ฝ่ายนายจ้างยื่นหนังสือ ปธ.สภาฯ ร้องตรวจสอบผลกระทบจากมติ ครม.เมื่อ 24 ก.ย. 2567 ต่ออายุแรงงานข้ามชาติ พร้อมเรียกร้องไปยัง รมว.แรงงาน ทบทวนการดำเนินการต่ออายุแรงงานข้ามชาติรูปแบบใหม่ ลดราคาค่าดำเนินการและขั้นตอนจากประเทศต้นทาง
18 ธ.ค. 2567 ตัวแทนผู้ประกอบการจากกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าว นำโดย นิลุบล พงษ์พยอม สมาคมผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน กับนายจ้างในประเทศ เดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นจดหมายถึงประธานรัฐสภา ขอให้มีการตรวจสอบผลกระทบและข้อกังวลใจของนายจ้างต่อแนวทางการต่อใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าวในรูปแบบ MoU ตามมติคณะรัฐมนตรี 24 กันยายน 2567
นิลุบล กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการส่งจดหมายไปถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถึงความกังวลใจของกลุ่มนายจ้างที่จ้างงานแรงงานข้ามชาติ ต่อแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวปี 2567 ตามมติคณะรัฐมนตรี 24 ก.ย. 2567 ที่มีการเปิดให้มีการจัดการแรงงานข้ามชาติที่ไม่ถูกกฎหมายให้ได้รับการอนุญาตให้อยู่และทำงานในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว นอกจากนั้น ยังมีการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติที่ถือหนังสือเดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 ก.พ. 2568 ในลักษณะ MOU
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ตัวแทนผู้ประกอบการจากกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าว กล่าวถึงอุปสรรคในการต่ออายุทำงานแรงงานข้ามชาติของสถานประกอบการตนเอง ที่ระบบเปิดให้ดำเนินการภายใน 13 ก.พ. 2568 กับแรงงานข้ามชาติที่ต้องดำเนินการต่ออายุ 2.3 แสนคน แต่เวลาดำเนินการเหลือไม่ถึง 60 วันทำการ
นอกจากนี้ นายจ้างรายย่อยกว่า 3 แสนราย ต้องประสบปัญหาแบกรับค่าดำเนินการจำนวนมาก โดยเฉพาะต้นทุนการเดินทาง เนื่องจากสำนักงานของสถานทูตเมียนมามีเพียง 3 จังหวัด ได้แก่ กทม. เชียงใหม่ และระนอง ส่งผลให้นายจ้างภูมิภาคต่างๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ หรือคนที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม ต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทางไกล และค่าเสียเวลา เพื่อมาดำเนินการ อีกทั้ง ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางด้านเอกสารที่แพงขึ้นอย่างมาก รวมๆ แล้วเบ็ดเสร็จ 21,170 บาทต่อคน
นิลุบล กล่าวว่า เธอต้องสูญเสียเวลาเป็นอย่างมาก เพื่อออกมาเรียกร้องให้กรมจัดหางาน ภายใต้สังกัดกระทรวงแรงงาน พิจารณาถึงผลกระทบที่นายจ้างจะได้รับจากมติคณะรัฐมนตรี 24 กันยายน 2567
"มันไม่สนุกกับการที่ต้องมาทำงานตรงนี้ แต่ถ้ากระทรวงแรงงานยังสร้างภาระด้วยนโยบายแบบนี้ นายจ้างก็ยังเดือดร้อนกันอยู่ เราจึงจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไป" นิลุบล กล่าว
ก่อนที่นิลุบล จะเดินไปยังบริเวณหน้าทางเข้าของอาคารรัฐสภา เธอได้มีการตีระฆังด้านหน้าศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเดือดร้อนที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญจากมติ ครม. 24 ก.ย. 2567 หลังจากนั้นได้มีตัวแทนจากศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มารับจดหมายและยืนยันว่าจะส่งต่อจดหมายดังกล่าวให้กับประธานรัฐสภาต่อไป
นิลุบล พงษ์พยอม ยื่นหนังสือให้ตัวแทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์
โดยสาระสำคัญในจดหมายของกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าว ได้ยื่นข้อเสนอและข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้พิจารณาแนวทางการดำเนินการ ดังนี้
1. ขอให้มีการทบทวนแนวทางในการต่อใบอนุญาตทำงานกลุ่มที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดในวันที่ 13 ก.พ. 2568 ในรูปแบบ MoU โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานข้ามชาติจากเมียนมา ทั้งในเรื่องการต้องได้รับการอนุมัติจากประเทศต้นทาง การเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อดำเนินการตามแนวทางของประเทศต้นทาง หรือเงื่อนไขในการให้นายจ้างหรือบริษัทนำแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศ
2.การลงนามในสัญญาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของพม่าที่เป็นขั้นตอนที่มีความยุ่งยากและสร้างภาระเกินจำเป็น ควรพิจารณามาตรการการทำ MoU แบบพิเศษที่ให้ประเทศไทยดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวไปก่อน ตามระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ รวมทั้งพิจารณาในกรณีที่แรงงานข้ามชาติจากเมียนมาไม่สามารถดำเนินการขอหนังสือเดินทางหรือต่อหนังสือเดินทางได้ เนื่องจากข้อจำกัดของประเทศต้นทาง โดยปรับไปใช้มาตรการการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ บุคคลและทำทะเบียนประวัติและบัตรชมพูกับทางกระทรวงมหาดไทยแทน
3. เพื่อป้องกันการที่ทำให้แรงงานข้ามชาติหลุดระบบและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ลดภาระค่าใช้จ่ายให้สถานประกอบการและแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายต่างประสบปัญหาภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าหากใช้รูปแบบ MOU นี้อาจทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นถึง 12,000-15,000 บาทต่อคนหรือมากกว่านั้น จะเป็นการสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้สถานประกอบการ และฝั่งแรงงานข้ามชาติ
