Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ข่าวสืบสวนจาก Pulitzer Center ชี้เด็กในอังกฤษเข้าสู่ระบบอคาเดมีสโมสรฟุตบอลตั้งแต่อายุ 7-8 ปี ด้วยความหวังเป็นนักเตะอาชีพ แต่มีเพียงน้อยกว่า 1% ที่ไปถึงจุดนั้น หลัง Brexit ทำให้สโมสรเซ็นสัญญานักเตะต่างชาติอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ได้ ประกอบกับกฎการเงิน Profit and Sustainability Rules ที่ยกเว้นค่าใช้จ่ายอคาเดมี ทำให้การขายนักเตะที่ปั้นเองกลายเป็นกำไรเต็มจำนวน อคาเดมีจึงเปลี่ยนจากพื้นที่พัฒนานักเตะเป็นแหล่งสร้างรายได้ นักวิชาการและอดีตนักเตะอคาเดมีสะท้อนแรงกดดันที่เด็กแบกรับ รวมถึงผลกระทบด้านการศึกษาและสุขภาพจิตที่ตามมา

  • สโมสรฟุตบอลชั้นนำในอังกฤษเริ่มคัดเลือกเยาวชนตั้งแต่อายุ 7-8 ปี บางสโมสรสอดส่องตั้งแต่อายุ 5-6 ปี ทั้งที่มีผู้เล่นในระบบอคาเดมีน้อยกว่า 1% ที่ไปถึงระดับอาชีพ อดีตนักเตะอคาเดมีอย่างลุค เมอร์ริลล์ ใช้เวลาเกือบ 10 ปีในโปรแกรมเยาวชนของยูไนเต็ด ซิตี และแบล็กเบิร์น ก่อนตัดสินใจออกจากระบบเมื่ออายุ 16 ปีเพื่อมุ่งเน้นการศึกษา
  • หลัง Brexit ที่ทำให้ผู้เล่นต่างชาติเซ็นสัญญาได้เฉพาะอายุ 18 ปีขึ้นไป และกฎการเงิน PSR ที่ยกเว้นค่าใช้จ่ายอคาเดมี ทำให้นักวิชาการเคียแรน แม็กไกวร์ ชี้ว่าการขายนักเตะที่ปั้นเองกลายเป็นกำไรเต็มจำนวนโดยไม่มีต้นทุน เช่นกรณีโคล พาลเมอร์ที่ขายให้เชลซี 40 ล้านปอนด์ ทำให้สโมสรมีแรงจูงใจรับเด็กเข้าอคาเดมีจำนวนมากเพื่อเพิ่มโอกาสได้นักเตะทำกำไร ปัจจุบันอังกฤษมีอคาเดมีระดับ Category One ถึง 25 แห่ง
  • มีงานวิจัยพบว่าเด็กในอคาเดมีมีผลการเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยตอนเข้าแต่ต่ำกว่าตอนออกจากระบบ และอดีตนักฟุตบอลอาชีพมีอัตราภาวะซึมเศร้า หย่าร้าง และปัญหาการเงินสูงกว่าค่าเฉลี่ย โค้ชรายหนึ่งระบุว่าวงการยังทำไม่พอด้านการดูแลจิตใจเด็กที่ถูกปล่อยตัว และเห็นว่าเป้าหมายที่แท้จริงควรเป็นการพัฒนาคน ไม่ใช่เพียงนักฟุตบอลที่เก่งขึ้น


สนามฟุตบอลแบบกรงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอาคารที่พักอาศัยในย่านเวสต์เคนซิงตัน กรุงลอนดอน | ภาพจาก: Pulitzer Center/Ethan Qin

ในอังกฤษ ฟุตบอลปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันแทบทุกด้าน ทั้งในสนามโรงเรียน ตามมุมถนน ในวงสนทนาที่ผับ และบนอัฒจันทร์ในวันแข่งขัน เสียงลูกบอลกระทบกำแพงอิฐ เสียงรั้วโลหะสั่นในกรงฟุตบอลของย่านที่พักอาศัย และเสียงเด็ก ๆ ตะโกนชื่อนักเตะพรีเมียร์ลีกที่พวกเขาชื่นชอบ ได้ยินอยู่ทั่วไป

สำหรับเด็กในประเทศนี้ ฟุตบอลเป็นสิ่งที่ได้รับสืบทอดมาจากครอบครัว มากกว่าเป็นสิ่งที่ค้นพบด้วยตัวเอง แผนวันหยุดสุดสัปดาห์มักผูกกับตารางแข่งขัน ความชื่นชอบสโมสรใดสโมสรหนึ่งถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และสำหรับเด็กจำนวนมาก ความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ลุค เมอร์ริลล์ (Luke Merrill) อดีตนักเตะอคาเดมีของ Manchester United, Manchester City และ Blackburn Rovers เล่าว่าในวัยเด็กเขาใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปกับการเล่นฟุตบอลแทบทุกวัน หากไม่ได้ลงแข่งให้ทีมใดก็จะเล่นในสวนหลังบ้าน เขาบอกว่าฟุตบอลเป็นสิ่งที่เขาหมกมุ่นตั้งแต่วัยนั้น และเป็นความฝันของเขา

สำหรับนักเตะอย่างเมอร์ริลล์ จุดเริ่มต้นของการก้าวจากฟุตบอลนอกระบบไปสู่ระดับอาชีพ คือระบบอคาเดมีของอังกฤษ ระบบนี้เป็นกลไกที่สโมสรอาชีพใช้พัฒนาผู้เล่นตั้งแต่วัยเด็กจนถึงระดับทีมชุดใหญ่ สโมสรชั้นนำส่วนใหญ่เริ่มคัดเลือกผู้เล่นตั้งแต่อายุ 7 หรือ 8 ปี โดยให้การฝึกซ้อมและการโค้ชระดับสูงเพื่อปูพื้นฐานทักษะ สมรรถภาพร่างกาย และแทคติกที่จำเป็นต่อการก้าวสู่ระดับอาชีพ

แม้เดิมทีหลายฝ่ายมองระบบอคาเดมีเป็นเส้นทางพัฒนานักเตะเป็นหลัก แต่การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Brexit และมาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางที่สโมสรอาชีพมองผู้เล่นเยาวชน อคาเดมีกลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินและกลไกสร้างรายได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะเป็นเพียงพื้นที่พัฒนาและให้การศึกษาแก่ผู้เล่นเยาวชน

ในมุมของผู้เล่น มีนักเตะในระบบอคาเดมีน้อยกว่า 1% เท่านั้นที่ไปถึงระดับอาชีพ กระนั้น การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เหล่านี้ยังจูงใจให้อคาเดมีสะสมผู้เล่นเยาวชนไว้หลายร้อยคน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ แม้โอกาสจะน้อยมาก ผู้เล่นเยาวชนจำนวนมากยังรู้สึกถึงแรงกดดันมากจากความเข้าใจว่าโอกาสนี้หายาก

การค้นหาเพชรเม็ดงาม

ก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะได้สวมชุดอคาเดมี แมวมองของสโมสรต่าง ๆ ก็จับตามองอยู่ก่อนแล้ว อีธาน แอดัมส์ (Ethan Adams) แมวมองระดับก่อนเข้าอคาเดมีของ Arsenal มีหน้าที่คัดหานักเตะเยาวชนที่มีศักยภาพในพื้นที่ทางใต้และตะวันตกของลอนดอน แอดัมส์เริ่มติดตามผู้เล่นตั้งแต่อายุ 5 หรือ 6 ปี ก่อนที่เด็กเหล่านั้นจะมีสิทธิ์เซ็นสัญญาด้วยซ้ำ

แอดัมส์กล่าวว่าทีมของเขาสอดส่องผู้เล่นที่ยังอายุน้อยเกินกว่าจะเซ็นสัญญากับอคาเดมีได้ในขณะนี้ เพื่อให้พร้อมติดตามนักเตะที่มีศักยภาพสูงสุดในลอนดอนทันทีที่ถึงวัยที่เซ็นสัญญาได้

อคาเดมีในอังกฤษดำเนินงานภายใต้แผนพัฒนาศักยภาพผู้เล่นระดับยอด (Elite Player Performance Plan: EPPP) ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่พัฒนาร่วมกันโดยพรีเมียร์ลีก สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) และลีกฟุตบอลอังกฤษ ตามกฎของ EPPP อคาเดมีสามารถคัดเลือกผู้เล่นได้เฉพาะในรัศมีการเดินทาง 60 นาทีจากศูนย์ฝึกซ้อมสำหรับกลุ่มอายุน้อยที่สุด และขยายเป็น 90 นาทีสำหรับผู้เล่นอายุ 12 ปีขึ้นไป แผนนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองการศึกษาและความเป็นอยู่ของเด็กจากภาระการเดินทางที่มากเกินไป

สำหรับ Arsenal พื้นที่คัดเลือกผู้เล่นครอบคลุมหนึ่งในภูมิภาคที่มีนักเตะเยาวชนฝีเท้าดีหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แอดัมส์อธิบายว่าอคาเดมีระดับ Category One ทั้ง 7 แห่งในลอนดอน ซึ่งเป็นการจัดระดับของ FA สำหรับโปรแกรมที่ได้รับงบประมาณและทรัพยากรสูงสุด รวมถึงอคาเดมีของ Chelsea, Tottenham, Crystal Palace และ Fulham ต่างแข่งขันกันเพื่อดึงตัวนักเตะเยาวชนกลุ่มเดียวกันในพื้นที่

แอดัมส์กล่าวว่าพื้นที่นี้มีนักเตะเยาวชนที่มีศักยภาพจำนวนมาก แต่ก็มีคู่แข่งจำนวนมากเช่นกัน Chelsea เสนอทุนการศึกษาโรงเรียนเอกชนเต็มจำนวนให้เด็กที่เซ็นสัญญากับอคาเดมี ขณะที่ Arsenal ไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับสิ่งนั้น จึงต้องใช้ทรัพยากรที่แตกต่างออกไปในการแข่งขันเพื่อดึงตัวนักเตะกลุ่มเดียวกัน

แอดัมส์อธิบายว่าในวัยเด็กเช่นนี้ การประเมินนักเตะเน้นที่การอ่านศักยภาพอย่างละเอียดมากกว่าการมองหาผู้เล่นที่พัฒนาสมบูรณ์แล้ว พัฒนาการทางร่างกายอาจทำให้ประเมินผิดพลาดได้ เด็กที่มีการเจริญเติบโตเร็วอาจโดดเด่นในสนามเนื่องจากตัวใหญ่กว่าเพื่อนวัยเดียวกัน มากกว่าเป็นเพราะฝีเท้า ขณะที่ผู้เล่นที่ดูธรรมดาอาจเพิ่งเริ่มเล่นฟุตบอลมาเพียงไม่กี่เดือน

แอดัมส์กล่าวว่าบริบทของผู้เล่นแต่ละคนมีความสำคัญมาก และงานส่วนใหญ่ของเขาคือการพูดคุยกับโค้ชและผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจภูมิหลังของผู้เล่นแต่ละคน

แอดัมส์เสริมว่าทัศนคติเป็นคุณสมบัติที่สำคัญไม่แพ้ความสามารถ เขาระบุว่าหากผู้เล่นทำผิดพลาดแล้วท้อแท้ทันที ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีสำหรับการเล่นในระดับสูงสุดในอนาคต

ความไม่แน่นอนของระบบ


เมอร์ริลล์ (คนที่ 2 จากขวา) ลงเล่นให้กับทีมเยาวชนของ Manchester City ในการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ช่วงฤดูร้อนกับบาร์เซโลนาเมื่อปี 2012 โดยในภาพเขากำลังลงสนามร่วมกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง ฟิล โฟเดน (Phil Foden ) (หมายเลข 10) ซึ่งปัจจุบันเป็นนักฟุตบอลอาชีพของ Manchester City | ภาพจาก: Pulitzer Center/Image courtesy of Luke Merrill

สำหรับผู้ที่ได้เข้าสู่ระบบอคาเดมี ความไม่แน่นอนของโอกาสประสบความสำเร็จเป็นประเด็นที่พบเห็นทั่วไป โค้ชอคาเดมีจากเมืองแมนเชสเตอร์คนหนึ่ง ซึ่งทำงานในวงการฟุตบอลเยาวชนมานานเกือบ 30 ปี ให้สัมภาษณ์โดยขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากความอ่อนไหวของตำแหน่งงานที่สโมสรระดับสูง ระบุว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จเกิดขึ้นแบบสุ่มและพบได้น้อยมาก ทุกปัจจัยต้องประจวบเหมาะพร้อมกันสำหรับผู้เล่นคนหนึ่ง และเปรียบว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยของผู้เล่นทั้งหมดที่จะไปถึงจุดนั้นได้

โค้ชคนดังกล่าวยกกรณีของ มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) เป็นตัวอย่างของปัจจัยสุ่มที่กำหนดเส้นทางอาชีพนักเตะ แรชฟอร์ดไต่เต้าขึ้นมาในอคาเดมีของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตั้งแต่วัยรุ่น และได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่ออายุ 18 ปี เนื่องจากทีมชุดใหญ่ในขณะนั้นมีผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของตัวเขาเอง

โค้ชระบุว่าหากไม่มีผู้เล่นบาดเจ็บจำนวนมากในตอนนั้น แรชฟอร์ดอาจไม่ได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ แต่เมื่อได้โอกาส แรชฟอร์ดก็คว้าไว้ จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้เล่นเยาวชนที่อาจไม่มีโอกาสแสดงฝีมือเลย แรชฟอร์ดกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษ

โค้ชจากแมนเชสเตอร์ระบุว่าสิ่งที่เขามองหาเป็นอันดับแรกในการคัดเลือกผู้เล่นเยาวชนคือคุณสมบัติที่โดดเด่นเฉพาะตัวอย่างใดอย่างหนึ่งที่แยกผู้เล่นคนนั้นออกจากเพื่อนร่วมรุ่น เช่น ความสามารถในการเลี้ยงบอล ความเร็ว หรือความสามารถทางเทคนิคในการรับและส่งบอล กุญแจสำคัญของการพัฒนาผู้เล่นคือการระบุสิ่งที่ผู้เล่นแต่ละคนทำได้ดีกว่าคนอื่น แล้วสร้างจุดแข็งนั้นให้ชัดเจนขึ้น

โค้ชยังให้ความสำคัญกับภูมิหลังของผู้เล่น โดยระบุว่าเด็กที่เติบโตในพื้นที่เมืองที่มีประชากรหนาแน่นมักมีบางสิ่งที่ฝึกสอนได้ยากกว่าทักษะการเล่นบอล เขาอธิบายว่าฟุตบอลข้างถนนเป็นเรื่องยาก ไม่มีผู้ปกครองคอยดูอยู่ข้างสนาม หากถูกทำฟาวล์ก็ต้องลุกขึ้นเล่นต่อเอง เป็นสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป

ผู้เล่นที่เติบโตในสภาพแวดล้อมเมืองลักษณะนี้ ซึ่งแข่งขันกันในกรงฟุตบอลของย่านที่พักอาศัยตั้งแต่วัยเด็ก มักพัฒนาความแข็งแกร่งและความคมทางเทคนิคที่การฝึกซ้อมแบบมีระบบไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด โค้ชเปรียบเทียบลักษณะนี้กับฟุตบอลอเมริกาใต้ โดยระบุว่าพบลักษณะเดียวกันในบราซิลและอาร์เจนตินา ที่ฟุตบอลเป็นทางออกและเป็นวิถีชีวิตของเด็กเหล่านั้น ซึ่งเล่นฟุตบอลข้างถนนโดยไม่มีกฎเกณฑ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นเช่นนี้มาพร้อมกับต้นทุน ในหลายกรณี เด็กต้องแบกภาระความคาดหวังในการใช้ศักยภาพและโอกาสของตนให้เต็มที่ โค้ชระบุว่าแรงกดดันที่เด็กเหล่านี้เผชิญ โดยเฉพาะที่สโมสรระดับสูง ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่ดีนัก เขาเคยเห็นผู้ปกครองตะโกนใส่ลูกในลานจอดรถหลังจบเกมเพราะลูกเล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร และระบุว่าปัจจุบันมีแรงกดดันจากผู้ปกครองมากขึ้น หากพวกเขาคิดว่าลูกมีโอกาสประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นด้านที่ไม่น่าพอใจของวงการนี้

โค้ชมองว่าการเซ็นสัญญาและข้อผูกมัดต่าง ๆ เกิดขึ้นเร็วเกินไป เขาระบุว่าโดยส่วนตัวคิดว่าไม่ควรให้เซ็นสัญญาก่อนอายุ 12 หรือ 14 ปี และควรปล่อยให้ "เด็กได้เป็นเด็กต่อไป"

การเปลี่ยนแปลงทางการเงินและผลกระทบ

เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดระบบอคาเดมีจึงพัฒนาไปในทิศทางนี้ จำเป็นต้องเข้าใจแรงจูงใจทางการเงินที่อยู่เบื้องหลัง เคียแรน แม็กไกวร์ (Kieran Maguire) อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ฟุตบอลจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล และผู้เขียนหนังสือ The Price of Football เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ฟุตบอลชั้นนำของสหราชอาณาจักร

การเปลี่ยนแปลงของระบบอคาเดมีมีที่มาจากแรงกดดัน 2 ประการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ประการแรกคือ Brexit ก่อนที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป สโมสรสามารถคัดเลือกผู้เล่นจากทั่วยุโรปได้ทุกช่วงอายุ แต่หลัง Brexit ผู้เล่นต่างชาติจะเซ็นสัญญาได้ก็ต่อเมื่ออายุ 18 ปี ขึ้นไปเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้มูลค่าของนักเตะเยาวชนในประเทศเพิ่มขึ้นมาก

แม็กไกวร์กล่าวว่ามูลค่าของนักเตะเยาวชนในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์เพิ่มขึ้น เนื่องจากสโมสรต้องการดึงตัวนักเตะเยาวชนในประเทศที่มีฝีมือดีที่สุดไว้ให้ได้ และต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้ตัวมา เขาระบุว่ามีแมวมองที่เดินทางไปดูการแข่งขันระดับรุ่นอายุต่ำกว่า 10 หรือ 11 ปี เพื่อพยายามดึงตัวนักเตะที่มีศักยภาพ และแม้กฎจะห้ามไม่ให้เสนอสิ่งจูงใจทางการเงิน แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีการทำเช่นนั้นอยู่

แรงกดดันประการที่สองมาจากมาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย ในปี 2013 วงการฟุตบอลอังกฤษเริ่มใช้กฎการเงินซึ่งภายหลังรู้จักกันในชื่อ Profit and Sustainability Rules (PSR) กฎนี้มีเป้าหมายป้องกันไม่ให้สโมสรใช้จ่ายเกินฐานะทางการเงิน โดยสโมสรจะถูกหักคะแนนหรือลงโทษด้วยวิธีอื่นหากยอดขาดทุนเกินเกณฑ์ที่กำหนด ผู้เล่นจากอคาเดมีกลายเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างกำไรเพื่อให้สโมสรปฏิบัติตามกฎนี้ได้

แม็กไกวร์อธิบายว่าเมื่อสโมสรขายผู้เล่นที่มาจากอคาเดมีของตนเอง กำไรจะคำนวณจากราคาขายลบด้วยมูลค่าทางบัญชี ต่างจากผู้เล่นที่ซื้อมาจากสโมสรอื่นซึ่งต้องหักราคาซื้อออกจากราคาขายในอนาคต ผู้เล่นจากอคาเดมีไม่มีต้นทุนในการได้มา แม็กไกวร์ระบุว่าสโมสรไม่ต้องจ่ายค่าตัวสำหรับผู้เล่นอคาเดมี ดังนั้นเมื่อขายผู้เล่นเหล่านี้ สโมสรจะได้กำไรเต็มจำนวน หากขายได้ 40 ล้านปอนด์ ก็ได้กำไร 40 ล้านปอนด์

ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือ โคล พาลเมอร์ (Cole Palmer) กองกลางที่เข้าอคาเดมีของแมนเชสเตอร์ซิตีตั้งแต่รุ่นอายุต่ำกว่า 8 ปี ก่อนถูกขายให้เชลซีในปี 2023 ด้วยมูลค่า 40 ล้านปอนด์

โค้ชจากแมนเชสเตอร์ระบุแนวปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน โดยกล่าวว่าผู้เล่นบางคนจะถูกส่งลงสนามเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถขายทำกำไรได้มากขึ้น

ผลที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในวิธีที่อคาเดมีมองตัวเอง จากเดิมที่เป็นพื้นที่บ่มเพาะและพัฒนาผู้เล่น อคาเดมีในปัจจุบันทำหน้าที่เป็นแหล่งสร้างกำไรให้สโมสรโดยรวม แม็กไกวร์ยังชี้ให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายด้านอคาเดมีได้รับการยกเว้นจากมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ใช้ควบคุมการใช้เงินของสโมสรในด้านอื่น เขาระบุว่าสโมสรสามารถใช้จ่ายกับอคาเดมีได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่กระทบต่อการหักคะแนนหรือบทลงโทษจากหน่วยงานกำกับดูแล จึงมีเหตุผลเสมอที่สโมสรจะขยายอคาเดมีของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตัวเลขสถิติ

แนวทางการใช้จ่ายอย่างเสรี คัดเลือกผู้เล่นในวงกว้าง และหวังว่าจะมีผู้เล่นบางส่วนกลายเป็นดาวเด่น ส่งผลกระทบด้านลบต่อเด็กที่อยู่ในระบบนี้อย่างมาก แม็กไกวร์อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า หากอัตราความสำเร็จอยู่ที่ 0.5% การรับเด็กเข้ามา 50 คน จะเท่ากับได้ผู้เล่นเพียง 1 ใน 4 คน แต่หากรับเด็กเข้ามา 200 คน จะได้ผู้เล่นระดับอาชีพ 1 คน ซึ่งเป็นเหตุผลที่สโมสรมีแรงจูงใจในการคัดเลือกผู้เล่นเข้าอคาเดมีจำนวนมาก

แม็กไกวร์เล่าว่าเคยถามผู้จัดการอคาเดมีคนหนึ่งว่าสโมสรทำอย่างไรกับผู้เล่นที่รู้อยู่แล้วว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ คำตอบที่ได้รับคือสโมสรยังคงให้ผู้เล่นเหล่านั้นอยู่ในทีมต่อไป แม้จะรู้ว่าจะไม่ไปถึงระดับที่ต้องการ เนื่องจากยังจำเป็นต้องมีผู้เล่นอีก 10 คนฝึกซ้อมร่วมกับผู้เล่นดาวเด่นของทีม แม็กไกวร์ระบุว่าเด็กเหล่านี้ต้องเสียสละด้านการศึกษาและพัฒนาการทางสังคม ทั้งที่สโมสรรู้อยู่แล้วว่าแม้เป็นเด็กดีและเป็นนักเตะที่ดี แต่ต้องมีคุณสมบัติมากกว่าการเป็นนักเตะที่ดีเพื่อจะก้าวสู่ระดับอาชีพได้

แอดัมส์เชื่อว่า Arsenal พยายามเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมากับผู้เล่นเกี่ยวกับโอกาสของพวกเขา และไม่ได้รักษาตัวผู้เล่นไว้เพียงเพื่อให้มีจำนวนคนฝึกซ้อมครบ แอดัมส์กล่าวว่าทีมของเขาพยายามเปิดเผยและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสถานะและอนาคตของผู้เล่นแต่ละคน อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าบางครั้งมีแรงกดดันด้านการแข่งขันที่ทำให้ต้องรักษาตัวผู้เล่นที่อยู่ในเกณฑ์ก้ำกึ่งไว้ต่อไป โดยหวังว่าการสื่อสารที่ถูกต้องจะช่วยตั้งความคาดหวังไว้ล่วงหน้า และไม่ทำลายความฝันของผู้เล่นในภายหลัง

ต้นทุนที่เยาวชนต้องแบกรับ

ผลกระทบของระบบนี้ต่อเด็กไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องฟุตบอล แม็กไกวร์อ้างอิงงานวิจัยที่ระบุว่าเด็กที่เข้าอคาเดมีมักมีผลการเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศตอนเข้า แต่กลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตอนออกจากระบบ แม็กไกวร์กล่าวว่าเด็กทุกคนที่เข้าอคาเดมีต้องการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ จึงให้ความสำคัญกับฟุตบอลมากกว่าการศึกษา และบางครั้งผู้ปกครองก็สนับสนุนแนวทางนี้ด้วย โดยมองว่าลูกจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการเรียน

ต้นทุนทางสังคมของระบบอคาเดมีสะสมเพิ่มขึ้นตามเวลา เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่ามีผู้เล่นน้อยกว่า 1% ที่จะประสบความสำเร็จ ผู้เล่นในระบบอคาเดมีจึงเสียสละมิตรภาพ ชีวิตทางสังคมที่ดี และการมุ่งเน้นด้านการศึกษา เพื่อพยายามสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเมื่อโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จมีสูงมาก ผู้เล่นเหล่านี้จึงออกจากระบบอคาเดมีโดยขาดทักษะและประสบการณ์สำคัญ แม็กไกวร์อ้างอิงงานวิจัยที่พบว่าอดีตนักฟุตบอลอาชีพมีอัตราภาวะซึมเศร้า การหย่าร้าง และปัญหาทางการเงินสูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งเขาเชื่อมโยงกับระบบที่ผลักดันให้ผู้เล่นคิดถึงแต่เรื่องฟุตบอล

โค้ชจากแมนเชสเตอร์เคยเห็นผลกระทบด้านสุขภาพจิตด้วยตัวเอง เขาเชื่อว่าผู้เล่นที่ถูกปล่อยตัวออกจากอคาเดมีสามารถประสบปัญหาอย่างหนัก และวงการฟุตบอลยังทำไม่เพียงพอในด้านจิตใจ เขาระบุว่ายังมีการช่วยเหลือด้านจิตใจให้เด็กเหล่านี้ไม่มากพอเมื่อพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ และควรมีแนวทางอื่นเพื่อช่วยเหลือพวกเขา

โค้ชกล่าวถึงสโมสรระดับสูงที่มีเด็กอายุ 11 ปี ได้รับสัญญาสนับสนุนรองเท้าจากแบรนด์กีฬาระดับโลก และเด็กอายุ 17 ปี ที่มีรายได้หลายแสนปอนด์ทั้งที่ยังไม่เคยลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ เขาระบุว่าเมื่อผู้เล่นเยาวชนได้รับทั้งเงินจำนวนมากและความสนใจจากสื่อออนไลน์ตั้งแต่อายุยังน้อย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิจากการพัฒนาไปสู่ระดับสูงสุด โค้ชกล่าวว่าวงการนี้ให้เงินและความสำคัญกับเด็กมากเกินไปตั้งแต่อายุยังน้อย

มุมมองของนักเตะ

สำหรับเมอร์ริลล์ ฟุตบอลเป็นมากกว่าเกมในย่านที่อยู่อาศัย เมื่อเติบโตขึ้นในแมนเชสเตอร์ ฟุตบอลกลายเป็นความหมกมุ่นที่เริ่มต้นจากที่บ้านและติดตามเขามาตลอดชีวิต

เส้นทางของเมอร์ริลล์ในระบบอคาเดมีเริ่มต้นในรูปแบบเดียวกับนักเตะเยาวชนที่มีศักยภาพหลายคนในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ คือผ่านทีมระดับรากหญ้าที่มีความเชื่อมโยงกับสโมสรใหญ่ ทีมซันเดย์ลีกท้องถิ่นของเขาคือ Fletcher Moss Rangers มีความเชื่อมโยงอย่างไม่เป็นทางการกับ Manchester United ข้อตกลงลักษณะนี้ทำให้แมวมองสามารถจับตาดูเด็กที่โดดเด่นเพื่อดึงตัวเข้าสู่โปรแกรมอคาเดมีของ Manchester United เมอร์ริลล์เป็นหนึ่งในนั้น

เมื่ออายุครบเกณฑ์เซ็นสัญญาที่ 8 ปี เมอร์ริลล์อยู่ในระบบของ Manchester United แล้ว เขาใช้เวลา 8 ปีต่อมาเคลื่อนผ่านอคาเดมี 3 แห่ง คือ Manchester United, Manchester City และ Blackburn Rovers ก่อนตัดสินใจเมื่ออายุ 16 ปี ที่จะออกจากเส้นทางสู่การเป็นนักเตะอาชีพ เพื่อมุ่งเน้นด้านการศึกษาต่อ เขาใช้เวลาเกือบ 10 ปีในวัยเด็กอยู่ในโปรแกรมเยาวชนที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษ โดยไม่เคยไปถึงระดับทีมชุดใหญ่เลย

เมอร์ริลล์กล่าวว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการทำงานเพื่อให้ได้สัญญาฉบับต่อไป และเป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการแข่งขันเพื่อความอยู่รอด

ทีมของ Manchester United ในรุ่นอายุนั้นมีผู้เล่นมากกว่าอคาเดมีอื่น ๆ โดยมีราว 20 คน ขณะที่อคาเดมีอื่นอาจมีราว 15 คน เพื่อบริหารจำนวนผู้เล่น สโมสรมักส่งทีมลงแข่ง 2 ทีมในวันเดียวกัน แต่เมื่อคู่แข่งไม่สามารถจัดการแข่งขัน 2 นัดแยกกันได้ ผู้เล่นอย่างเมอร์ริลล์ที่อยู่ในลำดับท้าย ๆ ก็มักไม่ได้ลงเล่น เขาพบว่าโอกาสในการพัฒนามักเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เล่นที่อยู่ในลำดับต้นอยู่แล้ว

เมอร์ริลล์ถูกปล่อยตัวจาก Manchester United เมื่ออายุ 10 ปี หลังสัญญา 2 ปีของเขาไม่ได้รับการต่อ เขากล่าวว่าสิ่งที่ได้ยิน โดยเฉพาะในวัย 10 ปี คือสโมสรมองว่าเขาจะไม่มีฝีมือพอที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และรู้สึกเหมือนถูกปิดกั้นความฝันในตอนนั้น

เมอร์ริลล์ย้ายไปเล่นให้ Manchester City ซึ่งขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังได้รับการลงทุนจากอาบูดาบี สโมสรเริ่มพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นอคาเดมีระดับแนวหน้า

ที่ Manchester City การฝึกซ้อมเข้มข้นขึ้นและแรงกดดันเพิ่มขึ้น โปรแกรม day-release ทำให้ผู้เล่นสามารถลาเรียนได้สัปดาห์ละหนึ่งวันเพื่อไปฝึกซ้อมที่สนามของสโมสร และการแข่งขันทุกสุดสัปดาห์มีความสำคัญมากกว่าเพียงผลแพ้ชนะ

เมอร์ริลล์กล่าวว่าฟุตบอลเป็นตัวกำหนดอารมณ์ของเขา หากฟุตบอลไปได้ดี เขาจะรู้สึกมีความสุข แต่หากฟุตบอลไปไม่ดี เขาจะรู้สึกไม่มีความสุขหรือวิตกกังวลทางจิตใจ เพราะนั่นคือชีวิตของเขาในเวลานั้น

เขาเล่าถึงการคำนวณในใจที่เกิดขึ้นทุกนัดการแข่งขัน ซึ่งรวมถึงระดับผลงานของตัวเอง การเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมทีมและคู่แข่ง สถานะการจับตามองของโค้ช และท้ายที่สุดคือตำแหน่งของตัวเองในลำดับที่มองไม่เห็นซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าใครจะได้อยู่ต่อและใครจะต้องออกไป

เมอร์ริลล์กล่าวว่าทุกคนกำลังแข่งขันกันเพื่อสัญญาเมื่อจบฤดูกาล ทั้งในแง่ผลงานของตัวเองและผลงานของเด็กคนอื่นด้วย และเป็นการคำนวณในใจตลอดเวลาว่าตัวเองอยู่ในลำดับใด

แม้ใช้เวลาหลายปีอยู่ในระบบอคาเดมี เมอร์ริลล์กล่าวว่าทั้ง 3 สโมสรที่เขาเคยเล่นให้ทำเพียงเล็กน้อยเพื่อดูแลชีวิตของเขานอกเหนือจากฟุตบอล เขาระบุว่ายังมีสิ่งที่สโมสรควรทำเพิ่มเติมได้อีกมาก และมีหน้าที่ต้องดูแลเด็กที่อยู่ในความรับผิดชอบ

หลังจบรุ่นอายุต่ำกว่า 13 ปี ที่ Manchester City สัญญาของเมอร์ริลล์ไม่ได้รับการต่อ เขาย้ายไป Blackburn Rovers สโมสรของพ่อ และเล่นที่นั่นจนถึงอายุ 16 ปี การลดระดับลงเป็นสิ่งที่เขารับรู้ได้ แม้จะพยายามไม่ครุ่นคิดถึงมันมากนัก

เมอร์ริลล์กล่าวว่าผลการแข่งขันสะท้อนความแตกต่างชัดเจน เมื่อเขาย้ายไป Blackburn Rovers ทีมชนะน้อยกว่าตอนอยู่ที่ Manchester City และทีมที่ดีกว่ามักเป็นฝ่ายชนะในเกมเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ชัดเจน

เมื่ออายุ 16 ปี ขณะที่การสอบระดับชาติใกล้เข้ามาและมองเห็นความเป็นจริงของสถานการณ์ เมอร์ริลล์ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ผู้เล่นอคาเดมีส่วนใหญ่ไม่สามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง นั่นคือการเดินออกจากระบบนี้

ระบบเผชิญคำถามสำคัญ

เมอร์ริลล์กล่าวว่าระบบอคาเดมีสามารถเป็นประโยชน์ได้จริง ทั้งความมุ่งมั่นที่ต้องใช้ การเสียสละวันหยุดสุดสัปดาห์หรือกิจกรรมกับเพื่อน ล้วนสอนทักษะที่มีค่าสำหรับชีวิตในอนาคต แต่เขากล่าวเสริมว่าสิ่งนี้ไม่ได้เป็นจริงสำหรับทุกคน หากผู้เล่นไม่ได้มีพื้นฐานด้านวิชาการโดยธรรมชาติ หรือครอบครัวไม่ได้มีภูมิหลังด้านนี้ และปล่อยให้เรื่องการศึกษาถูกละเลย เมื่อไม่ประสบความสำเร็จในฟุตบอล ผู้เล่นจะไม่มีทั้งเส้นทางอาชีพนักเตะและไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับอาชีพอื่น ซึ่งเป็นจุดที่กลายเป็นปัญหาใหญ่

ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ระบบอคาเดมีสัญญาไว้กับสิ่งที่ระบบให้ได้จริง เป็นประเด็นที่โค้ชจากแมนเชสเตอร์ครุ่นคิดตลอดเกือบ 30 ปี ในวงการนี้ เขากล่าวว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือการพัฒนาคน มากกว่าพัฒนานักฟุตบอลเพียงอย่างเดียว และควรมุ่งสร้าง "คนที่ดีขึ้น" มากกว่าเพียง "นักเตะที่เก่งขึ้น"

แนวคิดของโค้ชวางอยู่บนพื้นฐานของความใส่ใจและความเชื่อว่าสโมสรมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมและศีลธรรมต่อเด็ก แต่แม็กไกวร์เตือนว่าความรับผิดชอบนี้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะรักษาไว้เมื่อการตัดสินใจถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องการเงิน

ปัจจุบันอังกฤษมีอคาเดมีระดับ Category One ถึง 25 แห่ง และค่าใช้จ่ายด้านอคาเดมีได้รับการยกเว้นจากกฎการเงินที่ควบคุมการใช้จ่ายในด้านอื่นของสโมสรทั้งหมด กรอบการทำงานของระบบนี้ทำให้การขยายอคาเดมีเป็นแนวทางที่มีเหตุผลรองรับ มากกว่าเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง หลักการนั้นตรงไปตรงมา ยิ่งรับเด็กเข้ามามากเท่าใด โอกาสที่สโมสรจะได้ผู้เล่นที่ไปถึงระดับอาชีพซึ่งขายทำกำไรได้ในบัญชีก็ยิ่งมากขึ้น

สำหรับผู้เล่นที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ผลกระทบสามารถอยู่ยาวนาน ปีสำคัญของชีวิตที่ใช้ไปกับการไล่ตามความฝันที่ไม่เป็นจริง มาพร้อมกับการเสียสละด้านการศึกษาและพัฒนาการทางสังคม ทำให้อดีตผู้เล่นอคาเดมีจำนวนมากไม่พร้อมสำหรับชีวิตนอกวงการฟุตบอล สโมสรเดินหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว และผู้เล่นอคาเดมีรุ่นต่อไปก็ถูกจับตามองอยู่แล้วเช่นกัน

เมอร์ริลล์กล่าวว่าหากเข้าสู่ระบบนี้ ควรทุ่มเทเต็มที่ แต่หากไม่สามารถทำได้เต็มร้อย ก็ควรทำสิ่งอื่นและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มากกว่า เขาระบุว่าการทำสิ่งนี้แบบไม่เต็มใจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี หากสามารถมองย้อนกลับไปและบอกได้ว่าได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว สิ่งนั้นก็ไม่ถือเป็นการเสียเวลา

คำถามที่ว่าระบบนี้จะสามารถปฏิรูปได้หรือไม่ หรือแรงจูงใจทางการเงินฝังลึกเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ยังคงเป็นประเด็นที่ไม่มีข้อสรุป ขณะเดียวกัน สิ่งที่ชัดเจนคือใครคือผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบเมื่อระบบนี้ไม่สามารถทำงานได้ตามที่ควรจะเป็น


ที่มา:
Inside English Football's Academy System: Where Dreams Meet the Balance Sheet (Ethan Qin, Pulitzer Center, 8 July 2026) 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง