Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในเดือน กรกฎาคม นี้ มีความแตกต่างจากการสู้รบในเดือนมีนาคม จากการวิเคราะห์ของสื่อหลายสำนัก โดยพบว่าการสู้รบในรอบล่าสุดนี้มีการจำกัดวงแคบลงกว่าตอนเดือนมีนาคม ที่เน้นไปยังช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลักซึ่งสหรัฐฯ พยาบาลบีบให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดือนเรือ ในขณะที่อิหร่านใช้ช่องแคบนี้เป็นเครื่องมือต่อรองและกดดันเศรษฐกิจโลก เนื่องจากช่องแคบนี้มีความสำคัญในการลำเลียงน้ำมันและก๊าซสำหรับโลก


กองเรือรบของสหรัฐอเมริกาในทะเลอาหรับ เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2026 | แฟ้มภาพ US Navy

เสียงเตือนไซเรนดังไปทั่วกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีใส่กันอีกครั้ง กลายเป็นการยกระดับการสู้รบหลังจากที่สัญญาหยุดยิงอันเปราะบางของพวกเขาเพิ่งจบลง

ในตอนที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นช่องทางสำคัญของการลำเลียงเชื้อเพลิงโลก ราคาน้ำมันก็สูงขึ้นส่งผลต่อตลาดโลก ผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำอิหร่านต่างก็พูดในทำนองว่าสัญญาหยุดยิงที่พวกเขาเคยทำไว้เมื่อเดือน เมษายน ได้จบลงแล้ว ทำให้มีคำถามว่า สองชาตินี้จะกลับมาทำสงครามกันเต็มรูปแบบอีกครั้งหรือไม่

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม IRGC ของอิหร่านได้โจมตีเรือสินค้า 3 ลำ ซึ่งมีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติแปรรูปของกาตาร์รวมอยู่ด้วย หลังจากนั้นสหรัฐฯ ก็บอกว่าพวกเขาได้ทำการโจมตีโต้ตอบกลับ ทำให้อิหร่านโจมตีคืนด้วยมิสไซล์และโดรนต่อฐานทัพหลายแห่งในภูมิภาคอาหรับที่มีทหารสหรัฐฯ วางกำลังอยู่

มีการโจมตีโต้ตอบกันไปมาหลังจากนั้น โดยที่สหรัฐฯ เน้นโจมตีเมืองต่างๆของอิหร่าน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนอิหร่านโจมตีใส่ประเทศในภูมิภาคอาหรับอย่าง บาห์เรน, คูเวต, โอมาน และกาตาร์ รวมถึงทำการโจมตีเรือที่ช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น

สหรัฐฯ กับอิหร่านจะกลับไปมีสงครามเต็มรูปแบบหรือไม่

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านรอบล่าสุดมีลักษณะการโจมตีกันไปมาแบบจำกัดวง เมื่อเทียบกับรอบแรกเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ในตอนนั้นสงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ได้เน้นโจมตีปลิดชีพผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และโจมตีทางอากาศใส่่หลายเมืองของอิหร่าน

แต่การโจมตีของสหรัฐฯ ในรอบนี้ เป็นารเน้นพื้นที่รอบช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่การโจมตีโต้ตอบกลับของอิหร่านเน้นฐานทัพที่มีทหารสหรัฐฯ อยู่ตามประเทศในแถบอ่าวอาหรับ ถึงแม้ว่าจะมีเศษซากที่มาจากการยิงสกัดกั้นมิสไซล์และโดรนซึ่งอาจจะตกใส่ที่อื่นจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ

มีการเปรียบเทียบกับการสู้รบในรอบแรกที่สหรัฐฯ เปิดฉากสงครามวันแรกด้วยการโจมตีใส่โรงเรียนทางตอนใต้ของอิหร่านจนมีเด็กเสียชีวิต 168 ราย ในขณะที่อิหร่านโจมตีน่านฟ้าดูไบจนมีโรงแรมหรูและอาคารสูงได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ในการโจมตีโต้ตอบกันช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม สหรัฐฯ ยังได้ร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่าน ส่วนอิหร่านก็เน้นโจมตีโต้ตอบกลับด้วยการทำลายแหล่งน้ำมันและก๊าซรอบประเทศอ่าวอาหรับ มีสนามบินนานาชาติหลายแห่งในภูมิภาคนั้นต้องระงับทำการ

เทียบกับในการสู้รบเดือน กรกฎาคม ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างก็เลี่ยงเป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ กับอิสราเอลอ้างว่าพวกเขามีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์คือการลดกำลังทางทหารและโครงสร้างบัญชาการของอิหร่าน รวมถึงเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน แต่ในการสู้รบรอบล่าสุดทั้งสองฝ่ายเหมือนจะแสดงพลังใส่กันเพื่อให้อีกฝ่ายยอมถอยจากช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า

บทบาทของอิสราเอล

จุดแตกต่างใหญ่ๆ อีกจุดหนึ่งคือการที่อิสราเอลไม่ได้เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในการสู้รบกับอิหร่านรอบล่าสุด เทียบกับการสู้รบช่วงเริ่มต้นสงคราม อิสราเอลดูเหมือนจะเป็นฝ่ายหลักของสงครามในครั้งนี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า พอถึงจุดหนึ่ง นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ก็บีบให้สหรัฐฯ ต้องเริ่มทำสงคราม แต่ทรัมป์ก็กล่าวปฏิเสธในเรื่องนี้

ในบันทึกความเข้าใจร่วมกันหรือ MoU ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านทำไว้เมื่อเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมา มีการระบุให้ยุติการสู้รบในทุกสมรภูมิรวมถึงในเลบานอน และฝ่ายเลบานอนเองก็ได้ทำสัญญาหยุดยิงกับอิสราเอลแยกต่างหาก ในสัญญามีการเรียกร้องให้อิสราเอลถอนทัพที่ยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน แต่อิสราเอลก็ไม่ได้ทำตามข้อตกลงใดๆ และยังคงโจมตีตอนใต้ของเลบานอนต่อไปแต่ความถี่ในการโจมตีก็ลดลง

บทวิเคราะห์จากสื่ออัลจาซีราระบุว่าถึงแม้ MoU ที่มีปากีสถานเป็นคนกลางในการเจรจาจะมีช่องโหว่อยู่ แต่ก็เป็นกรอบแนวทางเพื่อเปิดโอกาสในทางการทูต ให้มีการหารือเพื่อยุติสงครามในภูมิภาค

หนึ่งในความบาดหมางรอบล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมาจากการตีความ MoU ต่างกันด้วย และต่างก็โทษว่าผีกฝ่ายละเมิดข้อตกลง

คำถามที่ค้างคา

มีคำถามว่า จะยังมีโอกาสที่ทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกลับมาเจรจากันในอีกหรือไม่ ในเรื่องนี้มีกาตาร์และปากีสถานที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังเพื่อที่จะจำกัดความขัดแย้ง โดยที่ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านก็ยังคงส่งสัญญาณว่ายังมีโอกาสที่พวกเขาจะกลับสู่โต๊ะเจรจา

พอล มัสเกรฟ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในกาตาร์กล่าวว่า มีโอกาสที่อิหร่านกับสหรัฐฯ จะกลับมาเจรจากันอีกครั้งถึงแม้จะยากมาก ซึ่งดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศกำลังพิสูจน์ว่า "เส้นขีดจำกัด" ของพวกเขาอยู่ตรงจุดไหน ในขณะที่อิหร่านมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่มีความขัดแย้ง แต่สหรัฐฯ กลับมีเป้าหมายลดลงอย่างมาก

"สหรัฐฯ ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านอีกแล้ว แต่คนในอิหร่านเริ่มพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการครองอำนาจนำเหนืออ่าวอาหรับ" มัสเกรฟกล่าว

ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ ก็ต้องเผชิญปัญหาในบ้านตัวเองจากเรื่องปัญหาด้านกฎหมายเพราะการประกาศสงคราม โดยที่ในสหรัฐฯ การประกาศสงครามจะต้องได้รับอนุญาตจากสภาคองเกรสหลังเกิดความขดแย้งแล้ว 60 วัน แต่ทรัมป์ก็เคยใช้การหยุดยิงเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ไปได้ แต่ในครั้งล่าสุดนี้ก็ทำให้เกิดคำถามว่าสถานะทางกฎหมายจะเป็นอย่างไรต่อไป อีกทั้งการที่ทรัมป์ทำสงครามจนก่อให้เกิดภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูงก็ทำให้คะแนนนิยมของเขาลดลง

สมดุลอำนาจใหม่

นักวิเคราะห์ยังมองถึงปัญหาเกี่ยวกับการปิดเส้นทางเดืนเรือช่องแคบฮอร์มุซ ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ และผลกระทบทางเศรษฐกิจอื่นๆ ทั่วโลก มีมุมมองจากนักวิเคราะห์ว่า การจะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเดินเรือได้ตามเดิมนั้นอาจจะต้องเผชิญอุปสรรคหลายเรื่องทั้งเรื่องค่าธรรมเนียมผ่านทาง เรื่องทุ่นระเบิดในทะเล ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานหลายพันล้าน และเรื่องความไม่เชื่อใจกันที่ฝังรากลึกในภูมิภาค

โทมัส จูโน นักวิชาการสมทบในโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ของสถาบันคลังสมอง Chatham House กล่าวว่า ในกรณีสหรัฐฯ กับอิหร่านนั้น มีความแตกแยกกันมาเป็นเวลา 47 ปี แล้วต่างฝ่ายต่างก็มองว่าตัวเองมีแต้มต่อ ทำให้ต่างก็คาดหวังว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเป้นฝ่ายยอมถอย อย่างไรก็ตามหลังจากการสู้รบครั้งแรกก็เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพขึ้นในภูมิภาค

จูโน ระบุว่า มีกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านคอยหนุนหลังในภูมิภาคมีอย่างน้อยสองกลุ่มที่อ่อนกำลังลง อีกทั้งยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็น "ผู้ป้องปราม" ได้แบบที่อิหร่านคาดหวังไว้ การโจมตีโต้ตอบจากกลุ่มติดอาวุธไม่ได้ช่วยทำให้อิสราเอลและสหรัฐฯ เลิกโจมตีอิหร่าน

สำหรับเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น จูโน มองว่าในขณะที่อิหร่านใช้จุดนี้เป็นหมากสำคัญเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง แต่พอถึงจุดหนึ่งก็จะมีการเปิดช่องแคบนี้ อย่างไรก็ตามมันจะเป็นการค่อยๆ เปิดอย่างช้าๆ ทั้งด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและด้วยเหตุผลที่ว่ากลุ่มที่เป็นห่วงโซ่อุปทานเช่นผู้ขนส่งน้ำมันก็ต้องใช้เวลาจัดขบวนใหม่อีกครั้ง

แต่คราวนี้อิหร่านก็จะเริ่มเข้าใจว่าพวกเขาต้องเน้นป้องปรามด้วยการฟื้นฟูกำลังอาวุธของตัวเอง อย่างโครงสร้างพื้นฐานทางการทหาร แหล่งผลิตมิสไซล์กับโดรน โดยมีการคำนึงถึงฮอร์มุซเป็นหลัก เพื่อเข้าไปควบคุมพื้นที่ตรงจุดนั้นให้ได้อีกครั้งหลังจากที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลทำลายไป นั่นทำให้มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะหันกลับมาใช้วิธีการแบบการปิดช่องแคบอีก แล้วมันก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอีก

จูโน ยังได้พูดถึงกลุ่มกบฏกลุ่มสำคัญในพื้นที่อย่างฮูตีในพื้นที่เยเมน โดยถึงแม้ว่ากลุ่มกบฏกลุ่มนี้จะไม่ได้เป็นหุ่นเชิดให้กับอิหร่านเสียทีเดียว แต่พวกเขาถ้าหากพวกเขาไม่พอใจอิสราเอลพวกเขาก็มีโอกาสจะสร้างความชะงักงันให้กับการขนส่งทางทะเลแดงได้แบบที่เคยทำในปี 2023-2025 ซึ่งการกระทำนี้จะสร้างผลกระทบซ้ำเติมต่อเศรษฐกิจโลกยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่ต้องเผชิญผลลัพธ์จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซมาก่อนหน้านี้แล้ว

จูโน ชี้ว่าเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งในการที่อิหร่านจะใช้ต่อรองเวลาที่รู้สึกเผชิญภัยคุกคาม คือการโจมตีประเทศอื่นๆ ในอ่าวอาหรับ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศราชาธิปไตยบ่อน้ำมัน เช่น บาห์เรน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศพันธมิตรควรจะเข้าใจในเรื่องนี้และปรับตัวกับสมดุลอำนาจใหม่นี้

การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เอ็ดเวิร์ด ฟิชแมน นักวิชาการและอดีตนักการทูตชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและการคว่ำบาตร มองว่าต่อให้มีการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิหร่านก็จะไม่ยอมกลับมาทำให้กลายเป็นน่านน้ำที่เสรีแบบเดิม พวกเขาอาศัยกำลังอาวุธในการควบคุมช่องทางการเดินเรือนี้ ทำให้มีอำนาจกำหนดว่าจะให้เรือลำไหนผ่านได้ และผ่านได้ช่วงเวลาไหน

ฟิชแมน เล็งเห็นเช่นกันว่าอิหร่านได้ใช้ฮอร์มุซเป็นเครื่องมือป้องปรามเพื่อสกัดกั้นกองทัพที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก อีกทั้งทางการอิหร่านก็เริ่มมองว่าพวกเขาอาจจะหาเงินได้ 40,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีจากการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีการไปเจรจาประสานงานกับโอมานในเรื่องการกำกับดูแลฮอร์มุซในอนาคต โดยยังไม่แน่นอนว่าจะออกมาในรูปแบบใด อาจจะเป็นค่าธรรมเนียมผ่านทาง หรือการทำประกันเรือ หรือการเก็บค่าคุ้มครอง แต่อิหร่านก็พยายามจะหาผลประโยชน์จากการควบคุมช่องแคบนี้

ฟิชแมน มองว่า รูบิโอ เคยพูดเอาไว้อย่างถูกต้องว่าควรจะมีการห้ามอิหร่านในเรื่องนี้ เพราะมันอาจจะทำให้เกิดตัวอย่างที่อันตรายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดที่สหรัฐฯ ควรทำในตอนนี้คือการอดทน หลีกเลี่ยงการทำสงครามเต็มรูปแบบแล้วประวิงเวลาเพื่อหาแนวร่วมจากทั่วโลกให้ต่อต้านอิหร่านจากการพยายามเข้าไปหากำไรด้วยการควบคุมช่องแคบ ถ้าหากว่าราคาน้ำมันลดลงถึงจุดใกล้กับก่อนเกิดสงครามเพราะคลังน้ำมันได้รับการเติมกลับมาแล้ว อำนาจต่อรองของอิหร่านก็จะลดลง

สำหรับวิธีการที่สหรัฐฯ ใช้อยู่ในตอนนี้คือการพยายามใช้กองทัพเรือของตัวเองคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่เผชิญการโจมตีจากทุกด้านไม่ว่าจะเป็นมิสไซล์ โดรน และทุ่นระเบิดในน้ำ  

แม็กซ์ บูธ นักเขียนเบสท์เซลเลอร์ นักวิเคราะห์ด้านการต่างประเทศ และนักประวัติศาสตร์ วิเคราะห์ถึงเรื่องนี้ว่า ทุ่นระเบิดเป็นตัวที่สร้างความเสี่ยงให้กองเรือสหรัฐฯ มากเป็นพิเศษ ส่วนการจะหยุดยั้งโดรนและมิสไซล์ได้ก็ต้องอาศัยกองกำลังสหรัฐฯ ในการยึดครองพื้นที่ริมชายฝั่งของอิหร่านที่อยู่ตามช่องแคบ แต่นั่นก็ไม่สามารถแก้ปัญหามิสไซล์ระยะไกลกับโดรนที่ควบคุมได้ไกลกว่าอยู่ดี อีกทั้งการจะใช้วิธีนี้ก็ต้องอาศัยทรัพยากรทางการทหารจำนวนมาก และก็ยังเสี่ยงที่จะมีการจมเรือและเสี่ยงชีวิตทหารของตัวเองด้วย

บูธระบุในบทความว่า "สรุปแล้ว เมื่อไม่มีวิธีการทางทหารที่ดีในการที่จะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ ทรัมป์ก็จะถูกบีบให้ต้องใช้การทูต แล้วก็ต้องจ่ายสินบนเป็นจำนวนมากให้กับอิหร่านเพื่อให้เรือค้าขายแล่นผ่านได้ แต่มันก็จะเป็นแค่การแก้ปัญหาขั่วคราวเท่านั้น"

บูธ มองว่า สุดท้ายแล้วทรัมป์อาจจะเหลือทางเลือกอยู่สองทางคือยอมให้ผลตอบแทนกับอิหร่านมากกว่านี้ หรือไม่เช่นนั้นก็จะมีการเผชิญหน้าทางการทหารอีก ไม่ว่าจะเลือกทางไหน มันก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากสงครามที่ทรัมป์เป็นผู้ "บุ่มบ่ามก่อขึ้น" ตั้งแต่แรก


เรียบเรียงจาก
March to July: What’s different as US-Iran fighting escalates again?, Aljazeera, 13-07-2026
Iran and the new Persian Gulf equilibrium, Chatham House, 25-07-2026
The Strait of Hormuz Already Faces a Tough Recovery. Now Trump’s Iran Deal Is Unraveling., Council on Foreign Relations, 08-07-2026
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง