แม้โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้ความช่วยเหลือพม่าหลังเกิดแผ่นดินไหว แต่หลายฝ่ายเห็นว่าการตอบสนองจะมีประสิทธิภาพต่ำลงหลังการหั่นงบครั้งใหญ่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้จีนได้รับบทเป็นพระเอกขยายอิทธิพลในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอีก เทียบงบช่วยเหลือปัจจุบันสหรัฐให้เพียง 2 ล้านดอลล่าร์ แต่จีนอนุมัติถึง 13 ล้านดอลล่าร์
แผ่นดินไหวในเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ขนาด 7.7 ที่รอยแยกสะกาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,700 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 3,400 ราย ถัดจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวกว่า 1000 กิโลเมตร ที่กรุงเทพมหานครเกิดอาคารถล่มจากแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 17 ราย ยังไม่รวมถึงผลกระทบต่างๆ ในหลายจังหวัด
ตามรายงานของสื่อต่างๆ ภัยพิบัตินี้เกิดขึ้นขณะที่สหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่จากการระงับความช่วยเหลือที่มอบให้กับต่างประเทศ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID ที่มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่พม่าในสถานการณ์ภัยพิบัติ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อ 28 มี.ค. ว่าสหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือพม่า แต่แจ้งต่อรัฐสภาว่าจะตัดตำแหน่งงานที่เหลือของ USAID ทั้งหมด และยุบหน่วยงานดังกล่าว ขณะที่ แทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ USAID จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถของสหรัฐฯ ในการส่งทีมตอบสนองความช่วยเหลือภัยพิบัติ (Disaster Assistance Response Teams หรือ DARTs) แต่ไม่ได้ตอบว่าจะดำเนินการได้อีกครั้งเมื่อใด
ที่ผ่านมา หนึ่งในบทบาทหลักของ USAID คือการส่งทีมตอบสนองความช่วยเหลือภัยพิบัติในกรณีฉุกเฉิน โดยทีมดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ระดมกำลังเพื่อนำการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้ภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม รายงานของรอยเตอร์เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2025 ระบุว่าหน่วย DARTSไม่สามารถปฏิบัติงานได้อีกต่อไปในอัฟกานิสถาน กาซา ซูดาน และยูเครน
ล่าสุด สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ผ่านสถานทูตประจำเมียนมาว่าจะให้ความช่วยเหลือจำนวน 2 ล้านดอลล่าร์ฯ "ผ่านองค์กรด้านมนุษยธรรมต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในเมียนมา" และได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ของ USAID ที่ยังหลงเหลืออยู่ "เพื่อค้นหาความต้องการที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดของประชาชน ประกอบด้วย ที่หลบภัยฉุกเฉิน อาหาร ความจำเป็นทางแพทย์ และการเข้าถึงน้ำ"
เจเรมี โคนินไดค์ ประธาน Refugees International ระบุผ่าน X ว่าการปิด USAID ครั้งนี้เป็น "การสละทิ้งบทบาทผู้นำโลกของสหรัฐฯ ที่มีมาตลอดหลายสิบปีอย่างสิ้นเชิง" นอกจากนี้ การปลดเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมหลังจากนี้จะทำให้ทีมด้านภัยพิบัติที่ยังหลงเหลืออยู่ของ USAID ไม่มีอีกต่อไป ทั้งที่ทีมดังกล่าวควรได้ปฏิบัติภารกิจระดมความช่วยเหลือในเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ซาราห์ ชาร์ลส์ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหารของ USAID ฝ่ายกิจการมนุษยธรรมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 คาดการณ์ว่า "เราจะเห็นทีมจากจีนเดินทางมาในไม่ช้านี้ หากไม่ได้มาถึงแล้ว หรืออาจจะมีทีมจากตุรกี รัสเซีย และอินเดีย ปรากฎตัวให้รู้ว่ากำลังช่วยเหลือประชาชนในไทยและพม่าที่กำลังทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงอยู่ในขณะนี้ด้วย แต่สหรัฐอเมริกากลับไม่ได้อยู่ที่นั่น"
สื่อจีนต่างๆ ระบุว่าจีนอนุมัติงบประมาณความช่วยเหลือมูลค่ากว่า 100 ล้านหยวน พร้อมส่งทีมจำนวน 37 คน เพื่อส่งอุปกรณ์ความช่วยเหลือ เช่น เครื่องตรวจหาผู้รอดชีวิต อุปกรณ์สัญญาณดาวเทียม และโดรน นอกจากนี้กระทรวงบริการจัดการภัยพิบัติยังส่งอีกทีมหนึ่งจำนวน 82 คน เพื่อนำเสบียงและอุปกรณ์อื่นๆ เข้าช่วยเหลือ ไม่รวมความช่วยเหลือจากสภากาชาดจีนที่มอบเต๊นท์ 300 หลัง ผ้าห่ม 2000 ผืน เตียงผับ 600 เตียง และกล่องยังชีพให้แก่ครัวเรือน 2000 แห่งที่ได้รับผลกระทบ และความช่วยเหลือจากมณฑลและหน่วยงานอื่นๆ อีกมาก
ด้านอินเดียกองทัพได้ออก "ปฏิบัติการบราห์มา" เมื่อ 29 มีนาคมที่ผ่านมา โดยส่งหน่วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 118 นาย พร้อมกับมีการตั้งศูนย์แพทย์จำนวน 60 เตียง เพื่อให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน ตามนโยบาย "เพื่อนบ้านต้องมาก่อน (Neighbourhood First)" ภายใต้คติของอินเดียที่เชื่อว่าโลกทั้งใบคือครอบครัวเดียวกัน ด้านรัสเซียได้ส่งเครื่องบินสองลำ พร้อมทีมจากกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินจำนวน 120 นาย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่การแพทย์ และสุนัข K9 ไปยังพม่าแล้วเช่นกัน
บทความของอดัม ซิมสัน อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิแห่งมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย เผยแพร่ใน Asia Times เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ระบุว่านโยบายระงับความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา สวนทางกับการตัดสินใจเปิดรับความช่วยเหลือมนุษยธรรมจากต่างประเทศของ พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่าย ต่างจากก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างชาติในกรณีพายุไซโคลนนาร์กีสปี 2551 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130,000 คน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารพม่ามีอำนาจควบคุมเหนือพื้นที่ในประเทศเพียง 21% เท่านั้น และสงครามกลางเมืองก็ยังคงดำเนินอยู่ แม้กองกำลังชาติพันธุ์และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติพม่าอาจได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากต่างชาติเช่นกัน แต่บางพื้นที่ก็อาจไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากนานาชาติได้ และความช่วยเหลือจากนานาชาติยังคงหลั่งไหลเข้ามา ก็ยังไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
โก ลิน มอ ผู้ประสบภัยในเมืองมัณฑะเลย์ ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราว่า "แม่ของผมและลูกของผมสองคนยังคงติดอยู่ในซากปรักหักพัง" หลังเหตุแผ่นดินไหวผ่านไปแล้วกว่า 48 ชั่วโมง
