ในช่วงเดือนไพรด์ หรือที่คนมักจะเรียกเดือน "แห่งความภาคภูมิใจ" นี้ กลับกลายเป็นเดือนที่สะท้อนให้เห็นว่าคนในสังคมไทยจำนวนหนึ่งยังคงแสดงความคิดล้าหลังป่าเถื่อนในเรื่องความหลากหลายทางเพศ เรื่องนี้สะท้อนจากความคิดเห็นของคนบางกลุ่มในหน้าสื่อที่ต่อต้านกับการที่แค่คนข้ามเพศอยากจะใช้คำนำหน้าตามเพศสภาพของตัวเอง ที่ไม่แน่ว่าความคิดเห็นเหล่านี้อาจจะเป็นแค่คนส่วนน้อยที่ทำเสียงดังเฉยๆ หรือเปล่า
"กะเทยไทย ควรได้ใช้นางสาว"
เพียงแค่ข้อเรียกร้องเล็กๆ ของกลุ่มคนข้ามเพศ ก็กลับทำให้เกิดการพยายามต่อต้านจากคนบางกลุ่ม ซึ่งมันก็ทำให้ฉันได้เห็นวาทกรรมหลายอย่างจากคนกลุ่มที่ต่อต้านกลุ่มนี้ ซึ่งบางครั้งก็เป็นวาทกรรมขัดแย้งกันเอง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นวาทกรรมที่สะท้อนให้เห็นการละเมิดสิทธิและระบอบปิตาธิปไตยที่กดขี่คนหลายๆ เพศ ไม่เพียงแค่กะเทยหรือคนข้ามเพศเท่านั้น
เช่น บ้างก็อ้างว่าจะกลายเป็นการหลอกลวง "ผู้ชายที่อยากมีลูกสืบสกุลไหม" ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องการวางแผนครอบครัวที่คุณสามารถคุยกับคนรักได้แบบผู้ใหญ่ๆ แล้วผู้หญิงตรงเพศ (เพศสภาพตรงกับเพศกำเนิด) หลายคนก็อยู่ในสภาวะทางร่างกายที่ไม่สามารถมีลูกได้ หรือไม่อยากมีลูกด้วยเจตจำนงของตัวเอง คุณจะเคารพเจตจำนงพวกเธออยู่ไหม คุณจะรักพวกเธอในแบบที่พวกเธอเป็น หรือจะมองพวกเธอเป็นแค่เครื่องมือผลิตลูกให้พวกคุณ?
บ้างก็อ้างว่า "ได้คืบจะเอาศอก" เป็นวาทกรรมที่สะท้อนความไม่เข้าใจหลักการสิทธิมนุษยชนเลยแม้แต่น้อย และไม่เข้าใจเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศด้วย ผู้เขียนเข้าใจว่าวาทกรรมนี้คงหมายถึงเรื่องที่ว่า "ได้สมรสเท่าเทียมแล้วก็ควรจะพอแล้ว" ซึ่งคาดว่ากลุ่มเหยียดเหล่านี้คงแอบหงุดหงิดไม่น้อยเหมือนกันที่มีกฎหมายให้สิทธิในเรื่องนี้ แต่เรื่องสมรสเท่าเทียมมันเป็นการให้สิทธิแต่กับกลุ่ม LGB หรือเป็นเรื่องทางเพศวิถี (เรารักใคร) เท่านั้น ไม่ใช่สิทธิที่ครอบคลุมการดำเนินชีวิตของกลุ่มความหลากหลายทางเพศสภาพ (เราเป็นใคร) คือคนข้ามเพศ-T และนอนไบนารี-N รวมถึงกลุ่มเพศสภาพหลากหลายอื่นๆ ด้วย
พูดง่ายๆ คือกลุ่มเพศสภาพอย่างคนข้ามเพศและนอนไบนารี ยังไม่ได้แม้แต่คืบ หรือแม้แต่ปลายเล็บเลยด้วยซ้ำ พวกเรายังคงเสี่ยงถูกตีตราให้เป็นเพศที่เราไม่ได้เป็น เสี่ยงที่จะถูกทำร้าย เสี่ยงที่จะถูกกีดกัน แม้แต่จากระบบของภาครัฐ เพราะเรายังคงมีคำนำหน้าและคำระบุเพศในเอกสารตัวตนที่ไม่ตรงกับเพศสภาพของเรา
และการเข้าถึงบริการของภาครัฐ สิทธิในการที่จะมีชีวิตโดยไม่ถูกกีดกัน เลือกปฏิบัติ หรือถูกตีตรา ล้วนแล้วแต่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทั้งนั้น ผู้ที่อ้างว่า "ได้คืบจะเอาศอก" จึงสะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนเลยแม้แต่น้อย
ต่อจากนี้จะขอพูดถึง วาทกรรทความเข้าใจผิดทั้งหลาย ที่กลุ่มต่อต้านการรับรองเพศสภาพ/กฎหมายคำนำหน้า มักจะนำมาใช้ เพื่อที่จะอธิบายว่าพวกเขาเข้าใจผิดอย่างไรบ้าง ทั้งๆ ที่ "ประเทศที่มีอารยะ" บางส่วน เขามีกฎหมายรับรองสิทธิของคนข้ามเพศ/นอนไบนารี/อินเตอเซ็กส์ กันแล้ว
วาทกรรมลวง 1 : อ้างว่าสิทธิในการกำหนดตัวเองของคนข้ามเพศ เป็นการขอเกินเลย "ได้คืบจะเอาศอก"
ข้ออ้างว่าขอเกินเลย ได้คือจะเอาศอกนี้ ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะสิทธิในเรื่องการรับรองเพศสภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระดับสิทธิมนุษยชน และไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิใดๆ ของใครเลย
คำว่า "สิทธิของคนข้ามเพศคือสิทธิมนุษยชน" ที่องค์การสหประชาชาติเคยประกาศไว้นั้น[1] ไม่ใช่คำกล่าวที่แค่ทำให้ฟังดูสวยหรูเท่านั้น แต่เพราะมันได้สะท้อนว่า สิ่งที่คนข้ามเพศต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ทั้งการถูกกัดกันเลือกปฏิบัติ การถูกข่มเหงรังแก และการไม่ได้รับการยอมรับในเพศสภาพ ในตัวตนของคนข้ามเพศเองนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของพวกเราทั้งนั้น
และหนึ่งในสิ่งที่จะทำให้คนข้ามเพศได้รับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทัดเทียมกับคนตรงเพศ นั่นก็คือการรับรองเพศสภาพ
ในงานวิจัยของ Maciej Rzewuski ระบุว่า สาเหตุที่คนข้ามเพศประสบความยากลำบากในชีวิตประจำวัน เป็นเพราะพวกเขาถูกบังคับให้ต้องระบุเพศตามเพศกำเนิดของตัวเอง ซึ่งขัดแย้งกับเพศสภาพที่พวกเขาเป็นจริงๆ เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดต่อคนข้ามเพศอย่างชัดเจนและเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ นอกจากนี้การบังคับให้ต้องระบุเพศยังทำให้คนข้ามเพศเสี่ยงต่อการถูกกีดกันเลือกปฏิบัติด้วย
Rzewuski เสนอว่า เพื่อให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนจึงควรมีการคุ้มครองคนข้ามเพศด้วยการรับรองเพศสภาพของคนข้ามเพศทั้งในระบบตุลาการและในระบบบริหารราชการ [2]
ถึงแม้ว่าประเทศไทยเพิ่งจะได้รับกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ทว่ากฎหมายนี้ก็เป็นสิทธิเกี่ยวกับเรื่องเพศวิถี อย่าง เกย์, เลสเบียน, ไบ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพศสภาพของคนข้ามเพศ หรือ นอนไบนารี และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเฉพาะการแต่งงานเท่านั้น ไม่ได้คุ้มครองด้านอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองความเป็นตัวของตัวเองตามเจตจำนงเสรี
เพราะ พ.ร.บ.คำนำหน้านาม หรือ กฎหมายการรับรองเพศสภาพ นั้น ตั้งอยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชนในด้านสิทธิในการกำหนดตัวเอง หรือ rights to self-determination ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีกลุ่มประเทศ 28 ประเทศเรียกร้องต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติให้มีการกำหนดใช้กฎหมายและนโยบายที่เปิดให้มีการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศตามเจตจำนงของบุคคลนั้นๆ เอง ซึ่งข้อเรียกร้องนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคประชาสังคม 65 องค์กรทั่วโลก [3]
"สิทธิมนุษยชนเป็นสากล ไม่สามารถถ่ายโอนกันได้ และไม่สามารถแบ่งแยกได้" ประเทศอาร์เจนตินาตัวแทนของ 28 ประเทศ กล่าวต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น ที่บอกว่าไม่สามารถแบ่งแยกได้นี้ หมายความว่าไม่สามารถแบ่งแยกสิทธิเป็นส่วนๆ ได้เพราะทุกสิทธิล้วนเกี่ยวข้องกัน หมายความว่า สิทธิที่เกย์กับเลสเบียนจะแต่งงานได้ก็สำคัญเทียบเท่าสิทธิที่คนข้ามเพศจะได้มีคำนำหน้าและระบุเพศในเอกสารตามเพศสภาพของตัวเอง หรือแม้กระทั่งกำหนดให้ตัวเองไม่มีคำนำหน้า หรือระบุเพศอื่นนอกเหนือจากชายหญิง
ตัวแทนอาร์เจนตินากล่าวต่อไปว่า "ดังเช่น สิทธิของทุกคนในการกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อสถานะบุคคลของพวกเขา และเป็นการแสดงให้เห็นถึงสิทธิในการกำหนดตัวเอง, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเสรีภาพของบุคคลเหล่านั้น"
การรับรองเพศสภาพ หรือคำนำหน้านามตามเพศสภาพ ถึงนับเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษแต่อย่าง มันถึงไม่ได้เป็นความเกินเลย หรือเป็นความ "ได้คืบจะเอาศอก" อย่างที่วาทกรรมกล่าวอ้างไว้
วาทกรรมลวง 2 : เป็นสิทธิที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของคนอื่น เป็นการหลอกลวง
ในความเป็นจริงแล้วการที่ผู้หญิงข้ามเพศหรือกะเทยจะเรียกตัวเองว่า "นางสาว" ก็เป็นเรื่องอัตลักษณตัวตนส่วนบุคคลล้วนๆ ไม่ได้เป็นการหลอกลวง แต่เป็นการตอกย้ำตัวตนที่แท้จริงของผู้หญิงข้ามเพศด้วยซ้ำ เคยมีข้ออ้างในสภากล่าวหาว่าต้อง "คำนึงถึงสิทธิคนอื่นด้วย" ซึ่งไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจนว่า"สิทธิ" อะไร? หรือเป็น "สิทธิ" ที่มีอยู่จริงไหม?
ในทางตรงกันข้าม สิทธิที่จะกำหนดเพศตัวเอง แม้ว่าจะไม่ตรงตามเพศกำเนิด เป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล หมายความว่ามีอยู่จริงแน่นอนในระดับโลก
ดังนั้นแล้วข้ออ้างเรื่องที่ว่าการรับรองเพศสภาพ "กระทบสิทธิของผู้อื่น" นั้นเป็นแค่ข้ออ้างที่มีรากฐานมาจากมายาคติที่แฝงฝังอยู่ในตัวกลุ่มชายหญิงตรงเพศกันอยู่แล้ว เช่น มุมมองที่ว่ากะเทยหรือผู้หญิงข้ามเพศเป็นผู้ที่ "หลอกลวง" ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งที่จริงๆ แล้วมุมมองเช่นนี้ เป็นมุมมองที่อันตรายและแฝงความรุนแรงต่อคนข้ามเพศด้วยซ้ำ มุมมองว่าคนข้ามเพศหลอกลวงแบบนี้กลายเป็นสาเหตุุที่ถูกนำมาอ้างใช้กระทำความรุนแรงต่อคนข้ามเพศ ไม่ว่าจะเป็นการกีดกัน รังแก ทำร้าย หรือกระทั่งสังหาร [4]
ทั้งที่จริงๆ แล้วคนข้ามเพศแค่แสดงออกทางเพศในแบบของตัวเอง และต้องการการยืนยันเพศสภาพตัวเองในสังคม รวมถึงในระบบของรัฐเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะหลอกลวงอะไรใคร
พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณเผลอตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งแล้วต่อมามารู้ภายหลังว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้หญิงข้ามเพศ มันก็ไม่ใช่ความผิดของเธอเลย คุณแค่มีความคาดหวังในอีกแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่คุณพบเจอเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่จะไปโทษใครได้ เพราะผู้หญิงข้ามเพศคนนั้นก็แต่แสดงออกทางเพศหรือแปลงเพศเพื่อความพึงพอใจของตนเอง ไม่ได้ทำเพื่อผู้ชายคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ
ในทางตรงกันข้าม มุมมองที่ว่าคนๆ หนึ่งแสดงออกทางเพศหรือแปลงเพศเพื่อจงใจ "หลอกลวง" คนอื่น เป็นมุมมองแบบปิตาธิปไตยอย่างแน่แท้ เพราะมันเป็นมุมมองที่เอาคนตรงเพศ โดยเฉพาะชายตรงเพศเป็นศูนย์กลาง ด้วยการมองว่า ผู้หญิงทำทุกอย่างก็เพื่อพวกเขา เช่น "ผู้หญิงอยากสวยไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อล่อลวงผู้ชาย" ซึ่งเป็นมุมมองแบบปิตาธิปไตยที่ลดทอนศักดิ์ศรีแม้กระทั่งกับหญิงตรงเพศ แล้วหญิงข้ามเพศก็เผชิญกับการลดทอนแบบเดียวกันด้วย
ข้ออ้างที่ว่าการรับรองเพศสภาพ "กระทบสิทธิ" สำหรับคนตรงเพศ จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่ใช่เพียงแค่กำกวม แต่ยังเป็นข้ออ้างที่ผิด ไม่มีที่ไหนในโลกเลยที่ระบุว่าคนๆ หนึ่งมี "สิทธิ" ที่จะการรับรู้เพศกำเนิดของคนๆ หนึ่งไม่เช่นนั้นจะถือเป็น "การหลอกลวง" ในทางตรงกันข้ามแล้วโลกของเรากำลังอยู่ในยุคดิจิทัลที่พูดถึงกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ และ ในทางตรงกันข้าม คนข้ามเพศก็มีสิทธิที่ควรจะได้รับการรับรองเพศสภาพตามหลักการสิทธิในการกำหนดตัวเอง อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว
วาทกรรมลวง 3 : แล้วถ้าเกิดว่ามีคนอ้างเอาการเปลี่ยนเพศไปใช้ในทางที่ผิดล่ะ เช่นเอาไปใช้หลอกลวงต้มตุ๋น
หลายๆ คนอาจจะเคยชมภาพยนตร์จำพวกสายลับแล้วจะมีฉากที่สายลับต้องสับเปลี่ยนหนังสือเดินทาง เอกสารประจำตัว หรือกระทั่งเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนลุค เปลี่ยนใบหน้า แล้วอาจจะกังวลว่าแล้วคนข้ามเพศจะทำแบบนี้บ้างใช่หรือไม่
เรื่องนี้ตอบง่ายมาก คือการหลอกลวงต้มตุ๋นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพศเลยแม้แต่น้อย ในภาพยนตร์สายลับส่วนใหญ่คนที่เปลี่ยนตัวตนก็มักจะไม่เปลี่ยนเพศตัวเองเพราะมันยุ่งยากมากเกินไป และอย่างที่บอกไปว่าคนข้ามเพศแค่อยากเป็นเพศที่ตัวเองอยากเป็น ต่างจากคนที่ต้มตุ๋นพวกเขาปลอมเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เป็นจริงๆ ตรงกันข้ามกับคนข้ามเพศลิบลับ
แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใด เพราะสาเหตุที่คนข้ามเพศต้องการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ทางเพศของตัวเอง รวมถึง ชื่อ คำนำหน้านาม และเพศในเอกสารต่างๆ นั้นไม่ใช่เพราะต้องการหลอกลวงคนอื่น แต่เพราะต้องการแก้ไขปัญหาความทุกข์ใจในเพศสภาพที่พวกเราไม่ได้เป็นแต่สังคมบังคับให้พวกเราเป็น ในแบบที่เรียกว่า gender dysphoria [5] หรือบ้างก็เพื่อให้เกิดความพึงพอใจต่อเพศสภาพที่ได้เป็นตัวของตัวเอง แบบที่เรียกว่า gender euphoria [6]
คนข้ามเพศทำไปไม่ใช่เพื่อต้องการหลอกลวงใคร แต่เพื่อต้องการเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ถูกบังคับให้ต้องระบุเพศสภาพที่ตัวเราไม่ได้เป็น ในทางตรงกันข้าม คนที่จะหลอกคนอื่นนั้น ไม่จำเป็นต้องพยายามเปลี่ยนเพศตัวเองทั้งในทางกายภาพและในทางกฎหมายให้วุ่นวายเลยด้วยซ้ำ
ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความที่โลกเรามีพัฒนาการเป็นดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบราชการเองก็มีการปรับตัวทำให้สามารถเก็บประวัติบุคคลแบบที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ในหลายภาคส่วน มีระบบแบบดิจิทัลต่างๆ เช่นการจดจำใบหน้า รวมถึงระบบ biometric ที่ใช้ระบุตัวบุคคลได้ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนเพศหรือไม่ก็ตาม ทำให้เรื่องการเปลี่ยนเพศในเอกสารทางราชการไม่สามารถนำใช้หลอกลวงใครได้ [11]
วาทกรรมลวง 4 : แล้วถ้าเกิดว่ามีคนอ้างเอาการเปลี่ยนเพศไปใช้ในทางที่ผิดล่ะ เช่นเพื่อเข้าถึงสถานที่ที่จำกัดเฉพาะเพศ เช่น ห้องน้ำหญิง
"ฉันจะขอพูดอะไรอย่างหนึ่ง ในฐานะของคนที่เป็นนักสตรีนิยมระดับฮาร์ดคอร์ นั่นก็คือ ภัยที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงรักชาย หรือผู้หญิงเพศวิถีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงตรงเพศ หรือผู้หญิงข้ามเพศ (ภัยที่ว่านี้)ก็คือชายรักหญิง (straight men) และปิตาธิปไตย ซึ่งเป็นมาโดยตลอดและยังคงเป็นอยู่" รีเบกกา โซลนิต นักสตรีนิยมหญิงตรงเพศ ระบุในบทความของเธอเองว่าผู้หญิงข้ามเพศ ไม่เคยเป็นภัยต่อผู้หญิงตรงเพศ
แต่ในทางตรงกันข้าม โซลนิต บอกว่าผู้หญิงตรงเพศเองอาจจะกลายเป็นภัยต่อผู้หญิงข้ามเพศ ถ้าหาก "พวกเราทำให้พวกเขากลายเป็นคนนอก" โซลนิตบอกอีกว่าไม่เธอไม่เคยพบเจอปรากฏการณ์ใดๆ เลยที่แสดงให้เห็นว่าการมีอยู่ของผู้หญิงข้ามเพศจะสร้างความไม่สบายใจกับพื้นที่ของผู้หญิง แต่ถ้าหากผู้หญิงตรงเพศขับผู้หญิงข้ามเพศออกไปจากพื้นที่ ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้หญิงข้ามเพศเผชิญกับการคุกคามจากผู้ชายได้
โซลนิต กล่าวอีกว่า ผู้ชายที่อยากทำร้ายผู้หญิงไม่จำเป็นต้องแต่งกายเป็นผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย พวกเขาสามารถทำตัวเป็นช่างซ่อม หรือ คนทำงานบริการฉุกเฉิน เพื่ออ้างเข้าไปในบ้านของผู้หญิง แต่ก็ไม่เห็นมีใครแบนคนทำงานเหล่านี้ [7]
เรื่องนี้ไม่ได้แค่คำบอกเล่าจากนักสตรีนิยมเท่านั้น แม้แต่ในทางสถิติก็ไม่มีข้อมูลอะไรบ่งชี้เลยว่าการรับรองเพศสภาพจะส่งผลให้เกิดความรุนแรงหรืออาชญากรรมเพิ่มขึ้น แม้แต่ในประเทศที่มีสถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงสูงมาก ก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับการรับรองเพศสภาพเลยแม้แต่น้อย เพราะผู้ก่อเหตุแทบจะทุกกรณีเป็นชายตรงเพศ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนข้ามเพศเลย [8]
ในคำแถลงของอาร์เจนตินาในฐานะตัวแทน 28 ประเทศต่อคณะมนตรีสทธิมนุษยชนยูเอ็น ก็เคยพูดถึงเรื่องแบบเดียวกันไว้ว่า "พวกเราสนับสนุนนโยบายทุกรูปแบบที่เป็นการต่อต้านความรุนแรงและการกีดกันเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงทุกคน และพวกเราก็ขอย้ำว่านโยบายเหล่านี้ควรจะวางอยู่บนฐานของแนวคิดอำนาจทับซ้อน คุ้มครองผู้หญิงที่เผชิญกับการกีดกันเลือกปฏิบัติหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงข้ามเพศด้วย"
เพราะในทางตรงกันข้าม กลุ่มคนข้ามเพศก็เผชิญกับการกดขี่และความรุนแรงหนักมาก จากสถิติเมื่อปี 2567 [12]
วาทกรรมลวง 5 : "แล้วถ้าหากเราอยากมีลูกสืบสกุลล่ะ"
ก่อนอื่น ฉันขอเล่าเรื่องของตัวเองหน่อยว่า ฉันเป็นผู้หญิงข้ามเพศที่เคยคบกับผู้หญิงตรงเพศคนหนึ่ง ตอนที่คบกันอยู่ตัวฉันเองนี่แหล่ะที่เป็นฝ่ายเปรยออกไปว่าอยากมีลูก แต่พอลองถามคนรักตัวเองในตอนนั้นแล้ว เธอก็พูดในทำนองว่ามันเป็นเรื่องต้องคิดหนัก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ เหมือนจะเอนเอียงไปในทางไม่อยากมี
ซึ่ง... ฉันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความรักที่ฉันมีต่อเธอในตอนนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย เพราะฉันไม่ได้มองคนรักของฉันเป็นแค่เครื่องมือ แต่รักเธอในฐานะคนๆ หนึ่ง รักเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีเจตจำนงเสรี และเคารพการตัดสินใจของเธอแม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายผิดหวังก็ตาม
เพราะเรื่องการจะมีลูก ไม่ว่าจะกับเพศใดก็ตาม มันก็ต้องคุยกัน สร้างข้อตกลงกันแบบผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ ในแบบที่เรียกว่า "การวางแผนครอบครัว" ไม่ใช่ว่าแค่คุณเป็นชายตรงเพศที่รักหญิง คุณก็จะมีสิทธิพิเศษโดยอัตโนมัติว่าจะสามารถสั่งให้คนรักของตัวเองต้องมีลูกให้คุณได้
ถ้าเป็นแบบนั้นคุณมองเห็นคนรักของคุณเป็นอะไร นอกจากเครื่องมือที่จะผลิตลูกให้คุณ?
แนวคิดแบบที่อ้างว่าผู้หญิงข้ามเพศไม่ควรได้รับการรับรองเพศสภาพเพราะจะมา "หลอก" เพศชายให้แต่งงานโดยมีลูกด้วยไม่ได้นั้น ไม่ใช่แค่วาทกรรมที่กดเหยียดคนข้ามเพศเท่านั้น มันยังเป็นวาทกรรมที่สะท้อนความเป็นปิตาธิปไตยกดทับเพศหญิงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหญิงข้ามเพศ หรือหญิงตรงเพศ ก็ตาม
ไม่ใช่ว่าผู้หญิงตรงเพศทุกคนจะอยากมีลูก และไม่ใช่ว่าผู้หญิงตรงเพศทุกคนจะสามารถมีลูกได้
รีเบคกา โซลนิต นักสตรีนิยมที่เป็นหญิงตรงเพศ ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้เช่นกัน โดยบอกว่า ผู้หญิงต่างก็เกิดมาด้วยลักษณะทางเพศที่หลากหลาย บางคนก็มีหรือขาดในบางส่วน ผู้หญิงตามเพศกำเนิดบางคนก็มีภาวะผิดปกติทางโครโมโซมและฮอร์