Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ปัจจุบันความเท่าเทียมทางเพศยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญในระดับสากลที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะในบริบทของกลุ่มคนข้ามเพศ อินเตอร์เซ็กส์ และนอนไบนารี ซึ่งกฎหมายไทยมีการรับรองสถานภาพทางกฎหมายของบุคคลที่จำแนกตามเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น ส่งผลทำให้พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมในพื้นที่สาธารณะ ทั้งการจ้างงาน การเข้ารับบริการด้านการสาธารณสุข การได้รับสวัสดิการสังคม การศึกษา การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ตลอดจนได้รับการปฏิบัติจากบุคคลอื่นอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม

การผลักดันให้มี พ.ร.บ.รับรองเพศ กลายเป็นความหวังสำคัญสำหรับการสร้างความเสมอภาคอย่างแท้จริง ภายหลังจากที่ประเทศไทย ผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 มกราคม 2568 แต่การรับรองเพศนั้นยังเป็นประเด็นที่การผลักดันกฎหมายยังไม่สำเร็จ และอยู่ระหว่างการดำเนินการของหลายกลุ่ม

  • คนข้ามเพศ (Transgender) เป็นผู้ที่พึงพอใจกับอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender identity) ที่ตรงข้ามกับเพศกำเนิดของตน ซึ่งได้รับการแปลงเพศที่ตัวเองต้องการแล้ว เเบ่งเป็น ผู้หญิงข้ามเพศ (transwoman) และ ผู้ชายข้ามเพศ (transman)
  • นอนไบนารี (non-binary) เป็นสำนึกทางเพศชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่ชายและหญิง ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานทางสังคม เป็นคำกว้างๆ ที่พูดถึงเพศต่างๆ ที่ไม่ใช่ชายและหญิง โดยนอนไบนารีเป็นร่มใหญ่ ที่แตกย่อยออกไปอีกคือสำนึกทางเพศหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างสองเพศ (androgyne) เป็นกลางหรือรู้สึกไม่มีเพศ (agender) หรือมีเพศที่ลื่นไหลไปมา (Gender Fluid) หรืออื่นๆ
  • อินเตอร์เซ็กส์ (Intersex) เป็นผู้ที่เกิดมามีลักษณะทางกายภาพที่ไม่เป็น ชาย-หญิง ชัดเจน หรือไม่สามารถระบุเพศชัดเจนได้ โดยมีทั้งการเกิดมามีอวัยวะสืบพันธุ์ของทั้งสองเพศ ปริมาณฮอร์โมนหรือโครโมโซมเพศที่ผิดปกติ หรือแม้กระทั่งลักษณะด้านอื่นๆ ที่ค่อยๆ ปรากฎเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์

จากรายงานการวิจัยเรื่อง "ความต้องการ ปัญหา อุปสรรคของบุคคลข้ามเพศเกี่ยวเนื่องกับการรับรองสถานภาพและคํานําหน้านาม” (Thai TGA,2558) จากกลุ่มเป้าหมายที่มีส่วนร่วม 265 คน พบว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต้องพบกับปัญหาการรับรองเพศสภาวะทางกฎหมาย ดังนี้ 

  • 80% ปัญหาเรื่องสิทธิสุขภาพ และความมั่นคงทางสังคม ปัญหาเรื่องสิทธิสุขภาพ และความมั่นคงทางสังคม 
  • 49.73% ปัญหาเรื่องการรับเข้าทํางาน 
  • 49.49% ปัญหาเรื่องข้อกฎหมายรับรองเพศสภาวะ 
  • 47.73% ปัญหาเรื่องการยอมรับจากคนในครอบครัว 

สิทธิในการกำหนดเจตจำนงในตนเองและได้รับการรับรองโดยกฎหมายเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่สำหรับกลุ่มอินเตอร์เซ็กส์ คนข้ามเพศ และนอนไบนารี ยังคงประสบปัญหามากมายในชีวิตประจำวัน เพราะเพศสถานะทางกฎหมายที่ปรากฏในเอกสารแสดงตัวตนต่างๆ ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของพวกเขา 
เรื่องทั่วๆ ไป ในชีวิต เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร หรือการขอเอกสารการเดินทางไปต่างประเทศ สามารถก่อให้เกิดการคุกคาม และความรุนแรง การถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารปลอม ทําให้บ่อยครั้งบุคคลข้ามเพศถูกบังคับให้ต้องเปิดเผยเพศที่ถูกกําหนด ณ แรกเกิด แม้เจ้าตัวจะไม่ต้องการเปิดเผยก็ตาม ดังนั้น การขาดการรับรองเพศสถานะจึงทําให้เกิดการกีดกันทางสังคม การตีตรา การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรง เมื่อบุคคลนั้นถูกรับรู้ว่า แตกต่างไปจากบรรทัดฐานทางเพศ เพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศและ หรือการแสดงออกไม่ได้สอดคล้องไปกับเพศที่ถูกกําหนด ณ แรกเกิด ดังนั้นเป้าประสงค์ของการรับรองเพศสถานะทางกฎหมายจึงเป็นไปเพื่อแก้ไขช่องว่างดังกล่าว และเป็นการให้การรับรองเพศสถานะ

โฆษณา - Advertising

ทำไมต้องมี พ.ร.บ.รับรองเพศ?

ผศ.ดร.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) กล่าวถึงผลกระทบจากการไม่มี พ.ร.บ.รับรองเพศ ว่า เครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการรายงานเรื่องราว โดยรวบรวมประสบการณ์ที่กระะจัดกระจายของพี่น้องคนข้ามเพศ ในเรื่องการดำเนินชีวิตต่างๆ สิทธิในการเคลื่อนย้ายไปต่างประเทศ คนที่ข้ามเพศ ไม่สามารถจะไปในบางประเทศได้เพราะถูกตั้งคำถามกับรูปลักษณ์และคำนำหน้านามที่ไม่ตรงกันว่าเป็น ‘นาย’ แต่ทำไมรูปลักษณ์เป็นผู้หญิง ซึ่งบางประเทศกังวลถึงความมั่นคงของประเทศเขา ความกังวลในการก่ออาชญากรรม การสมัครงาน แล้วคำนำหน้าไม่ตรงกับเพศสภาพ การถูกเลือกปฏิบัติในการทำงานที่ต้องทำงานให้ตรงกับเพศกำเนิด การถูกเลือกปฏิบัติซ้ำซ้อน เช่น ไปยื่นเอกสารในหน่วยราชการ การทำบัตรประชาชน ก็จะถูกเรียกคำนำหน้านามเป็นชาย ทั้งที่ร่างกายเปลี่ยนไปแล้ว เป็นการนำเสนอตัวตนทางเพศที่เขาไม่ได้ยินยอม จากการพูดคุยกับทางราชการ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะเลือกปฏิบัติ แต่ตามเอกสารเป็นคำนำหน้านี้ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก

ผศ.ดร.รณภูมิ สามัคคีคารมย์

ผศ.ดร.รณภูมิ กล่าวถึง ความสำคัญของพ.ร.บ. รับรองเพศว่า มันจะช่วยในการลดการเลือกปฏิบัติในส่วนที่เป็นกฎหมายได้ อาจจะไม่ทั้งหมด เพราะว่าการเลือกปฏิบัติมาจากความเกลียด ความไม่เข้าใจลักษณะของคน แต่กฎหมายช่วยปลดล็อค ให้คนข้ามเพศ อินเตอร์เซ็กส์ และ นอนไบนารี ได้รับสิทธิที่พึ่งมี แต่ถูกพรากไปตั้งแต่เกิด คืนสิทธิที่พึงมีพึงได้รับ กฎหมายนี้ไม่ได้เป็นการให้อภิสิทธิพิเศษกับคนบางเพศ แต่เป็นสิทธิที่พึงมีแต่โดนยกเว้นการระงับสิทธิ

คิว คณาสิต พ่วงอำไพ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Non-binary Thailand และเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘นอกกล่องเพศ ; NON-BINARY’ แสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกันว่า พ.ร.บ.รับรองเพศ ต้องการแก้ไขปัญหาสุขภาวะ ของคนข้ามเพศ นอนไบนารีและอินเตอร์เซ็กส์ ในการดูแลร่างกาย  ในการติดต่อราชการ ในการเดินทางออกนอกประเทศ เพราะคำนำหน้าไม่ตรง กับภาพลักษณ์ที่ปรากฎ ก็จะถูกตรวจสอบ

โฆษณา - Advertising

คณาสิต พ่วงอำไพ

“หรือเวลาป่วย ผู้หญิงข้ามเพศก็ต้องไปนอนร่วมกับผู้ชาย อาจถูกล่วงละเมิด เนื่องจากรูปลักษณ์ที่เป็นหญิง ทำให้คนข้ามเพศส่วนหนึ่ง ไม่อยากที่จะเข้าโรงพยาบาล ถ้าไม่ได้เจ็บป่วยหนักจริงๆ เพราะว่าเหน็ดเหนื่อยกับการให้บริการที่อยู่ในระบบสองเพศ ไม่เคารพ และไม่ครอบคลุมตัวตนพวกเขา หรือการติดต่อสถานที่ราชการ โดยรวมมีแต่ความเดือดร้อน เนื่องจากการไม่ถูกรับรองเพศสภาพ ที่ถูกต้องในเอกสารราชการ  จะทำอะไรก็ลำบาก ส่งผลกระทบทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ” คิว คณาสิตกล่าว 

นาดา ไชยจิตต์ อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ผู้ร่วมก่อตั้ง Intersex Thailand และผู้ยกร่าง พ.ร.บ.รับรองการกำหนดเจตจำนงในอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และ คุณลักษณะทางเพศของบุคคล พ.ศ....

นาดา ไชยจิตต์

โฆษณา - Advertising

อาจารย์นาดา ไชยจิตต์ กล่าวว่า สิทธิในการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคล ใช้หลักเพศกำเนิด กำหนดให้บุคคลเกิดมาเป็นได้เพียงเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น แต่บุคคลอินเตอร์เซ็กส์ซึ่งมีเพศสรีระทางชีววิทยาที่หลากหลาย ซึ่งมีจำนวนราว 1.7% ของประชากร ต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกผ่าตัดบังคับเลือกเพศโดยแพทย์และผู้ปกครอง โดยที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้กำหนดเพศด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่สิทธิในเนื้อตัวร่างกายนี้เป็นของบุคคลอินเตอร์เซ็กส์เอง

ความพยายามขับเคลื่อนความเท่าเทียมและการรับรองเพศ

The Yogyakarta Principles plus 10 ซึ่งมีหลักการยอร์กยากาตา ปี 2007 และปี 2017 รวมแล้วมีหลักการทั้งหมด 39 ข้อ ที่เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนให้ก้าวไปสู่การเคารพความแตกต่างหลากหลาย และความเสมอภาคทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหัวข้อที่ 31 ได้ระบุว่า

"มนุษย์ทุกคนย่อมถูกรับรองในการก้าวถึงสิทธิทางกฎหมายโดยไม่ถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนสรีระหรือเปิดเผยเพศ มีสิทธิในเพศสภาพหรือความพึงพอใจทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และลักษณะทางเพศสรีระ มนุษย์มีสิทธิในการเข้าถึงเอกสารทางกฎหมายที่ใช้ ในการรับรองอัตลักษณ์ที่รวมถึงสูติบัตร ไม่ว่าเขาจะพึงพอใจทางเพศ เพศสภาพ การแสดงออกถึง เพศสรีระแบบใดก็ตาม มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการเปลี่ยน อัตลักษณ์ทางเพศของตนในเอกสารทุกฉบับที่มีข้อมูลเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ”

โดยกฎหมายเกี่ยวกับการรับรองสิทธิในอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ อันถือเป็นต้นแบบของประเทศต่างๆ ในปัจจุบันแล้ว ได้แก่

โฆษณา - Advertising
  • กฎหมายว่าด้วยเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศและการดูแลสุขภาพของบุคคลข้ามเพศ (The Argentinean Gender Identity and Health Comprehensive Care for Transgender People Act 2012) ของประเทศอาร์เจนตินา
  • ในปี ค.ศ. 2013 ประเทศออสเตรเลียได้กําหนดแนวทางปฏิบัติของรัฐบาล ออสเตรเลียว่าด้วยการรับรองเพศและเพศสภาพ (Australian Government Guidelines on the Recognition of Sex and Gender 2013) เพื่อกําหนด หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับสิทธิในอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคลให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  • ในปี ค.ศ. 2015 ประเทศมอลตาได้ตรากฎหมาย ว่าด้วยอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศและคุณลักษณะทางเพศ (The Gender Identity, Gender Expression and Sex Characteristics Act 2015) ซึ่งกําหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการรับรองสิทธิในอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ รวมถึงกําหนดกระบวนการขั้นตอนเกี่ยวกับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของกลุ่ม บุคคลข้ามเพศและบุคคลอินเตอร์เช็ก บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างชัดเจน กล่าวคือ บุคคลย่อมมีสิทธิในการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพตามหลักการแสดงเจตจํานงของบุคคล(Self-Determination) โดยจะต้องไม่ถูกบังคับให้เข้าสู่กระบวนการรักษาทางการแพทย์ หรือถูกบังคับให้ยื่นเอกสารทางการแพทย์เพื่อเป็นหลักฐานแสดงถึงความผิดปกติด้านอัตลักษณ์ทางเพศสภาพในการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ สภาพตามกฎหมายแต่อย่างใด

สำหรับประเทศไทย เคยมีคำพิพากษาศาลฏีกาที่ 157/2524 ไม่ยอมรับสถานะทางกฎหมายของนายชุมพล ศิลปะประจำพงษ์ ที่เรียกร้องว่าเมื่อเขาได้รับการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว ย่อมควรได้รับสถานะเพศหญิงทางกฎหมาย ซึ่งศาลฏีกาวินิจฉัยว่า เพศของบุคคลธรรมดานั้น กฎหมายรับรองและถือเอาตามเพศที่ถือกําเนิดมา และคําว่า ‘หญิง’ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง คนที่คลอดลูกได้ ผู้ร้องถือกําเนิดมาเป็นชาย ถึงหากจะมีเสรีภาพในร่างกายโดยรับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศเป็นอวัยวะเพศของหญิงแล้วก็ตาม แต่ผู้ร้องก็รับอยู่ว่าไม่สามารถมีบุตรได้ ฉะนั้นโดยธรรมชาติและตามที่กฎหมายรับรองผู้ร้องยังคงเป็นเพศชายอยู่ และไม่มีกฎหมายรับรองให้สิทธิผู้ร้องขอเปลี่ยนแปลงเพศที่ถือกําเนิดมาได้

เส้นทางการรับรองเพศหลากหลายในประเทศไทย

การผลักดัน พ.ร.บ.รับรองเพศ ในประเทศไทยเป็นการเดินทางที่ยาวนานและซับซ้อน หลายภาคส่วนได้ขับเคลื่อนร่างกฎหมาย ซึ่งมีอยู่หลายกลุ่ม หลายฉบับ ดังนี้

1) ร่างพระราชบัญญัติรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ หรือ GEN-ACT) เป็นร่างที่ภาคประชาชนร่างขึ้น โดยใช้กลไกเข้าชื่อเสนอกฎหมายซึ่งต้องรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (อายุ 18 ปีขึ้นไป) อย่างน้อย 10,000 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอบรรจุวาระเพื่อพิจารณาหลักการในสภา

2) ร่างพระราชบัญญัติรับรองเพศ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ) ซึ่งผลักดันโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว โดยร่างกฎหมายที่หน่วยงานรัฐจัดทำ ขณะนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอต่อสภา

โฆษณา - Advertising

3) ร่างพระราชบัญญัติการรับรองเพศ คำนำหน้านาม และการคุ้มครองบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ) นำโดย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ พรรคประชาชน พร้อมคณะ ก่อนหน้านี้ 21 ก.พ.2567 สภาเคยโหวตคว่ำร่างของพรรคก้าวไกลในวาระ 1  ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่

4) ร่างพระราชบัญญัติรับรองการกำหนดเจตจำนงในอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และ คุณลักษณะทางเพศของบุคคล พ.ศ.... (ร่างพ.ร.บ.รับรองการกำหนดเจตจำนงในอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ) นำโดย นาดา ไชยจิตต์ และองค์กร Intersex Thailand ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรวมรวบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (อายุ 18 ปีขึ้นไป) อย่างน้อย 10,000 คนเพื่อเสนอกฎหมาย

คิว คณาสิต พ่วงอำไพ กล่าวว่า ระบบกฎหมายไทย และหลายๆ ประเทศทั่วโลก เป็นระบบ Gender Binary หรือ ระบบกฎหมายสองเพศ คือ มีพูดถึงแค่ชายกับหญิงมาโดยตลอด ซึ่งกระทบกับกลุ่มที่ไม่ใช่ชายหญิงทั้งหมด ซึ่งพวกเราเหล่านี้ก็จะไม่มีตัวตนในกฎหมาย พอไม่มีตัวตนในกฎหมาย ก็ไม่ได้รับการปกป้อง ไม่ถูกมองเห็น ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคำนำหน้านาม ยังคงต้องเป็นเพศกำเนิดชายและเพศกำเนิดหญิงต่อไปถึงแม้จะเป็นนอนไบนารี ซึ่งละเมิดสิทธิในการระบุเจตจำนงค์ (Self-Determination)  ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน นอกจากนี้กลุ่มนอนไบนารีไทยแลนด์ได้ร่วมทำงานกับภาคประชาสังคมมาโดยตลอดในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะต่อให้เราได้รับการยอมรับ หรือรู้จักมากขึ้นในสังคม แต่ปัญหาคือ เราไม่เป็นที่รู้จักหรือมีตัวตนในทางกฎหมายเลย การเปลี่ยนแปลงกฎหมายระบบสองเพศ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศมีตัวตน ในทางกฎหมาย และแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเราได้ทั้งหมด นี้คือสาเหตุที่เราต้องขับเคลื่อนเรื่องการรับรองเพศ ร่วมกับชุมชนคนข้ามเพศ และอินเตอร์เซ็กส์

คิวกล่าวถึงเรื่องคำนำหน้านอนไบนารีว่า กลุ่มนอนไบนารี ไทยแลนด์ มีข้อเสนอในเรื่องการใช้คำนำหน้าว่า ‘นาม’ หรือ ‘คุณ’ ตอนนี้คำว่า ‘คุณ’ สามารถใช้โดยทั่วไป เป็นหนึ่งในคำนำหน้านามที่เป็นกลางทางเพศ โดยมีการเสนอคำนำหน้าว่า ‘นาม’ ไปในร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ ฉบับ พรรคประชาชน

ด้านผศ.ดร.รณภูมิ กล่าวถึงความเป็นมาในการขับเคลื่อน พ.ร.บ.รับรองเพศว่า การขับเคลื่อนเรื่องการรับรองเพศ และเปลี่ยนคำนำหน้ามีมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่คุณนก ยลดา สวนยศ ที่นิยามตนเองเป็นคนข้ามเพศอย่างชัดเจน ได้เจอความไม่สะดวกและข้อจำกัดสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากรูปลักษณ์ที่ต่างจากคำนำหน้านาม เรื่องการรับรองเพศ ถูกขับเคลื่อนจนมาถึงปี 2558 เป็นเวลา 10 ปี ที่เครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชนได้สร้างการรับรู้ให้กับคนในสังคมในเรื่องการยอมรับความหลากหลายทางเพศโดยเครือข่ายทำหน้าที่เป็นกองเลขาในการร่วมเป็นกลไกหลักสำหรับภาคประชาชนในการหารายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และระดมเสียงจากองค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนด้านสิทธิของคนข้ามเพศ มารวมตัวกันร่างพระราชบัญญัติรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศ พ.ศ. .... หรือ GEN-ACT โดยได้รับการสนับสนุนจากทาง UNDP ระหว่างมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และสมาคมบุคคลข้ามเพศแห่งประเทศไทย มีขั้นตอนการทำเอกสารยืนยันเปลี่ยนเพศ ใช้สำเนาสูจิบัตรอย่างเดียว และเอกสารอื่นตามเจ้าหน้าที่ร้องขอ โดยคำนำหน้าที่สามารถเปลี่ยนได้ จากข้อคิดเห็นของเครือข่ายทั้ง 4 ภาค คือ นาย นาง นางสาว และไม่ระบุเพศ ภาษาอังกฤษ คือ M  F และ  X สำหรับผู้คนที่ไม่อยากระบุเพศ

 โดยความสําคัญ 5 ข้อ ที่ต้องมีในร่างพ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ หรือ GEN-ACT คือ

  1. บุคคลทุกคนย่อมมีเจตจํานงในการเลือกเพศให้กับตัวเองได้
  2. อายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ สามารถเลือกเพศให้กับตัวเองได้ หากต่ำกว่า 15 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นเอกสารเพื่อจดแจ้งต่อนายทะเบียน (ไม่ต้องขอใบรับรองแพทย์)
  3. กรณีบุคคลอินเตอร์เซ็กห้ามบุคคลอื่นเลือกเพศให้ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พ่อแม่ หรือบุคคลอื่น ฝ่าฝืนมีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 237 (2) ที่ทําให้เสียอวัยวะสืบพันธุ์
  4. รับสิทธิสุขภาพถ้วนหน้า รับคําปรึกษาเรื่องเทคฮอร์โมนอย่างถูกวิธี จนถึงการเปลี่ยนเพศอย่างเหมาะสม
  5. ผลหลังจากจดแจ้งต่อนายทะเบียน เช่น เปลี่ยนคํานําหน้า ให้สอดคล้องตามเพศสภาพ เปลี่ยนข้อมูลเพศ สิทธิตามกฎหมายแรงงาน สิทธิยุติการตั้งครรภ์ถูกกฎหมาย สิทธิคุ้มครองเพศใหม่ เป็นต้น

อาจารย์นาดา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีส่วนร่วมเป็นกรรมการร่างพ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ ฉบับ GEN-ACT อยู่ช่วงหนึ่ง และภายหลังออกมาทำร่างพระราชบัญญัติรับรองการกำหนดเจตจำนงในอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และ คุณลักษณะทางเพศของบุคคล พ.ศ.... แยกอีกฉบับ เนื่องจากการใช้ถ้อยคำที่เกี่ยวกับบุคคลอินเตอร์เซ็กส์ ในเวลานั้นยังไม่ตอบโจทย์ โดยใช้แนวทาง Self-Determination เพื่อให้ผู้คนสามารถกำหนดอัตลักษณ์เพศของตนเองได้ตลอดชีวิต และอาศัยร่างกฎหมายมอลตาเป็นหลัก

จากการประชุมกับองค์กรอินเตอร์เซ็กส์ระดับนานาชาติ ประเทศออสเตรเลีย ผ่านกฎหมายที่เกี่ยวกับความการคุ้มครองบุคคลอินเตอร์เซ็กส์เป็นประเทศแรกของโลก อาจารย์นาดาจึงใช้คำว่า ‘อินเตอร์เซ็กส์’ เป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะทางเพศที่หลากหลายโดยธรรมชาติแทน เพื่อยืนยันว่าธรรมชาติมีคนเป็นอินเตอร์เซ็กส์เกิดมาตลอดเวลา

ในส่วนของอายุในการเลือกเพศสภาพของตนเอง คือ บุคคลมีสิทธิในการแสดงเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านาม เมื่ออายุ 18 ปีบริบูรณ์ ถ้ามีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ใช้กลุ่มองค์กรสหวิชาชีพทำงานร่วมกับเด็ก โดยอาศัยอัยการเฉพาะกิจที่มีความเชี่ยวชาญในคดีเด็ก ไปยื่นขอต่อศาล ในกรณีที่ผู้ปกครองเห็นพ้องต้องกันกับเด็ก สามารถดำเนินการได้ตามปกติ แต่ว่าในกรณีที่ผู้ปกครองไม่ได้เห็นพ้องต้องกันกับเด็ก ต้องอาศัยการตีความยึดหลักในเรื่องประโยชน์สุขสุดของเด็กเป็นสำคัญ โดยทำงานกับสหวิชาชีพเพื่อไปยืนต่อศาล เมื่อมีคำพิพากษ์สั่งมาแล้ว เด็กก็สามารถที่จะนำไป ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองอัตลักษณ์ทางเพศได้

ความกังวลต่อพ.ร.บ.รับรองเพศ?

คิว คณาสิต กล่าวถึงกระแสต่อต้านการมี พ.ร.บ.รับรองเพศ ว่า ช่วงแรกๆ ที่เราทำประเด็นเรื่องสมรสเท่าเทียม ย้อนกลับไป 20 ปี มีแต่กระแสต่อต้าน เรื่องคนเพศเดียวกันมาแต่งงานว่าจะทำลายสถาบันครอบครัว โลกจะเกิดวิกฤต รวมถึงการหลอกแต่งงานกัน แต่ทุกวันนี้ ถ้าจะหลอกกันไม่ได้เกี่ยวกับเพศ การหลอกแต่งงานเกิดขึ้นได้กับทุกคน การคบซ้อน แต่งงานซ้อนก็มี หรือปัญหาการเกิดที่น้อยลงเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ เป็นคนละเรื่องกับเรื่องเพศ ซึ่งเป็นมายาคติในสังคมชายเป็นใหญ่ รวมถึงมายาคติแบบกลุ่มโฮโมโฟเบีย หรือ อาการเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศ

คิว คณาสิต กล่าวต่อว่า เมื่อปี 2561 มิวเซียมสยามจัดนิทรรศการว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ มีกล่องรับความคิดเห็นเรื่อง สมรสเท่าเทียม พบว่า 70-80% คนเห็นด้วยและเข้าใจแล้ว แต่พอเป็นเรื่องการรับรองเพศกลับตรงกันข้ามเลย มีแต่การต่อต้าน 70-80% เพราะสังคมยังไม่เข้าใจ การรับรองเพศไม่ได้กระทบกับคนตรงเพศเลย และเป็นกฎหมายที่มีแต่ผลดีกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ  นอนไบนารี ให้มีการดำรงชีวิตได้อย่างดี มีความสุข และมีคุณค่า กฎหมายนี้ไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่น แค่บรรเทาความเดือดร้อน ของกลุ่มคนอินเตอร์เซ็กส์  นอนไบนารี  และคนข้ามเพศเท่านั้น

ผศ.ดร.รณภูมิ กล่าวว่า จากการการประชุมเรื่อง Thailand Pride กับเศรษฐา ทวีสิน ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี มีทีมขับเคลื่อนเรื่องสมรสเท่าเทียม การรับรองเพศ และการค้าประเวณี พูดคุยถึงสาเหตุที่กฎหมายไม่ผ่าน โดยหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความมั่นคงเป็นกังวลในเรื่องการหาอัตลักษณ์ที่แท้จริง กระทรวงสาธารณสุขกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์ รวมถึงการใช้สิทธิและสวัสดิการ เมื่อมีการเปลี่ยนคำนำหน้าไปแล้ว ต้องใช้สิทธิใหม่หรือเก่า และช่วงที่กฎหมายเข้าสู่รัฐสภา จากกระบวนการรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ของรัฐสภา มีความคิดเห็นสะท้อนถึงความกลัวเรื่องผู้สืบสกุล เรื่องการหลอกแต่งงาน ส่งผลให้เปอร์เซ็นความไม่เห็นด้วยมากกว่า

จากการอภิปราย ในสภาผู้แทนฯ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 มีข้อกังวลเกี่ยวกับพ.ร.บ.รับรองเพศ ดังนี้

  • การเปลี่ยนคํานําหน้านาม : หากมีการเปลี่ยนกลับไปกลับมาจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมหรือไม่ หากยินยอมให้มีการเปลี่ยนคํานําหน้านามโดยให้สิทธิว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว สามารถเปลี่ยนได้เองตามที่ตัวเองต้องการ อาจสุ่มเสี่ยงก่ออาชญากรรมมากเกินไป
  • การแบ่งแยกนักโทษชายหญิง : สมมติเพศทางเลือกมีจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพ กระทําผิดแล้วเข้าไปอยู่ในเรือนจํา เขาต้องอยู่ร่วมกับผู้ต้องขังชายหรือหญิง
  • เปลี่ยนคํานําหน้านามแล้วจะสร้างความเป็นธรรมได้จริงหรือ เราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวเองมากกว่า เราสามารถผลักดันให้ผู้มีอํานาจใช้กลไกทางกฎหมายสร้างความเป็นธรรม เป็นรูปธรรมได้ดียิ่งกว่าการเปลี่ยน นาย เป็น นาง เปลี่ยน นาง เป็น นาย
  • หากคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนคํานําหน้านาม ยื่นคําขอต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้สามารถออกเอกสาร ให้จัดทําเอกสารหรือให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเอกสารได้ จะมีคนไปติดต่อหน่วยงานราชการจํานวนมาก ทำให้ต้องใช้งบประมาณในการเปลี่ยนข้อมูลในการจัดทําบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สูติบัตร หนังสือเดินทาง ใบขับขี่ เอกสารสิทธิต่างๆ สร้างความสับสนอลหม่าน
  • สิทธิที่เรียกร้องนั้นละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นหรือไม่ และต้องระมัดระวังถึงผลกระทบที่จะตามมา หลักข้อเท็จจริงที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ในหลักการของอิสลามแล้ว สิ่งที่จะธํารงโลกนี้ได้คือ มนุษย์ เพศชายและเพศหญิง ฉะนั้นเมื่อสภาแห่งนี้พยายามที่จะมาแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวจังเป็นห่วงว่าจะกระทบกับความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนของคนไทยอีกหลายสิบล้านคน

กฎหมายจะช่วยล็อค ไม่มีสิทธิหลอกกัน

อาจารย์นาดา กล่าวว่า สำหรับความกังวลในเรื่องการหลอกแต่งงาน การจดเทียนสมรส เป็นนิติกรรมสัญญาประเภทหนึ่งหนอง ซึ่งถือว่าคุณสมบัติของผู้ที่เราจะจดเทียนสมรสด้วย เป็นสาระสำคัญ เป็นเรื่องที่จะต้องรู้ โดยคู่สมรสมีสิทธิที่จะร้องขอรับทราบ เพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย หรือการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมศัยกรรม ตำรวจสามารถสืบประวัติอาชญากรรมได้ตามกฎหมาย ปัญหาในเรื่องของการทำธุรกรรมยังเหมือนเดิม สามารถใช้ Biometrics ในการเข้าถึงข้อมูลเดิมได้

ผศ.ดร.รณภูมิ กล่าวว่า ถึงมีการจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่หลายเรื่องยังรอกฎหมายเพศสภาพ ทั้งเรื่องการเป็นผู้ปกครองของเด็ก ทั้งการรับบุตรบุญธรรมและการใช้เทคโนโลยีเจริญพันธ์ุ ซึ่งกฎหมายยังยึดบุพพการีตามชีววิทยา หรือตามคำนำหน้านาม ถ้าปรับได้จะช่วยให้ภูมิทัศน์ในเรื่องสมรสเท่าเทียมเปลี่ยนไป ช่วยปลดล็อคหลายเรื่อง แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่จะระเบิดอคติทางเพศที่มีในสังคมมาเป็นเวลานาน ความเกลียดกลัว เช่นการจะแต่งงานไม่แน่ใจว่าแต่งกับใคร รับรองเพศสภาพมาไหม มีลูกได้ไหม มาหลอกแต่งงานไหม เรื่องการหนีคดี การหนีทหาร ซึ่งถ้าเรามีการแก้กฎหมายดีแล้ว กฎหมายจะช่วยล็อค ไม่มีสิทธิหลอกกัน ถ้ามีการหลอกก็ใช้กฏหมายแพ่งพิจารณาและก่อนแต่งงานมีประกาศว่ารับรองเพศมาไหม และในระบบยุติธรรมไทย มีการใช้ Biometric fingerprint scanner ในการตรวจสอบตัวตน

จากรายงานผลการศึกษา ผลการใช้กฎหมายรับรองเพศสภาพ กรณีประเทศอาร์เจนตินา มอลตา และไอซ์แลนด์ พบความน่าสนใจดังนี้

  • ประเด็นปัญหาการใช้สิทธิไม่สุจริต 

ในทุกประเทศของสหภาพยุโรปที่มีการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ไม่ปรากฏรายงานว่ามีผู้ใช้ สิทธิโดยไม่สุจริต หรือมีเจตนากระทําความผิดในทางอาญา ประเทศที่ให้การรับรองเพศสภาพบนพื้นฐานของการกําหนดเจตจํานงของตนเองนั้นยังมีมาตรฐาน ในการคุ้มครองสิทธิของสตรี และสร้างหลักประกันในความเท่าเทียมระหว่างเพศในระดับสูง โดยการปรากฏถึงหลักฐานของการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนากระทําความผิดในทางอาญา ดังกล่าวนี้เอง ย่อมเป็นข้อสนับสนุนได้อย่างดีว่า การกําหนดเพศสภาพตามเจตจํานงของบุคคลนั้น ไม่ได้เป็นการเบียดบัง หรือเป็นภัยต่อพื้นที่สตรีและยังเป็นการสนับสนุนสร้างความเท่าเทียมระหว่าง เพศให้เกิดขึ้นภายในรัฐอีกด้วย

  • ประเด็นการเปลี่ยนเพศกลับไป-กลับมา

ประเทศอาร์เจนตินา  การแก้ไขข้อมูลภายในกฎหมายสามารถกระทําได้เพียงครั้งเดียว และสามารถ ขอให้มีการแก้ไขอีกครั้งได้โดยอาศัยอํานาจศาล และปัจจุบันการวางหลักของศาลในแต่ละคดียังไม่เป็นไปในทิศทางอย่างเดียวกัน

ประเทศมอลตา : ในกรณีที่บุคคลมีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศในใบสูติบัตรใหม่อีกครั้งหลังจากที่มีการยื่นคําร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงเพศตามกฎหมายฉบับนี้ไปแล้ว ย่อมสามารถกระทําได้อีกเพียงครั้งเดียวโดยอาศัยคําสั่งจากศาลเท่านั้น และในช่วงปีค.ศ. 2015 - 2017 มีผู้มายื่นเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศสภาพใหม่ซ้ำอีกจํานวน 3 ราย

ประเทศไอซ์แลนด์ : การจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศสภาพ ตามกฎหมายฉบับนี้พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อตัว จะได้รับการอนุญาตเพียงครั้งเดียว เว้นเสียแต่ว่าจะเหตุผลอันชอบธรรมอัน เกิดจากสถานการณ์พิเศษ โดยทําเป็นหนังสือยื่นต่อนายทะเบียนเพื่อ พิจารณาเหตุผลตามคําร้องขอต่อศาล ในทางปฏิบัติพบว่าการยื่นคําร้องขอเพื่อรับรองเพศสภาพใหม่ซ้ำยังไม่ปรากฏข้อมูล

ข้อเปรียบเทียบเชิงปริมาณผู้มาใช้สิทธิของประเทศในยุโรป

สำหรับจํานวนผู้มาใช้สิทธิยื่นคําร้องรับรองเพศสภาพภายใต้หลักการกําหนดเจตจํานงตามเพศสภาพของตนเองนั้น มีปริมาณมากกว่าผู้ยื่นคําร้องในประเทศที่มีการกําหนดเงื่อนไขต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับรองเพศสภาพ

ประเทศมอลตา : ภายหลังจากการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ ค.ศ. 2015 โดยนับตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2015 ถึงเดือนสิงหาคม 2022 พบว่ามีผู้มายื่นคําร้องเพื่อขอรับรองเพศสภาพและให้การรับรองตามคําร้องขอรวมทั้งสิ้น 163 ราย

ประเทศไอซ์แลนด์ : นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 จนถึงเดือนสิงหาคม 2020 พบว่ามีผู้มา ยื่นคําร้องเพื่อขอรับรองเพศสภาพและให้การรับรองตามคําร้องขอรวมทั้งสิ้น 473 ราย

ประเทศอาร์เจนติน่า : นับตั้งแต่การมีผลใช้บังคับของกฎหมายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2012 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2022 มีผู้ได้รับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ จํานวน 12,655 คน โดยในจํานวนนี้ยังมีชีวิตอยู่ในเวลาที่รวบรวมข้อมูล จํานวน 12,320 คน

นาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายนี้ไม่ใช่เรื่องการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพจิตด้วย เพราะว่าผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจิตใจ จากตัวอย่างประเทศยุโรป รัฐบาลฮังการีกับโปแลนด์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องการดูแลสุขภาพจิตของประชาชนเพิ่มเติมมากขึ้น จากการที่ไปประกาศ LGBTQ-free zones กับการพยายามที่จะถอนกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคลคนข้ามเพศออก ส่งผลต่อสุขภาพจิตประชากรกลุ่มนี้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว และเรื่องนี้สอดรับกับนโยบายเรื่อง Unity in Action ของรัฐบาลไทย ซึ่งมุ่งผลักดันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และร่วมเป็น Equal Rights Coalition เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของ UN ที่ประกาศต้นว่าจะส่งเสริม คุ้มครองสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย

ภาพจาก Thai TGA จากงานเสวนา “เรื่องเล่า: ความก้าวหน้ากฎหมายรับรองเพศสภาพ ในประเทศไทย” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตัวแทนจาก 3 ร่าง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์เพศสภาพ คือ ภาครัฐ โดยคุณกุรุพิน สิงห์น้อย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสตรี กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ซึ่งขณะนี้ ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศของกรมกิจการสตรีฯ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้ว ในส่วนภาคการเมือง โดย คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ พรรคประชาชน หลังจากมีการคว่ำร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอไป เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2567 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเรียบเรียงร่าง พ.ร.บ.ใหม่ และภาคประชาชน โดย ผศ.ดร.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ อยู่ระหว่างรอรัฐสภาบรรจุวาระเพื่อพิจารณาหลักการ

นาดา กล่าวว่า ขณะนี้ ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศ ฉบับ Intersex Thailand ได้รับตราปั้มที่ประธานสภาเห็นชอบในการเชิญชวนแล้ว เชื่อว่าการผนึกกำลังกันโดยทุกคน ทุกฝ่ายมีส่วนสำคัญในการที่จะทำให้อัตลักษณ์ของกลุ่มบุคคลอินเตอร์เซ็กส์ คนข้ามเพศ  นอนไบนารี ได้รับการมองเห็น และได้รับการรับรองตามกฎหมายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม และการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิดการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย เหมือนกฎหมายสมรถเท่าเทียมที่เกิดขึ้น ในการก้าวสู่การเป็นประเทศที่โอบรับความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง และเป็นการเฉลิมฉลองในวาระที่รัฐบาลไทยได้รับการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกของ UN Human Rights Council รวมถึงการประกาศตัวร่วมสนับสนุนภาคประชาสังคมในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride ในปี ค.ศ.2030”

คิว คณาสิต กล่าวว่า การรับรองเพศเชื่อมโยงกับการสมรสเท่าเทียม คือ สมรสได้ แต่ต้องสมรสในฐานะเพศชาย ในกฎหมายคือการแต่งงานของชายกับชาย ถ้าผู้หญิงข้ามเพศแต่งงานกับผู้ชายสักคนหนึ่ง กลายเป็นคู่ชายรักชายซึ่งก็ขัดแย้งกับอัตลักษณ์ทางเพศของเขา เขาก็อยากแต่งในฐานะที่เป็นตัวเองและได้รับการยอมรับ ในทางกฎหมายและสังคม สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านาม

“การขับเคลื่อนในทุกยุคที่เราออกมาต่อสู้ มันถูกต่อต้านอยู่แล้ว นั่นความท้าทายที่เรายังต้องทำงานกันต่อไป แม้อาจจะไม่ได้ผ่านได้เหมือนสมรสเท่าเทียม พยายามเข้มแข็งที่จะขับเคลื่อนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ เพื่อทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพจิต มีชีวิตที่ดี มีคุณค่า และภาคภูมิใจในตัวตนตัวเอง” คิว คณาสิตกล่าว

ผศ.ดร.รณภูมิ กล่าวทิ้งท้ายว่า คนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ "คนไทยทุกคน” ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันกฎหมาย และรัฐ เพราะเป็นกฎหมายที่ "One for ALL" อย่างแท้จริง ทุกเพศสภาพสามารถเข้าถึงการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ได้อย่างเสมอภาคกัน เพราะไม่จําเป็นต้องผ่านการแปลงเพศ หรือการรับรองทางการแพทย์ก็สามารถแสดงเจตจํานงได้ นี่คือกฎหมายที่สะท้อนการวิวัฒน์พัฒนาของสังคมไทยมากที่สุดฉบับหนึ่ง เป็นกฎหมายที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะมีคนทุกภาคส่วนมาช่วยกันทํามาช่วยกันร่างจากแนวคิด ไปสู่การปฏิบัติ แม้หนทางจะยังอีกยาวไกล แต่นี่คือความสําเร็จระดับหนึ่งของประชาชน

คงต้องติดตามก้าวต่อไปของการรับรองเพศสภาพในประเทศไทย ซึ่งเป็นก้าวสําคัญในการปฏิบัติตามข้อกําหนดของสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ในการเคารพ การป้องกัน และเติมเต็มสิทธิมนุษยชนให้ กับทุกคนซึ่งรวมถึงบุคคลข้ามเพศ ให้ได้รับความเท่าเทียม และสิทธิที่พึงมีของพวกเขา

หมายเหตุ : รายงานชิ้นนี้ อยู่ภายใต้โครงการ UNDP Media Fellowship On Sustainable Development ประเด็น ทลายอคติทางเพศเพื่อโอบรับสังคมที่หลากหลาย

 

เอกสารอ้างอิง

  • The Yogyakarta Principles on the Application of International Human Rights Law in Relation to Sexual Orientation and Gender Identity. (2007).
  • The Yogyakarta Principles plus 10: Additional principles and state obligations on the application of international human rights law in relation to sexual orientation, gender identity, gender expression and sex characteristics to complement the Yogyakarta principles. (2017).
  • ผศ.ดร.อารยา สุขสม. (n.d.). ความก้าวหน้ากฎหมายรับรองเพศสภาพในประเทศไทย. คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
  • Thai Transgender Alliance.
  • GEN-ACT.
  • Intersex Thailand.
  • Non-Binary Thailand.
  • UNDP & APTN. (2560). การรับรองเพศสถานะตามกฎหมายในประเทศไทย: การทบทวนกฎหมายและนโยบาย.
  • วีดีโอ: คำนำหน้านาม คนข้ามเพศ และการสมัครงาน Gender Recognition, Transgender & Job Application.
  • รณภูมิ สามัคคีคารมย์, อารยา สุขสม, & อภิญญา ผดุงโชค. (2566). รายงานผลการศึกษา ผลการใช้กฎหมายรับรองเพศสภาพ กรณีประเทศอาร์เจนตินา มอลตา และไอซ์แลนด์. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน.
  • ไพศาล ลิขิตปรีชากุล (ผู้แปล). (2552). The Yogyakarta Principles on the Application of International Human Rights Law in Relation to Sexual Orientation and Gender Identity หลักการยอกยากาตา ว่าด้วย การใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในประเด็นวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ. สํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กรุงเทพ.
  • iLaw. เปิดข้อเสนอรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ-คำนำหน้า จากร่างกฎหมาย 3 ฉบับ.
  • Thai TGA. (2558). ความต้องการ ปัญหา อุปสรรคของบุคคลข้ามเพศเกี่ยวเนื่องกับการรับรองสถานภาพและคํานําหน้านาม.
  • พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558.
  • โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP). (2561). แผนยุทธศาสตร์ปี พ.ศ. 2561-2564.
  • BBC Thai. (n.d.). เปิดประสบการณ์ 3 คนไทย ใน 3 ประเทศ ที่เลือกจะเป็น นาง/นางสาว ได้ด้วยตนเอง.
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising