Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประชาไทชวนถอดบทเรียนชายแดนใต้กว่าจะมี “ร่าง พ.ร.บ.สันติภาพ” คุยกับ “ตูแวดานียา ตูแวแมแง” จากนักกิจกรรมสู่เลขาธิการคณะสันติภาพภาคประชาชน ร่วมดันร่าง พ.ร.บ.สันติภาพ ตั้งกลไกที่ผูกพันทางกฎหมาย สร้างเอกภาพในฝ่ายรัฐ สร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ตูแวดานียาเผย 5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ ลุ้นสุดท้ายรัฐบาล “เพื่อไทย” และ “ทักษิณ ชินวัตร” จะสนับสนุนหรือไม่

 

16 ม.ค. 2568 ตูแวดานียา ตูแวแมแง เลขาธิการคณะสันติภาพภาคประชาชน เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการแนะนำตัวว่า “ผมเป็นนักกิจกรรมรณรงค์สันติภาพและปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะจากการบังคับใช้กฎหมายและการก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้”

ตูแวดานียามีบทบาทเคลื่อนไหวทางสังคมมายาวนาน แต่ท้ายที่สุดเขามองว่า อาศัยระบบรัฐสภา เป็นช่องทางการแก้ปัญหาที่มั่นคงยั่งยืนได้ โดยเฉพาะกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ที่ต้องไม่เดินไปหยุดไปเหมือนที่เป็นมา

แม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 ที่เขาลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคเสรีรวมไทยซึ่งรู้อยู่แล้วว่าโอกาสชนะยาก แต่นั่นก็เป็นความพยายามหนึ่งในแนวทางสันติวิธี และยังสามารถเสนอแนวทางแก้ปัญหาผ่านรัฐสภาได้

ตูแวดานียาพยายามที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติสันติภาพในนามคณะสันติภาพภาคประชาชน โดยเชื่อว่าจะเป็นหลักประกันการสร้างสันติภาพที่มั่นคงแน่นอน แต่อะไรคือปัจจัยสู่ความสำเร็จและสามารถบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ได้

ตูแวดานียา

ตูแวดานียา ตูแวแมแง เลขาธิการคณะสันติภาพภาคประชาชน

บทเรียนจากงานภาคสนาม

ตูแวดานียาเท้าความจุดเริ่มต้นการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพของตนเองว่า มาจากการร่วมชุมนุมที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีเมื่อปี 2550 ในฐานะนักศึกษา ท่ามกลางความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธอย่างเข้มข้น

“เราเริ่มต้นนับหนึ่งในการเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้าน เปิดพื้นที่กลาง เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบบ้าง ช่วยสื่อสารระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้าใจกัน เพื่อจะลดอคติต่อกันและไม่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง” ตูแวดานียา กล่าว

จากนั้น เขามาเป็นนักกิจกรรมภาคประชาสังคมและนักสิทธิมนุษยชน โดยพยายามจัดกิจกรรมรณรงค์หลายๆ ช่องทาง โดยเชื่อมกับกลไกกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เคยจัดเวทีบีจารอปาตานีร่วมกับหลายๆ องค์กรภายใต้เครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ 

ตูแวดานียาค้นพบว่า เวทีรณรงค์เหล่านั้นได้ผลลัพธ์เพียงการสร้างความรู้สึกตื่นตัวกับบรรยากาศทางการเมืองที่ทำให้ดูมีความหวังที่จะอยู่ในพื้นที่ได้ แต่ถ้าไม่มีหลักประกันความปลอดภัย ท้ายที่สุดชาวบ้านก็ย้ายออกไปอยู่ดี

 

ประสบการณ์ “กัมปงดามัย”

“จากงานรณรงค์ก็ขยับมาพัฒนาศักยภาพผู้นำในชุมชน ทั้งผู้นำศาสนา ฝ่ายปกครอง ฝ่ายบริหาร ผู้นำเยาวชนและสตรี นำร่องในชุมชนที่มีศักยภาพและมีประสบการณ์จากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้โครงการ “กัมปงดามัย”

โดยเลือกชุมชนเป้าหมาย 2 แบบคือ ชุมชนที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐมองว่าเป็นพื้นที่สีแดง กับชุมชนที่ฝ่ายขบวนการมองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายรัฐ หรือพื้นที่สีเขียว จังหวัดละ 2 ชุมชน

กัมปงดามัยคือการสร้างผู้นำขับเคลื่อนสันติภาพ/สันติสุขในระดับชุมชน ด้วยการทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละภาคส่วน โดยเฉพาะรัฐซึ่งชาวบ้านมองว่ามากดทับและใช้ความรุนแรงในทางกฎหมาย และยังให้ความรู้ด้านสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง สิทธิทางกฎหมาย ประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างคนพุทธกับมุสลิมในพื้นที่”

 

ความหวังและความตื่นตัว

“เนื่องจากช่วงนั้นคาบเกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพ ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งทำให้ชาวบ้านสนใจโครงการกัมปงดามัยมาก จนเกิดเครือข่ายที่มีแกนนำชุมชนพื้นที่สีเขียวกับพื้นที่สีแดง เกิดเป็นพื้นที่กลางการพูดคุยกันจนเกิดกระแสจากชุมชนรากหญ้าและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ว่า ต้องการสันติภาพ

แต่รัฐประหารเมื่อปี 2557 ได้เปลี่ยนบรรยากาศในพื้นที่ให้ซบเซาลง เพราะรัฐต้องการกระชับพื้นที่ให้แคบลงและไม่ยอมรับสถานะองค์กรของขบวนการที่จะเข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจกรรมในระดับชุมชนของโครงการกัมปงดามัย ทำให้ต้องกลับมาคิดใหม่ว่าจะทำอะไรต่อที่สามารถปรับเข้ากับบริบทการทหารนำการเมือง

“ในเวลานั้นผมเป็นนักวิจัยหัวข้อ ความคิดและปฏิบัติการทางการเมืองของพื้นที่สีแดง ค้นพบว่า พื้นที่สีแดงที่รัฐมองว่ามีปฏิสัมพันธ์กับขบวนการนั้น ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เป็นพื้นที่ที่มีความตื่นตัวทางการเมืองของชาวบ้านสูงมาก โดยเฉพาะการปกป้องรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมของตัวเอง และต้องการการยอมรับของสาธารณะด้วย” ตูแวดานียา กล่าว

 

แล้วความเชื่อมั่นก็หายไป

ในช่วงนั้นทิศทางสันติภาพกลายเป็นวังวนอยู่ที่เดิม ชาวบ้านสงสัยว่าทำไมยังไม่สามารถมีข้อตกลงของการพูดคุยได้ ทั้งๆ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2562 ซึ่งเราพยายามหาสาเหตุจนได้ข้อสรุปในเครือข่ายประชาสังคมว่า เพราะฝ่ายขบวนการและประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นมากพอต่อกระบวนการสันติภาพที่ดำเนินการโดยรัฐ โดยเฉพาะในยุค คสช.

จะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่นขึ้นมา ก็ได้ข้อสรุปว่าต้องให้กระบวนการสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติโดยกฎหมาย เพราะประเทศไทยไม่เหมือนฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซียที่มีผู้นำเป็นประธานาธิบดี คำสั่งของประธานาธิบดีเป็นเสมือนกฎหมาย ถ้าประธานาธิบดีต้องการเจรจาสันติภาพก็สามารถเจรจาได้เลย

ในกรณีของประเทศไทย ถ้านายกรัฐมนตรีต้องการเจรจา แต่ฝ่ายความมั่นคงมองว่ายังไม่ถึงเวลา มันก็จะสะดุดอยู่แค่นั้น ฉะนั้นต้องทำให้กระบวนการสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ มีความมั่นคงยั่งยืนของกลไกขับเคลื่อนสันติภาพผ่านอำนาจนิติบัญญัติ เพราะถ้ารอให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจหรือรัฐบาลออกคำสั่งอย่างเดียวก็แทบจะตั้งความหวังไว้ไม่ได้เลย

 

จุดเริ่มต้น ร่าง พ.ร.บ.สันติภาพ

เมื่อเรารู้ว่าต้องผลักดันเรื่องนี้ขึ้นมา จึงเชิญแกนนำภาคประชาสังคมมาประชุมกันว่า เราต้องร่างกฎหมายรองรับสถานะของกระบวนการสันติภาพโดยให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก ไม่ใช่หน่วยงานหรือองค์กรระหว่างประเทศมาเป็นเจ้าภาพแทนรัฐบาล

ที่ผ่านมารัฐปล่อยให้หน่วยงานต่างๆ เช่น สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ) ดำเนินการ เมื่อไปพูดคุยกันที่มาเลเซียกลับมาแล้วก็ไม่มีกลไกที่จะรองรับสู่การปฏิบัติตามข้อตกลง เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายรองรับ

ขั้นแรกเราต้องมีเนื้อหาในร่างกฎหมายก่อน จากนั้นก็จะทำเวทีรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อจะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาโดยตรง ซึ่งต้องมี 10,000 รายชื่อ

จำได้ว่าในช่วงหลังเลือกตั้งคนจากหลายพรรคการเมือง รวมทั้งอดีตผู้สมัคร ส.ส. และภาคประชาสังคมได้มาระดมความคิดเห็นกัน

อยู่ๆ คณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพที่มีจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธานก็ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐสภา ซึ่งมาจากการเสนอทั้งของพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติและพรรคก้าวไกล เพื่อจะศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

คณะทำงานสันติภาพภาคประชาชนจึงรีบร่างหนังสือเสนอจาตุรนต์ ขอให้บรรจุเรื่องการออก พ.ร.บ.สันติภาพเป็นวาระของคณะกรรมาธิการฯ ตอนนั้นตัวร่างยังไม่ชัดเจน แต่เสนอเป็นหลักคิดไปก่อน

ต่อมาวันที่ 18 ต.ค. 2566 ตูแวดานียาได้รับการทาบทามให้มาเป็นที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนของคณะกรรมาธิการชุดนี้ หลังจากนั้นวันที่ 21 ก.พ. 2567 ก็ได้ไปนำเสนอเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.สันติภาพที่คณะสันติภาพภาคประชาชนกำลังรณรงค์อยู่

 

ตั้งกลไกที่ผูกพันทางกฎหมาย

โดยร่างกฎหมายที่จะเสนอตอนนั้นในฐานะผู้ริเริ่มคือ ร่าง พ.ร.บ.สำนักอำนวยการบริหารกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโครงสร้างแบ่งเป็น 2 ปีก คือปีกของคณะพูดคุยสันติภาพระดับนโยบาย และปีกคณะอำนวยการสันติสุขระดับพื้นที่

แนวคิดคือจะให้มีการกระชับอำนาจการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพให้ยึดโยงกับนโยบายของรัฐบาล คือรัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักนี้ขึ้นมา

ต่างจากก่อนหน้านี้ ที่ สมช. เป็นเลขานุการของคณะพูดคุยที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีกลไกรองรับการขับเคลื่อนงานต่อ

ดังนั้น เพื่อให้ข้อตกลงต่างๆ จากการพูดคุยขยับไปข้างหน้าได้ เราจึงคิดกลไกที่จะต้องมีผลผูกพันทางกฎหมาย มิฉะนั้นก็เป็นแค่การพูดคุยไปเปล่าๆ

โดยเสนอให้จัดตั้งเป็นโครงสร้างใหม่ ซึ่งมารู้ตอนหลังว่าแนวคิดนี้คล้ายกับของฟิลิปปินส์ที่มีองค์กร OPAPP (Office of the presidential adviser on the peace process.)

จากนั้นวันที่ 15 พ.ค. 2567 จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชุดใหญ่ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวคิดร่างกฎหมายสันติภาพชายแดนใต้ขึ้นมา มีนัจมุดดีน อูมา เป็นประธาน และตูแวดานียาเป็นหนึ่งในคณะทำงานด้วยจากทั้งหมด 30 คน

 

เป็นส่วนหนึ่งของรายงานคณะกรรมาธิการสันติภาพฯ

ตูแวดานียาระบุว่า คณะทำงานชุดนี้ได้ประชุมกัน 5-6 ครั้ง จนได้ตัวร่าง พ.ร.บ.กระบวนการสันติภาพชายแดนภาคใต้ขึ้นมา ซึ่งมีสารตั้งต้นมาจากร่าง พ.ร.บ. ของตน โฟกัสไปที่กลไก โครงสร้าง องค์กร เพื่อให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลักในกระบวนการสันติภาพ และร่างของ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ที่โฟกัสไปที่การให้การคุ้มครองผู้มีส่วนได้สูญเสียกับกระบวนการสันติภาพ หรือ Immunity เพราะมองว่าการไม่มีกฎหมายคุ้มครองดังกล่าวจะไม่เกิดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะฝ่ายขบวนการที่จะเปิดเผยตัวเองหรือมีส่วนร่วมในการพูดคุย

ร่าง พ.ร.บ.กระบวนการสันติภาพชายแดนภาคใต้ จะเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชุดใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคณะกรรมาธิการฯ จะเสนอร่างกฎหมายเอง หรือเสนอเป็นหลักการและเหตุผลเท่านั้น แต่จะแนบตัวร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปด้วย

ส่วนจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายต่อไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ตูแวดานียา

 

ตูแวดานียา

 

ล่าหมื่นรายชื่อเสนอกฎหมาย

การเสนอกฎหมายของพรรคการเมือง ต้องให้ ส.ส. 20 คนรับรอง แต่ในฐานะภาคประชาชนไม่มีพลังพอที่จะไปขออนุเคราะห์จาก ส.ส. ถึง 20 คนให้ช่วยเสนอร่างกฎหมายให้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ได้ 10,000 รายชื่อ เดิมตั้งเป้าให้ได้ในปี 2567 เพื่อจะเสนอร่างกฎหมายตัวนี้

แต่เนื่องจากในช่วงปลายปีเกิดน้ำท่วมใหญ่ทุกพื้นที่จึงต้องหยุดชั่วคราว จะเริ่มอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธุ์ 2568 นี้ โดยจะรวบรวมรายชื่อจากการจัดเวที ทาง Social Media และทางเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและนอกพื้นที่

ที่สำคัญคือต้องมีการทำความเข้าใจด้วย ตูแวดานียาระบุ เราไม่อยากได้แค่จำนวนโดยไม่เข้าใจร่วมกันถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายสันติภาพ โดยในเวทีเราจะเสนอเฉพาะหลักคิดและเค้าโครงหลักมาใช้ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน

ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมาธิการสันติภาพยังไม่หมดวาระ คณะทำงานสันติภาพภาคประชาชนจะเปิดเผยร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อสาธารณะก็จะเป็นการเสียมารยาท หมดวาระเมื่อไหร่ก็เอามาเปิดเผยได้ ล่าสุดคณะกรรมาธิการสันติภาพได้ต่ออายุไปอีกจนถึงเดือนเมษายน 2568

เราจะให้มีเวทีทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช้เฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้น เพราะความขัดแย้งมันส่งผลกระทบกับคนไทยทั้งประเทศ เพียงแต่จะบังคับใช้ให้เกิดสันติภาพในพื้นที่

 

สร้างเอกภาพในฝ่ายรัฐ

การเสนอร่าง พ.ร.บ.สันติภาพ มาจากหลักคิดว่า ก่อนหน้านี้รัฐยังไม่เอกภาพมากพอ หน่วยงานต่างๆ ทำตามหน้าที่ของตัวเองโดยเฉพาะฝ่ายบริหารกับฝ่ายความมั่นคงที่ยังไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน

ทำไมฝ่ายความมั่นคง รัฐบาล ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และขบวนการ ไม่มาอยู่บนโต๊ะเดียวกัน มาร่วมคิดร่วมทำด้วยกัน แต่อยู่ดีๆ ประชาชนหรือองค์กรประชาสังคม จะไปเสนอตัวเข้าร่วมด้วยจะเสียมารยาทหรือไม่

ตราบใดที่ยังไม่มีโต๊ะทำงานร่วมของ 3 ตัวแสดงสำคัญ คือรัฐบาล ฝ่ายความมั่นคงและประชาชน สันติภาพในชายแดนใต้จะเกิดขึ้นยาก ถ้าแตกแยกกันขัดแย้งกัน ประชาชนก็ไม่เชื่อมั่นรัฐ ซึ่งไม่แน่ใจว่าขบวนการจะได้ประโยชน์หรือเปล่า

เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.สันติภาพที่คณะทำงานของนัจมุดดีนเป็นประธาน กำหนดโครงสร้างหลักๆ คือให้ตั้งคณะกรรมการสันติภาพถาวรระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้ สมช.เป็นคณะกรรมการ ซึ่งเดิม สมช.ทำหน้าที่เพียงร่างนโยบายและเป็นเลขานุการคณะพูดคุย แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่มากนัก

แต่คณะสันติภาพภาคประชาชนเสนอให้เพิ่มอีก 2 ตัวแสดงสำคัญ คือ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 4 ส่วนหน้า/แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นกรรมการระดับชาติด้วย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็น 2 โต๊ะ คือโต๊ะของรัฐบาลกับโต๊ะของฝ่ายความมั่นคง เราอยากให้สลายความเป็นโต๊ะใครโต๊ะมันเพื่อให้เกิดเอกภาพ

 

สร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน

ในส่วนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เสนอให้กลไกของสภาที่ปรึกษา ศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้รื้อฟื้นกลับมาแล้ว

โดยให้สภาที่ปรึกษา ศอ.บต. เป็นคณะกรรมการระดับพื้นที่ตามร่าง พ.ร.บ.สันติภาพด้วย แต่จะเพิ่มสัดส่วนที่มาจากประชาชนให้มากขึ้น โดยเสนอให้มีการเลือกตั้งตัวแทนอำเภอละ 1 คนไปเป็นกรรมการระดับพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติและเปิดพื้นที่กลางในการปรึกษาหารือสาธารณะนำเสนอความเห็น ความทุกข์ใจต่างๆไปยังคณะกรรมการระดับชาติ

ส่วนการอำนวยความสะดวกต่างๆ เสนอให้ ศอ.บต. ทำหน้าที่นี้ โดยปรับปรุงโครงสร้างอำนาจให้สามารถดำเนินการตามภารกิจที่เหมาะสมและจำเป็นต่อไป

สถานะของกฎหมายสันติภาพจะไม่บังคับใช้ถาวรตลอดไป แต่ออกแบบให้มีตัวชี้วัดที่เหมาะสมและเป็นวิทยาศาสตร์ในการมองไปข้างหน้าว่าต้องใช้เวลากี่ปีที่จะสร้างสันติภาพได้จริง

ถ้าทุกฝ่ายเห็นความสำคัญว่าเป็นวาระเร่งด่วนและจะหยุดความรุนแรงได้จริง และรัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลักได้จริงๆ เราได้กำหนดระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายนี้ไว้ 10 ปี

เมื่อครบ 10 ปีแล้วยังไม่มีสันติภาพเกิดขึ้นจริงๆ เราก็จะส่งเรื่องไปยังสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาใหม่เพื่อต่ออายุต่อไป เหมือน พ.ร.ก.ฉุกฉินที่ต่ออายุไปเรื่อยๆ ทุก 3 เดือน

 

เผย 5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ

คำถามคืออะไรคือปัจจัยความเสร็จของการผลักดัน พ.ร.บ.สันติภาพครั้งนี้ ซึ่งก็มีหลายอย่างคือ

1.      รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ต่างจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาจากการรัฐประหาร เชื่อว่ารัฐบาลจะเห็นด้วยกับการเสนอร่างกฎหมายสันติภาพ เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นประโยชน์กับรัฐบาลเองด้วย

2.   รัฐบาลปัจจุบันพยายามปรับโครงสร้างและเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงที่มีแนวคิดเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เช่อว่าจะเห็นด้วยกับการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้

3.      ประชาชนเบื่อหน่วยกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกคนต้องการที่จะให้เกิดสันติภาพ และสนับสนุนการออกกฎหมายสันติภาพ

4.      การเคลื่อนไหวของรัฐบาลหลายอย่างส่งผลดีต่อการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพคนใหม่ แต่การสร้างสันติภาพไม่จำเป็นต้องดำเนินการในทางเปิดอย่างเดียว ยังต้องดำเนินการในทางลับด้วย เช่น การที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เดินทางไปพบกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

5.   ความเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ่อของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็อาจเป็นไปในทางบวกกับการสร้างสันติภาพ เช่น ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียนของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ของมาเลเซีย และเชื่อว่าทักษิณกำลังเคลื่อนไหวในเรื่องการพูดคุยสันติภาพในทางลับอยู่ด้วยเหมือนกับที่เคยริเริ่มมาแล้วในสมัยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

 

สุดท้ายรัฐบาลเพื่อไทยและทักษิณ ชินวัตร

อย่างไรก็ตามการเสนอร่างกฎหมายสันติภาพของประชาชนนั้น จะต้องฝ่าอีกหลายด่าน จะทำอย่างไรหากไปต่อไม่ได้

ด่านแรก การล่ารายชื่อให้ได้ 10,000 รายชื่อ ด่านนี้ไม่น่ายาก

ด่านที่สอง ร่างกฎหมายจะได้รับบรรจุเป็นวาระของสภาหรือไม่ หากสภาไม่รับก็เท่ากับการไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนที่พยายามต่อสู้ในทางการเมืองผ่านระบบรัฐสภา

ด่านที่สาม เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว กฎหมายจะได้รับความเห็นชอบหรือไม่ ประเด็นนี้จำเป็นต้องอาศัยการการสนับสนุนจาก ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจจะต้องเชื่อมไปให้ถึงทักษิณ ชินวัตร ด้วยเช่นกัน จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ

ต้องทำความเข้าใจว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ.สันติภาพ เป้นความต้องการของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ เราเชื่อและหวังว่าทั้งรัฐบาล และทักษิณจะเห็นด้วยและสนับสนุน

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง