รัฐบาลแจงขยายเวลาผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติถึงปี 2570 มุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ-ลดปัญหาแรงงานขาดแคลน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงรายละเอียดของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ได้เห็นชอบการขยายระยะเวลาการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และเวียดนาม ให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและทำงานต่อ จนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ว่า เพื่อประคองระบบเศรษฐกิจและลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ทั้งนี้ เดิมทีใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ กำลังทยอยหมดอายุในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งหากไม่มีการขยายเวลา อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้ ทั้งภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคบริการ และเกษตรกรรมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมและจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพราะหากแรงงานเหล่านี้ต้องออกจากระบบไป จะส่งผลต่อเสถียรภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่ตลาดแรงงานยังมีความต้องการสูง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลออกมาตรการล่วงหน้า ก่อนใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวจำนวนมากหมดอายุ ก็เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนบริหารกำลังคนต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดสายการผลิตหรือปิดกิจการชั่วคราว โดยในช่วงที่รัฐบาลผ่อนผันและขยายเวลานี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าว ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมระบบระหว่างหน่วยงาน เพื่อดูแลตรวจสอบให้แรงงานต่างด้าว ได้อยู่ในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและแรงงานเถื่อน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ภาคธุรกิจไม่ขาดแรงงานและไม่ถูกกดดันจากมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศด้วย
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เปิดให้ขึ้นทะเบียนแรงงานใหม่เป็นการทั่วไป แต่ขยายเวลาผ่อนผันสำหรับกลุ่มเดิมที่มีข้อมูลอยู่ในระบบแล้วเท่านั้น เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขั้นตอนในลำดับถัดไป ทางกระทรวงแรงงานจะมีการออกประกาศรายละเอียดและแนวปฏิบัติ เพื่อลดขั้นตอนเอกสารให้มีความสะดวกและรวดเร็วที่สุด ดังนั้น ขอให้นายจ้างและสถานประกอบการติดตามประกาศอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางของกรมการจัดหางาน (www.doe.go.th) และสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 เพื่อป้องกันการถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 19/4/2569
งานว่าง 3.1 แสนอัตรา แต่ป.ตรี ป้ายแดงตกงานกว่า 2.5 หมื่นคน รัฐเร่งแก้ปัญหาวุฒิไม่ตรงงาน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการจ้างงานของบัณฑิตจบใหม่และการพัฒนากำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ หลังข้อมูลจากแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ของกระทรวงแรงงาน พบว่า ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างสะสมกว่า 311,983 อัตรา แต่ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 25,000 คน อยู่ระหว่างการหางาน สะท้อนปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของแรงงานกับความต้องการของตลาด (Skill Mismatch)
รองโฆษกฯ กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานภาวะสังคมไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่า ผู้ว่างงานส่วนใหญ่ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเป็นผู้มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา และผู้ว่างงานระยะยาวจำนวนมากเป็นคนอายุ 20-29 ปี ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข “กระทรวงแรงงาน จึงเร่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการชั้นนำ 35 บริษัท เพื่อขับเคลื่อนแนวทาง รัฐ-เอกชนร่วมสร้างแรงงานทักษะสูง โดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นตัวตั้งในการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้ผู้หางาน โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ มีโอกาสได้งานที่ตรงกับศักยภาพและสามารถเติบโตในสายอาชีพได้” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
รองโฆษกฯ ยังกล่าวว่า นอกจากการพัฒนาทักษะแรงงานแล้ว กระทรวงแรงงานยังเดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลตำแหน่งงานและความต้องการทักษะของภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับคู่งาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และช่วยให้การออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมของภาครัฐตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการจ้างงานในอนาคต “รัฐบาลเชื่อว่าการแก้ปัญหาการว่างงานต้องเริ่มจากการทำให้คนกับงาน ‘ตรงกัน’ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนตำแหน่งงาน แต่ต้องยกระดับทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานที่มั่นคง รายได้ที่เหมาะสม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการสมัครงาน และนายจ้างที่ต้องการประกาศรับสมัครงานผ่านเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 18/7/2569
กยศ. ย้ำผู้กู้ยืมเงินให้ชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่องทุกเดือนเพื่อรักษาสิทธิ ผิดนัดชำระอาจถูกดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ย้ำให้ผู้กู้ยืมเงินที่ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วดำเนินการชำระหนี้ตามสัญญาอย่างต่อเนื่องภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เพื่อรักษาสิทธิตามเงื่อนไขของสัญญา เพราะหากผิดนัดชำระหนี้สะสมกันถึง 6 งวด หรือกรณีที่งวดผ่อนชำระตามสัญญาเหลือน้อยกว่า 6 งวด เมื่อผิดนัดเพียง 1 งวด จะถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ซึ่งอาจถูกดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย
นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “ตามที่ กยศ. ได้เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ รวมถึงผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรืออยู่ระหว่างการบังคับคดี สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อขยายระยะเวลาผ่อนชำระออกไปอีก 15 ปี โดยกำหนดให้ผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนในจำนวนเงินที่เท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือนติดต่อกัน ซึ่งผู้กู้ยืมเงินได้รับสิทธิปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที และจะได้รับส่วนลดเบี้ยปรับ 100% เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาครบถ้วนนั้น กยศ. ขอแจ้งเตือนว่าตามสัญญาดังกล่าว หากผู้กู้ยืมเงินผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผิดนัดติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม สะสมกันถึง 6 งวด หรือระยะเวลาผ่อนชำระตามสัญญาเหลือน้อยกว่า 6 งวด และผู้กู้ยืมเงินผิดนัดไม่ผ่อนชำระงวดใดงวดหนึ่งจะถือว่าผู้กู้ยืมเงินผิดนัดตามสัญญา และส่งผลให้สัญญาปรับโครงสร้างหนี้สิ้นสุดลงทันที ซึ่ง กยศ. จะนำเบี้ยปรับที่ตั้งพักแขวนไว้กลับคืนมาเป็นทุนทรัพย์ และดำเนินการกับผู้กู้ยืมเงินตามขั้นตอนทางกฎหมาย ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของตนเอง และป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ กยศ. จึงขอให้ผู้กู้ยืมเงินชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่องภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน”
กยศ. จึงขอย้ำเตือนผู้กู้ยืมเงินทุกท่านให้ชำระหนี้คืนตามกำหนด เพื่อลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจต้องเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนทางกฎหมาย การชำระหนี้คืนของผู้กู้ยืมเงินจะช่วยให้กองทุนมีเงินหมุนเวียนเพียงพอ เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 16/7/2569
สส.พรรคประชาชน ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. จี้มองเป็นคนทำงานเหมือนแรงงานอาชีพอื่น
นายเซีย จำปาทอง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความกังวลถึงกรณีการยกเลิกการขึ้นเงินเดือนของผู้ช่วย สส. และ สว. โดยฐานเงินเดือนปัจจุบันที่ต่ำสุด 15,000 บาท ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพของคนที่ทำงาน 6-7 วัน และไม่มีสวัสดิการรองรับ จากกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ลงนามยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. พร้อมตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษารายละเอียดจำนวนผู้ช่วยทำงานและสิทธิประโยชน์ โดยให้เวลาศึกษา 90 วัน
นายเซีย กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือ สส. และ สว. สามารถแต่งตั้งผู้ช่วยทำงานได้ 8 คน แบ่งออกเป็น 3 ตำแหน่งหลัก ได้แก่
1. ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. จำนวน 1 คน เงินเดือน 24,000 บาท
2. ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. จำนวน 2 คน เงินเดือน 15,000 บาท
3. ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. จำนวน 5 คน เงินเดือน 15,000 บาท
ฐานเงินเดือนของผู้ช่วยทำงาน สส. และ สว. มีการปรับเพิ่มครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2555 ตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ซึ่งนับเป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว
ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (ก.ร.) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 โดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ได้ลงนามอนุมัติให้ปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. เป็น
1. ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.-สว. จำนวน 1 คน เงินเดือน 28,800 บาท
2. ผู้ชำนาญการประจำตัว สส.-สว. จำนวน 2 คน เงินเดือน 18,000 บาท
3. ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส.-สว. จำนวน 5 คน เงินเดือน 18,000 บาท
“หลายท่านคงทราบเช่นเดียวกับผมว่า ก่อนหน้านี้มี สส. ท่านหนึ่งอภิปรายและเสนอต่อประธานรัฐสภาให้ลดสวัสดิการบางส่วน เช่น ค่าอาหาร ซึ่งอ้างว่ามีต้นทุนต่อคนสูงเกินไป รวมถึงเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วยทำงานของ สส. จาก 8 คน เหลือเพียง 3 คน เนื่องจากเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายสูงแต่ไม่เกิดประโยชน์
ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีความกังวลต่อประเด็นดังกล่าวอย่างยิ่ง เมื่อทราบข่าวว่า โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา รับข้อเสนอดังกล่าวด้วยการยกเลิกการปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. ซึ่งเดิมมีกำหนดจะปรับเพิ่มในเดือนตุลาคม 2569” นายเซีย กล่าว
นายเซีย กล่าวว่า ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว สส.-สว. ทำงานแทบไม่มีเวลาพัก สัปดาห์หนึ่งทำงาน 6-7 วัน นอกจากเงินเดือนแล้ว พวกเขาไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือเงินช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วย ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน เมื่อยุบสภาก็ตกงานทันที หรือ สส. และ สว. สามารถเปลี่ยนตัวผู้ช่วยได้เมื่อต้องการ
เงินเดือนเพียงหลักหมื่นบาทไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง ขณะที่พวกเขาก็ต้องกิน ต้องใช้ มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกที่ต้องดูแล ไม่ต่างจากคนทำงานทั่วไป มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาไม่ควร “มีเวลาทำงาน มีเวลาพักผ่อน และมีเวลาใช้ชีวิต” เหมือนคนทั่วไปบนโลกใบนี้
สำหรับผม มีทีมทำงานหลายคนคอยช่วยติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ทำการวิจัยและค้นคว้าข้อมูลประกอบการจัดทำญัตติต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ มีทีมด้านการสื่อสารที่ช่วยนำเสนอข้อมูลผลการประชุมและการปฏิบัติงานทางนิติบัญญัติ รวมถึงสื่อสารปัญหาของพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ผมนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ ให้ประชาชนได้รับทราบ
นอกจากนี้ ยังมีทีมทำงานในพื้นที่ที่คอยรวบรวมปัญหาของผู้ใช้แรงงาน ประสานงานเรื่องร้องเรียน พาผู้ใช้แรงงานที่ถูกละเมิดสิทธิไปดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงติดตามการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ สำหรับ สส. แบบแบ่งเขต ยังต้องมีทีมงานศึกษาปัญหาในพื้นที่ รู้ต้นเหตุของปัญหา ประสานเรื่องร้องเรียน ช่วยเหลือประชาชน และนำข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาฯ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
“ผมเข้าใจถึงความกังวลของประธานรัฐสภาต่อวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่ายังไม่ได้มองปัญหาในมุมของ “คนทำงาน” อย่างรอบด้าน ผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ก็เป็นคนทำงานเช่นเดียวกับแรงงานในทุกอาชีพ การไม่ปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน เป็นการซ้ำเติมคนทำงานที่เฝ้ารอความหวังว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนจะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ผมอยากให้ท่านประธานสภาและผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่อยากให้มองว่าผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ต้องเป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมหรือมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาค่าตอบแทนจากรัฐสภา เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มีเจตจำนงทำงานทางการเมือง เป็นลูกชาวบ้าน หลานกรรมกร หรือผู้ที่ต้องการเป็นปากเสียงแทนประชาชน แต่มีฐานะไม่พร้อม อาจไม่สามารถยืนหยัดทำงานในระบบรัฐสภาได้ ขณะที่ผู้ที่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมืองกลับมีโอกาสเข้ามาแทนที่ มากกว่าผู้ที่ตั้งใจสนับสนุนงานนิติบัญญัติและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง”
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 16/7/2569
เปิดยอดลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทะลุ 1 ล้านคน ขยายเวลาลงทะเบียนถึง 20 ก.ค.
สำนักงานประกันสังคม เผยยอดผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ประจำปี 2569 ทะลุ 1 ล้านคน สะท้อนการตื่นตัวของนายจ้างและผู้ประกันตนในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการบริหารกองทุนประกันสังคม โดยข้อมูล ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.00 น. มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว จำนวน 1,043,897 คน แบ่งเป็นฝ่ายนายจ้าง 11,175 คน และฝ่ายผู้ประกันตน 1,032,722 คน ขณะที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งรวม 168 คน แบ่งเป็นฝ่ายนายจ้าง 70 คน และฝ่ายผู้ประกันตน 98 คน
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน รวมถึงผู้ที่ประสงค์แก้ไขข้อมูลการลงทะเบียน สำนักงานประกันสังคมจึงขยายระยะเวลาการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงสถานที่เลือกตั้ง และการเปลี่ยนแปลงสถานะผู้ลงทะเบียนที่มีสิทธิ 2 สถานะ (นายจ้างและผู้ประกันตน) ออกไปจนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสาขา เพื่อให้ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องและทั่วถึง
ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสถานที่ลงคะแนนในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ก่อนการเลือกตั้งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคมฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนทั่วประเทศ ในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 15/7/2569
ครม. เคาะ “สูตร CARE” ปฏิรูปบำนาญชราภาพ ยึดฐานรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกันตน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ความเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณเงินบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ “สูตร CARE” (Career Average Revalued Earnings) เพื่อสร้างระบบบำนาญที่สะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงานอย่างแท้จริง เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำ โดยหัวใจสำคัญของสูตร CARE คือการเปลี่ยนฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ซึ่งจะนำค่าจ้างในอดีตมาปรับมูลค่าให้เป็นเงินปัจจุบันก่อนนำมาคำนวณ เพื่อให้สะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงานและลดความเหลื่อมล้ำจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน
โดยการปรับปรุงในครั้งนี้ยังครอบคลุมสิทธิประโยชน์สำคัญอีกหลายด้าน โดยเริ่มตั้งแต่กลุ่มผู้ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ที่เดิมจะได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน เปลี่ยนเป็นจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจากทั้งส่วนของผู้ประกันตน นายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ขณะเดียวกันสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน จากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือนโดยปัดเศษเดือนทิ้ง จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ไม่มีการตัดเศษเดือนและได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาที่ส่งเงินจริงมากที่สุด
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้กำหนดมาตรการเยียวยารองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะรับบำนาญแล้วได้เงินตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกัน เริ่มจากร้อยละ 100 ในปีแรก และลดลงปีละร้อยละ 20 จนครบ 5 ปี และสำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากคำนวณด้วยสูตรใหม่แล้วได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไปทันที แต่หากคำนวณแล้วพบว่าได้สิทธิประโยชน์ลดลง ทางประกันสังคมจะยังคงจ่ายเงินบำนาญตามอัตราเดิมไปตลอดชีพเพื่อไม่ให้ผู้ประกันตนเสียประโยชน์
นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า ขั้นตอนต่อไป จะเป็นการส่งร่างกฎกระทรวงเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยกระทรวงแรงงานคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณที่มั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืนให้กับพี่น้องแรงงานและผู้ประกันตนทุกคน
ครม.เห็นชอบต่ออายุแรงงานเมียนมา-ลาว-เวียดนาม 1 ปี
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวเนื่องกับกระทรวงแรงงาน ว่า วันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องที่กระทรวงแรงงานได้ส่งเข้ามาพิจารณา คือการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับคนต่างด้าวสัญชาติมาเมียนมา ลาว เวียดนาม ตามมติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งการดำเนินการในเรื่องของการลงทะเบียนต่างๆ ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ก็ขยายระยะเวลาต่อไปอีกหนึ่งปี จนถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2570 ถือเป็นการขยายกรอบเพื่อให้กระบวนการในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติ 3 ประเทศครบถ้วน ไม่ให้ใครหลุดออกไปเป็นแรงงานนอกระบบ เราจะดำเนินการให้ครบถ้วน โดยนายกฯ สั่งการเพิ่มเติมว่ายังมีแรงงานที่อยู่ในประเทศที่ยังคงค้างอยู่ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานเร่งรัดดำเนินการในเรื่องการส่งเรื่องเข้าคณะคณะรัฐมนตรี เพื่อขึ้นทะเบียนในกลุ่มที่เหลือให้แล้วเสร็จต่อไป
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 14/7/2569
กรมบัญชีกลางระบุซื้อประกันให้ข้าราชการทำได้ยาก
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลราชการว่า ต้องทำความเข้าใจว่า บำเหน็จบำนาญของผู้ที่เซ็นสัญญาไปแล้ว ไม่มีการยุ่ง หรือตัดบำเหน็จบำนาญใดๆ สิ่งที่รัฐจะทำน่าจะเป็นสำหรับข้าราชการเข้าใหม่ ซึ่งจะมี โมเดลต่างๆ ที่กำลังพิจารณากันอยู่ กรมบัญชีกลางดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ซึ่งทุกคนมองว่าเป็น ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก โดยปี 2570 อาจพุ่งถึง 9 หมื่นล้าน ปัจจุบันกรมบัญชีกลางดูแลประมาณ 5 ล้านคน ครึ่งหนึ่งอายุเกิน 60 ปี เจ้าของสิทธิและบุคคลในครอบครัวที่เบิกได้ก็อายุ 60 ปีขึ้นไป วิวัฒนาการทางการแพทย์ทำให้อายุยืนขึ้น โรคก็ซับซ้อนมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นค่าใช้จ่ายจึงมีจำนวนมากจริงๆ อย่างไรก็ตาม กรมบัญชีกลาง เห็นว่า ยังมีแนวทางที่ปรับปรุงได้ อาจต้องวาระแห่งชาติ ซึ่งได้เสนอไปหลายเรื่อง เช่น การใช้ยาในประเทศก่อนจะใช้ยานอกที่ราคาสูงกว่าเป็น 10 เท่า
ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเบิกค่ารักษาพยาบาล ใช้เวลา 1 เดือน หากรับฟังความคิดเห็นแล้วเสร็จ จะเป็นขั้นตอนสรุปร่างกฎหมายนำเข้า ครม. หากครม. เห็นชอบ ก็ส่งกฤษฎีกาต่อไป ส่วนการจะไปใช้วิธีซื้อประกันให้ข้าราชการแทน ทำได้ยาก เพราะข้าราชการที่ใช้สิทธิอยู่ส่วนใหญ่คือผู้สูงอายุ และมีความซับซ้อนมาก
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 13/7/2569
รมว.แรงงานสั่งการ "สสปท." ยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิงป้องกันเหตุซ้ำ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แสดงความเสียใจต่อเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารกึ่งสถานบันเทิงย่านลาดพร้าว เมื่อคืนวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมมอบหมายให้สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือ สสปท. เร่งดำเนินการด้านความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำในสถานบันเทิง ร้านอาหาร และสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก
การดำเนินงานในระยะเร่งด่วนจะมุ่งเน้นการสื่อสารและส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ทางหนีไฟ ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ตลอดจนอุปกรณ์ดับเพลิง ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเน้นย้ำการจัดทำและฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
ด้าน ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กล่าวว่า สสปท. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้กำชับให้ สสปท. เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยแก่ผู้ประกอบกิจการ โดยเฉพาะสถานที่ที่มีประชาชนเข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก
“ท่านรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สสปท. เร่งดำเนินการเชิงรุก ทั้งการให้คำแนะนำด้านความปลอดภัย การประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันอัคคีภัย เพื่อให้สามารถจัดการความเสี่ยงและรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารปิด โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือสถานที่ที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วและสร้างความสูญเสียรุนแรงภายในเวลาอันสั้น หากระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิง การควบคุมควัน หรือแผนอพยพไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
แม้สาเหตุของเหตุเพลิงไหม้จะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานจากเจ้าหน้าที่ แต่ลักษณะของเหตุการณ์ที่มีเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันหนาแน่น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่สถานประกอบกิจการต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซเชื้อเพลิง วัสดุตกแต่งภายในอาคาร ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และการจัดการเส้นทางอพยพให้สามารถใช้งานได้จริงในภาวะฉุกเฉิน
ข้อมูลด้านความปลอดภัยระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้จำนวนมากไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟโดยตรง แต่เกิดจากการสูดดมควันและก๊าซพิษที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งอาจทำให้หมดสติได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ดังนั้น ระบบแจ้งเตือนที่รวดเร็ว การตัดสินใจอพยพทันที และการมีทางหนีไฟที่เพียงพอและไม่มีสิ่งกีดขวาง จึงเป็นหัวใจสำคัญของการลดความสูญเสีย
สสปท. ขอให้ผู้ประกอบกิจการร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ บาร์ และสถานบริการทั่วประเทศ เร่งตรวจสอบระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ จัดให้มีทางหนีไฟที่เพียงพอและไม่มีสิ่งกีดขวาง ติดตั้งป้ายทางหนีไฟและไฟส่องสว่างฉุกเฉินที่สามารถใช้งานได้เมื่อไฟฟ้าดับ ตลอดจนฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการให้สอดคล้องกับความจุและข้อจำกัดของอาคาร
สำหรับประชาชนที่เข้าใช้บริการสถานบันเทิงหรือสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ควรสังเกตตำแหน่งประตูทางออกและทางหนีไฟทุกครั้ง หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ให้รีบอพยพออกจากอาคารทันที ไม่ย้อนกลับไปเก็บทรัพย์สิน ก้มต่ำหรือคลานเมื่อมีควันหนาแน่น และหลีกเลี่ยงการเข้าไปหลบภายในห้องน้ำหรือพื้นที่ปิดที่ไม่มีทางออก
ในระยะต่อไป สสปท. จะรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ เพื่อนำมาประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะทางวิชาการและแนวทางยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิงและสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้มาตรการด้านความปลอดภัยสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลในระยะยาว
