะสมเราพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้กฎหมายที่ออกมามีความสมดุลและตอบโจทย์สังคมอย่างแท้จริง” เชษฐาระบุ
