แหล่งข่าวผู้ติดตามกระบวนการพูดคุยสันติภาพชี้ว่า BRN ก่อเหตุรุนแรงเพื่อกดดันนายกรัฐมนตรีของไทย ให้จริงจังกับการเจรจาสันติภาพ ส่งสัญญาณให้ชัดว่าจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องพูดคุยให้ตรงประเด็นที่ต้นตอของปัญหา คาดการพูดคุยสันติสุข วันที่ 2-5 ก.ค. นี้ ตามด้วย "นายกอนุทิน" บินมาเลเซีย วันที่ 9-10 ก.ค. 2569 ‘พิพัฒน์’ ชี้ ขบวนการแสดงพลังก่อนเจรจา ตำรวจรัฐกลันตันแนะชะลอเดินทางเข้าชายแดนใต้ไทย
1 ก.ค. 2569 แหล่งข่าวผู้ติดตามกระบวนการพูดคุยสันติภาพจากฝั่งขบวนการ BRN ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุลอบวางระเบิดสถานีบริการน้ำมันพีที ในจังหวัดยะลาและปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ว่า เป็นความพยายามที่จะกดดันให้รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี แสดงเจตจำนงอย่างแน่วต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้ความสำคัญกับการพูดคุยสันติภาพอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่




“รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ต้องสื่อสารเพื่อส่งสัญญาณความมุ่งมั่นถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ให้ตรงประเด็น นั่นคือปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งการปกครองและเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงแค่บอกว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือการศึกษาแค่นั้น หมายถึงว่ารัฐบาลต้องมองไปที่ปัญหาต้นตอจริงๆ” แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวย้ำว่า การแสดงความมุ่งมั่นจริงจังของรัฐบาล ก็คือการให้ความสำคัญกับแนวทางสันติวิธี และกระบวนการพูดคุยเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก รัฐต้องให้น้ำหนักกับกระบวนการพูดคุยให้มาก เพราะจะทำให้ประชาชนรวมถึงฝ่ายคู่ทสนทนาด้วย เห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาล และสามารถตอบสนองต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งได้อย่างเต็มที่
เขากล่าวว่า ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุลอบวางระเบิดสถานีบริการน้ำมันหรือเหตุระเบิดที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาสจนทำให้ชาวมาเลเซีย 2 คนได้รับบาดเจ็บนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างความเสียหายต่อประชาชนโดยตรง แต่เป็นการส่งสัญญาณกดดันให้ฝ่ายการเมืองหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้อย่างจริงจังมากขึ้น โดยไม่ต้องเกรงใจว่าฝ่ายไหนจะคิดเห็นอย่างไร และไม่ปล่อยให้ระดับเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยลำพัง
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรายนี้ไม่ได้พูดถึง กรณีที่มีผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงอย่างชัดเจนมากนัก เพียงแต่ระบุถึงกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียถูกระเบิดเพราะขับรถตามหลังรถยนต์ของเจ้าหน้าที่เอง
คาดการพูดคุยสันติสุข 2-5 ก.ค. นี้ ตามด้วยนายกฯ บินมาเลเซีย 9 - 10 ก.ค. 2569
ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า กระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้อย่างเป้นทางการครั้งแรก ระหว่างคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กับคณะพูดคุยสันติภาพของขบวนการ BRN นำโดยนายอานัส อับดุลเราะห์มาน คาดว่าจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคมนี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
จากนั้นในวันที่ 9 - 10 กรกฎาคมนี้ นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยือนมาเลเซีย เพื่อหารือถึงการสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-มาเลเซียด้วย ซึ่งนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายกฯ จะไปหารือถึงการสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-มาเลเซียด้วย โดยเฉพาะการปิดท่าข้าม และการควบคุมคนข้ามแดนให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
‘พิพัฒน์’ ชี้ขบวนการแสดงพลัง ก่อนเจรจา
ส่วนความเคลื่อนไหวของรัฐบาล ไทยรัฐออนไลน์ รายงานวันนี้ (30 มิ.ย.69) ว่า ที่อาคารรัฐสภา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงเหตุการณ์ไม่สงบที่มีการลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันว่า เป็นเรื่องของขบวนการที่ต้องการเรียกร้อง เพราะจะมีการเจรจาเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งรัฐบาลจะหาแนวทางในการเจรจาเพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุด
“เพราะฉะนั้นก่อนการเจรจาที่จะเริ่มเป็นช่วงต้นเดือนหน้า มันก็ต้องมีเหตุการณ์รุนแรง ซึ่งขณะนี้ผมไม่ได้อยู่ในสมช.(สภาความมั่นคงแห่งชาติ) คงต้องไปเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หรือทางเลขา สมช.ว่า เหตุการณ์เหล่านี้เป็นอย่างไร แต่เท่าที่ทราบมันเป็นการเรียกร้องในสิ่งที่กำลังจะมีการเจรจา ซึ่งแน่นอนไม่ว่ากระบวนการใดๆ ในโลกนี้ในแต่ละประเทศ การเรียกร้องในสิทธิที่ตัวเองอยากจะได้ มันก็ต้องมีการแสดงถึงพลังที่เขาจะเรียกร้อง เพราะฉะนั้นวิธีต่างๆ ขอให้รอการเจรจาให้เรียบร้อยก่อน” นายพิพัฒน์กล่าว
ขณะที่นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.กล่าวว่า จากการรับฟังรายงานเบื้องต้นยังไม่เห็นชัดเจนว่าเป็นบุคคลใด แต่เชื่อว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพราะมีวิธีปฏิบัติคล้ายกับปั๊มน้ำมันอื่นๆ ที่เคยเกิดเหตุก่อนหน้านี้
ตำรวจรัฐกลันตันแนะชะลอเดินทางเข้าชายแดนใต้ไทย
ด้านเว็บไซต์ TV3 มาเลเซีย รายงานการแถลงของ ดาโต๊ะ โมฮัมหมัด ยูซอฟ มามัต ผู้บัญชาการตำรวจรัฐกลันตัน ว่า ได้แจ้งเตือนประชาชนมาโดยตลอดเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความปลอดภัยในพื้นที่ภาคใต้ของไทย พร้อมขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่มีความจำเป็น และขอให้ใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ยังคงไม่แน่นอน และยากต่อการคาดการณ์
