4 กองกำลังชาติพันธุ์ในนามกลุ่ม SCEF แสดงจุดยืน 5 ข้อ หลังหารือกับอาเซียน ที่พัทยา จ.ชลบุรี ชี้ยังไม่ถึงเวลาเจรจากับรัฐบาลทหารพม่าอย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้อาเซียน ผลักดันเมียนมา ทำตามฉันทามติ 5 ข้ออย่างเป็นรูปธรรม ยุติการโจมตีทางอากาศ สถานที่พลเรือน ปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด และขยายพื้นที่ช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม
18 ก.ค. 2569 สำนักข่าวชายขอบ รายงานเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา สภาขับเคลื่อนเพื่อจัดตั้งสหภาพประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ (Steering Council for the Emergence of a Federal Democratic Union : SCEF) ออกแถลงการณ์ ระบุว่า สมาชิกของ SCEF ซึ่งประกอบด้วย สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union หรือ KNU), องค์กรอิสรภาพคะฉิ่น (Kachin Independence Organization หรือ KIO), แนวร่วมแห่งชาติชิน (Chin National Front หรือ CNF) และพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเหรี่ยงนี (Karenni National Progressive Party หรือ KNPP) ได้เข้าร่วมการประชุมเมื่อไม่นานมานี้ ตามคําเชิญของรัฐบาลสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพ การประชุมระหว่างผู้แทนของ SCEF จัดขึ้นแยกต่างหากจากการหารือของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับผู้แทนของ รัฐบาลทหารเมียนมา โดยเป็นการประชุมอิสระที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาปัจจุบัน ความคืบหน้าของฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-Point Consensus) ตลอดจนเงื่อนไขที่จําเป็นสําหรับการสร้างกระบวนการสันติภาพและการเปลี่ยนผ่าน ทางการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือ
การหารือครั้งนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการจัดตั้ง หรือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาทางการเมืองอย่างเป็นทางการระหว่าง SCEF กับรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งในระหว่างการประชุม ผู้นําของ SCEF ได้ยืนยันจุดยืนร่วมกัน ดังต่อไปนี้
1. ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนต้องก้าวจาก “คําประกาศ” ไปสู่ “การปฏิบัติ” อาเซียนเองได้ยอมรับว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมหรือสามารถนําไปปฏิบัติได้จริงในการดําเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ ดังนั้น ประเด็นสําคัญในเวลานี้จึงมิใช่ว่าฉันทามติ 5 ข้อ ยังคงมีความสําคัญหรือไม่ หากแต่เป็นว่าอาเซียนจะดําเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างแท้จริง การดําเนินการควรเริ่มต้นจากมาตรการที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดโดยทันที การคุ้มครองประชาชนพลเรือน การเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดตั้งกลไกที่สามารถลดความรุนแรงได้ในทางปฏิบัติ หากปราศจากการดําเนินการดังกล่าว การยืนยันฉันทามติ 5 ข้อซํ้าแล้วซํ้าเล่าเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ได้
2. เป้าหมายคือการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ส่วนการเจรจาเป็นเพียงเครื่องมือ SCEF ไม่สนับสนุนการเจรจาเพียงเพื่อให้มีการเจรจา หากแต่เห็นว่าการเจรจาจะต้องนําไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่สามารถแก้ไขสาเหตุเชิงโครงสร้างของความขัดแย้งในเมียนมา และนําไปสู่การสถาปนาระเบียบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ การเจรจาที่มุ่งเพียงลดระดับความรุนแรง แต่ยังคงปล่อยให้การครอบงําของกองทัพ ระบอบอํานาจนิยมแบบรวมศูนย์ และวิกฤตทางการเมืองเชิง โครงสร้างดํารงอยู่ต่อไป ย่อมไม่สามารถสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ การเจรจาทางการเมืองเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของกระบวนการสันติภาพและการ เปลี่ยนผ่านทางการเมืองในภาพรวม และจะต้องไม่ถูกใช้เป็นสิ่งทดแทนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
3. ผู้นํากองทัพยังไม่แสดงเจตจํานงทางการเมืองที่จําเป็นต่อการเจรจาอย่างมีความหมาย การที่ผู้นํากองทัพประกาศเชิญชวนให้มีการเจรจาในที่สาธารณะ มิได้ถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงต่อการเจรจาทางการเมือง เจตจํานงทางการเมืองต้องพิสูจน์ผ่านการกระทํา ภาระในการพิสูจน์ดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของพลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย และผู้นํากองทัพพม่า ที่ไม่สามารถผลักภาระดังกล่าวไปยังฝ่ายต่อต้าน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองฝ่ายอื่นได้ การเจรจาที่มีความหมายจําเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการดําเนินการที่เป็นรูปธรรม อย่างน้อยที่สุด ได้แก่ ยุติการโจมตีทางอากาศโดยไม่เลือกเป้าหมายต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนโดยทันที, ยุติการโจมตีโรงพยาบาล โรงเรียน ศาสนสถาน และสถานที่ของพลเรือนทุกประเภท, ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดโดยทันที, เปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง
4. ความเป็นจริงทางการเมืองของเมียนมาได้เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐาน ปัจจุบันเมียนมาไม่ได้ถูกปกครองจากกรุงเนปิดอเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป ในหลายพื้นที่ของประเทศ การบริหารจัดการได้ดําเนินการโดยหน่วยงาน ปกครองระดับรัฐและองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งทําหน้าที่บริหารพื้นที่ รักษาความสงบเรียบร้อย บริหารกระบวนการยุติธรรม จัดให้มีบริการสาธารณะที่จําเป็น และเป็นตัวแทนของเจตจํานงทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ของตน ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง กระบวนการสันติภาพที่มีความน่าเชื่อถือ จะต้องยอมรับและมีส่วนร่วมกับองค์กรทางการเมืองที่มีความชอบธรรมเหล่านี้ การจัดวางโครงสร้างทางการเมืองบนสมมติฐานเดิมที่ยึดอํานาจรวมศูนย์ จะไม่สามารถสร้าง สันติภาพที่ยั่งยืนได้ และการทําให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนเวลาอันควร จะยิ่งตอกยํ้าสภาพความแตกแยกที่ดํารงอยู่ของประเทศ
5. สภาพแวดล้อมยังไม่เอื้อต่อการเจรจาอย่างเป็นทางการ ผู้นําของ SCEF รับทราบการประเมินของอาเซียน ที่ระบุว่ายัง “ไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมและเกิดผลในทางปฏิบัติในพื้นที่” การประชุมครั้งนี้ได้ ยืนยันการประเมินของ SCEF ว่า เมียนมายังไม่ถึงขั้นตอนของการเจรจาทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้คือการเตรียมความพร้อมทางการเมือง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองของเมียนมาต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ หลักการ การมีส่วนร่วม โครงสร้าง ลําดับขั้นตอน
