โมฮัมมัดอัซมี อับดุลฮามิด หรือ เจ๊ะฆูอัสมี ประธานสภาปรึกษาองค์กรอิสลามฯ (MAPIM) องค์กรพัฒนาเอกชนใหญ่ของมาเลเซีย เผยแนวทางในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ที่ชะงักมานาน ต้องเน้นกำหนดวาระของประชาชนเป็นหลักก่อน พร้อมใช้โอกาสที่มาเลเซียเป็นประธานอาเซียนผลักดันการพูดคุย หวังให้ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามเอกสารอย่างน้อย 60-70% ภายในปีนี้

โมฮัมมัดอัซมี อับดุลฮามิด หรือ เจ๊ะฆูอัสมี ประธาน MAPIM
เมื่อมาเลเซียเป็นประธานอาเซียน เอ็นจีโอในมาเลเซียก็อยากมีส่วนร่วมแก้ปัญหาชายแดนใต้ด้วย สภาปรึกษาองค์กรอิสลามฯ หรือ MAPIM เผยโอกาสสำคัญที่ภาคประชาสังคมพยายามผลักดันสันติภาพที่เป็นวาระของประชาชน และการเปลี่ยนจุดสนใจจากความขัดแย้งไปสู่ความต้องการของชุมชน
เมื่อประเทศมาเลเซียได้คิวเป็นประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)ในปี 2025 นายอันวาร์ อิบรอฮีม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนจึงถูกคาดหวังว่าจะทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ (ปาตานี) ของไทยบรรลุผลได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกันยังทำให้องค์กรพัฒนาเอกชนหรือภาคประชาสังคมในมาเลเซียอยากมีส่วนร่วมแก้ปัญหาด้วย โดยเฉพาะด้านสังคมและเศรษฐกิจเพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งจะหนุนเสริมการสร้างสันติภาพด้วย
หนึ่งในองค์กรสำคัญ คือ สภาปรึกษาองค์กรอิสลามแห่งมาเลเซีย หรือ MAPIM (Majlis Perundingan Pertubuhan Islam Malaysia, Malaysian Consultative Council for Islamic Organization) องค์กรพัฒนาเอกชนใหญ่ของมาเลเซีย ซึ่งเป็นรู้จักของคนในพื้นที่พอสมควร
MAPIM ก่อตั้งมา 21 ปีแล้ว มีบทบาทในหลายประเทศที่มีชาวมุสลิม โดยเฉพาะด้านมนุษยธรรม การศึกษา การพัฒนาและการสร้างสันติภาพ โดยในพื้นที่ชายแดนใต้ MAPIM พยายามเข้ามาร่วมงานกับกลุ่มองค์กรต่างๆในพื้นที่มานานแล้ว แต่ดูเหมือนว่ายังเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจัง
กระทั่งเห็นความพยายามของครือข่ายภาคประชาสังคม 44 องค์กรที่พยายามผลักดันให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพเดินหน้าต่อไปเพราะเชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้อย่างสันติวิธี โดยเฉพาะมหกรรมสันติภาพปาตานี/ชายแดนใต้ "หนึ่งเดียวเพื่อสันติภาพ" Solidarity for Peace/ Bersatu untuk Damai ที่ จ.ปัตตานี เมื่อ 26 ก.พ. 2568 ทีผ่านมา แม้ว่ากระบวนการพูดคุยได้หยุดชะงักมานาน ตั้งแต่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว
สันติภาพที่เป็นวาระของประชาชน

โมฮัมมัดอัซมี อับดุลฮามิด หรือ เจ๊ะฆูอัสมี ประธาน MAPIM
นายโมฮัมมัดอัซมี อับดุลฮามิด หรือ เจ๊ะฆูอัสมี ประธาน MAPIM บอกว่า นี่คือแนวทางใหม่ๆ ที่สำคัญที่เราพูดถึงการกำหนดวาระของประชาชนเป็นวาระสำคัญ แล้วค่อยพิจารณาวาระของขบวนการ (เอกราชปาตานี) และวาระของรัฐบาลไทย เพราะคนมาเลเซียก็รู้สึกผิดหวังกับการแก้ปัญหามานานแล้วเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมายังไม่เห็นผล
“เมื่อได้เห็นการพบปะรวมกลุ่มเพื่อสันติภาพ ทำให้ผมเห็นว่าแนวทางนี้มีโอกาสที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้น เพราะทั้งประชาชน ประชาสังคม นักวิชาการ นักการศาสนา ทั้งหมด ต้องการหาจุดร่วมของการแก้ปัญหาบนพื้นฐานความต้องการของประชาชน สำหรับผมนี่คือความหวังอันสูงส่งที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจที่ดี”
เปลี่ยนจุดสนใจจากความขัดแย้งไปสู่ความต้องการของชุมชน
เจ๊ะฆูอัสมี พูดถึงบทบาทของ MAPIM ว่า เป็นพื้นที่การพูดคุย ปรึกษาหารือ สร้างความร่วมมือและหาแนวทางร่วมกัน คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน และประชาชนกับฝ่ายต่างๆ ที่มีอำนาจตัดสินใจ เช่น รัฐบาล หรือองค์กรอื่นๆ ที่เหมาะสมรวมถึงระดับอาเซียน
“MAPIM รวมคนแล้วจัดปรึกษาหารือกัน แล้วตัดสินใจร่วมกัน นี่คือสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นในกระบวนการสันติภาพ”
เจ๊ะฆูอัสมี กล่าวว่า ในฐานะประธานอาเซียน เสียงของมาเลเซียจึงสำคัญ สามารถนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาได้ จะพูดคุยกันอย่างไรและจะยกระดับเป็นความร่วมมือในระดับอาเซียนได้อย่างไร เราสามารถทำงานสันติภาพได้ในช่วงที่มาเลเซียเป็นประธานอาเซียนนี่แหละ
เจ๊ะฆูอัสมี กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้หารือกับรัฐบาล (มาเลเซีย) แล้ว เราจะเริ่มทำในปีนี้เลย ก็อย่างน้อยก็มีเอกสารที่จะให้ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามได้อย่างน้อยก็ในปีนี้ อาจไม่ทั้งหมด 100% อย่างน้อยซัก 60-70% ก่อนในปีนี้ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จแล้ว
5 หลักการ นำวาระประชาชนมาเป็นหลักในการสร้างสันติภาพ
เจ๊ะฆูอัสมี ยังได้เปิดเผย หลักการในการสร้างสันติภาพและความปรองดองในการแก้ไขความขัดแย้งในภาคใต้ของประเทศไทย ภายใต้ โครงการริเริ่มระดับภูมิภาคมาดานี (IMAR) โดยกล่าวถึงการนำวาระของประชาชนมาเป็นหลักในการสร้างสันติภาพ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่จะสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ มีหัวข้อหลักประกอบด้วย
1. การเปลี่ยนจุดสนใจจากความขัดแย้งไปสู่ความต้องการของชุมชน เช่น ความท้าทายในชีวิตประจำวัน ความยากจน โอกาสทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงการศึกษา และความยุติธรรมทางสังคม กรอบสันติภาพต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อรับประกันการดำรงชีวิตสิทธิทางวัฒนธรรม และการพัฒนาที่เท่าเทียม
2. การสร้างสันติภาพที่ครอบคลุม ขยายการมีส่วนร่วม
3. การจัดการกับสาเหตุรากฐานของความคับของใจ ได้แก่ การยอมรับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ การพัฒนาและการรวมทางเศรษฐกิจ ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
4. การก้าวข้ามการแก้ไขด้วยวิธีการทหาร
5. การเสริมสร้างการสนับสนุนระดับภูมิภาคและนานาชาติ
โดยแต่ละหัวข้อจะมีแนวทางที่หลากหลายในการที่จะนำวาระของประชาชนมาเป็นหลักในการสร้างสันติภาพ และต้องทำงานร่วมกันหลายฝ่ายโดยเฉพาะคนพุทธและมุสลิม และการสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ด้วย
สิ่งที่ติดตามว่า ในขณะที่กระบวนการสันติภาพยังชะงักอยู่ รัฐบาลก็ยังทบทวนยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ยังไม่เสร็จ เหตุรุนแรงพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ต้นเดือนรอมฎอนมา บทบาทของมาเลเซียและการสนับสนุนจากภาคประชาสังคมของมาเลเซียจะทำให้เกิดสันติภาพเร็วขึ้นได้อย่างไร การผลักดันวาระของประชาชนจะมีพลังมากพอให้รัฐบาลตอบสนองหรือไม่ และมุมมองของฝ่ายความมั่นคงไทยมองอย่างไร
