นักวิชาการชี้แผ่นดินไหวไม่กระทบไทม์ไลน์เลือกตั้งพม่าปลายปี 2568 เนื่องจากกองทัพเตรียมการวางยุทธศาสตร์แบ่งเลือกตั้งเป็น 4 ครั้ง เพื่อมุ่งสร้าง "ประชาธิปไตยพหุพรรคแบบมีระเบียบวินัย" โดยคาดว่าจะคลายความตึงเครียดแต่ไม่คลายความขัดแย้ง ขณะที่ความท้าทายอยู่ที่ NUG ที่อาจยกระดับยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์เพิ่ม
รัฐบาลทหารพม่าเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ นับตั้งแต่ทำรัฐประหารเมื่อปี 2564 โดยผู้นำรัฐบาลทหารพม่าประกาศจัดการเลือกตั้ง ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีการออกแบบที่ค่อนข้างพิสดารจากความคุ้นชินเดิมๆ คือจะจัดการเลือกตั้งเป็น 2 ขยักใหญ่ 4 ขยักย่อย
แม้ว่าพม่าเพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา หากแต่ในมุมมองของนักวิชาการที่ศึกษากองทัพพม่าและการเมืองเปรียบเทียบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แม้จะไม่สมบูรณ์ จัดไม่ได้ทุกเขตเลือกตั้ง แต่จะไม่สะดุด เพราะกองทัพพม่าเตรียมการและต้องการหวังผลทางการเมือง
อย่างไรก็ตามมีตัวแปรสำคัญซึ่งต่างจากการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารพม่าเคยจัดทิ้งทวนในเดือนพฤศจิกายน 2553 ก็คือมีกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ กองกำลังฝ่ายต่อต้านและรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่ควบคุมเมืองสำคัญเอาไว้ได้หลายแห่ง และหากฝ่ายต่อต้านยกระดับทางยุทธศาสตร์ยึดครองเมืองสำคัญได้เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งสร้างภาวะศูนย์อำนาจคู่และแข่งกับรัฐบาลทหารทั้งในเชิงการบริหารนโยบายสาธารณะและความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ
แผ่นดินไหวยังไม่กระทบไทม์ไลน์เลือกตั้งโดยรัฐบาลทหาร

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ที่มา: แฟ้มภาพ/ประชาไท)

ที่พักอาศัยชั่วคราวของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เมืองอมรปุระ ภาคมัณฑะเลย์ ภาพเมื่อ 8 เม.ย. 2568 (ที่มา: สำนักข่าว SHAN)

อาคารบ้านเรือนเมืองอ่องปัน ทางตอนใต้ของรัฐฉานพังถล่มหลังเหตุแผ่นดินไหว 28 มี.ค. 2568 (ที่มา: DVB English/Facebook)
รศ. ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้พม่าจะเผชิญกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนเป็นอย่างมาก แต่จะไม่กระทบต่อกำหนดการหรือไทม์ไลน์การจัดการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารพม่าในช่วงเดือนธันวาคมนี้และต้นปี 2569 อย่างแน่นอน นั่นเพราะรัฐบาลต้องการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อสร้างการยอมรับจากนานาประเทศและลดแรงกดดันจากประชาคมโลก
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นผ่านการจัดเลือกตั้งนั้น เชื่อว่ายังจะเป็นไปในลักษณะที่กองทัพพม่าสามารถควบคุมและจัดการได้ โดยสิ่งที่กองทัพพม่าต้องการให้เกิดขึ้นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตยพหุพรรคแบบมีระเบียบวินัย’ ที่แม้ว่าจะมีการแข่งขันจากหลากหลายพรรคการเมือง แต่จะไม่มีพรรคการเมืองใดที่โดดเด่นขึ้นมามากจนสามารถครองอำนาจเบ็ดเสร็จได้ กล่าวคือจะต้องไม่เป็นเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ภายใต้การนำของอองซาน ซูจี ในอดีต
“หากย้อนกลับไปศึกษาวัฒนธรรมทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทหารพม่า จะพบว่าแม้ในปี 2551 พม่าถูกพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มจนเกิดความเสียหายรุนแรง แต่ทว่ารัฐบาลในเวลานั้นก็ยังคงเดินหน้าจัดให้มีการประชามติมติรับร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพต่อไป และนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งในปี 2553 ฉะนั้นเชื่อได้ว่าเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อไทม์ไลน์ในการจัดการเลือกตั้งอย่างแน่นอน” ดุลยภาค กล่าว

พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า SAC (แฟ้มภาพ/Wikipedia)

ภาพในปี พ.ศ. 2551 สมาคมสหสามัคคีและการพัฒนา (USDA) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองฝ่ายรัฐบาลทหารพม่า SPDC จัดชุมนุม ริมถนนสายเจ้าก์ปะด่าว-เมกตีลา ที่หมู่บ้านลัดปันพยา อำเภอเจ้าก์ปะด่าว ภาคมัณฑะเลย์ เพื่อสนับสนุนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2008 ภาพถ่ายเมื่อ 3 พ.ค. 2551 หลังเกิดพายุนาร์กีสขึ้นฝั่งที่ลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดีเพียง 1 วัน ในเวลานั้นรัฐบาลทหารพม่าประกาศพื้นที่ภัยพิบัติที่ภาคอิรวดี ย่างกุ้ง พะโค รัฐมอญ และรัฐกะเหรี่ยง โดยยังคงจัดลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ส่วนใหญ่เมื่อ 10 พ.ค. และบางพื้นที่เลื่อนจัดเป็น 24 พ.ค.
สำหรับสมาคมสหสามัคคีและการพัฒนา (USDA) ปัจจุบันคือพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) เดิมเป็นองค์กรทางการเมืองที่ก่อตั้งโดยรัฐบาลทหารพม่ามาตั้งแต่ยุค SLORC และ SPDC ก่อนที่จะกลายเป็นพรรค USDP ในเดือนมิถุนายน 2553 (ที่มา: แฟ้มภาพ/ประชาไท)
คลายความตึงเครียด แต่ไม่คลายความขัดแย้ง
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ผลการศึกษาการเมืองเชิงเปรียบเทียบหลายประเทศ พบว่าการเลือกตั้งสามารถช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด และสร้างผลประโยชน์ให้แก่บางฝ่ายทางการเมืองได้ในหลายๆ กรณี ฉะนั้นการเลือกตั้งของพม่าในช่วงปลายปีนี้ก็จะช่วยผ่อนคลายแรงตึงเครียดยืดเยื้อที่ดำเนินมาตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 ลงได้บ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความคัดแย้งจะถูกคลี่คลายลงทั้งหมด
“หากจะคิดอยู่บนฐานที่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการปิดเกมที่จะสามารถยุติได้ทุกอย่างก็คงจะไม่ใช่ และการเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นปัจจัยที่พอเพียงที่จะช่วยระงับความขัดแย้งได้ เพราะหากจะยุติความขัดแย้งจริงๆ ยังคงมีภาระงานอื่นๆ ที่ต้องทำอีกมาก ทั้งการพัฒนากระบวนการสันติภาพ และแก้ไขเรื่องพื้นฐานต่างๆ ที่เป็นรากเหง้าของปัญหาในประเทศนี้ แต่การเลือกตั้งในครั้งนี้อาจเป็นสิ่งที่ทำให้แรงตึงเครียดจากความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อและยังไม่ปรากฏผู้แพ้ผู้ชนะอย่างชัดเจนเสียที ผ่อนคลายลงไปได้บ้าง” ดุลยภาค กล่าว
รัฐบาลทหารมุ่งทอนกำลังฝ่ายต่อต้าน จับตารัฐบาล NUG ยกระดับยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์

ทหาร TNLA หลังยึดฐานทหารพม่า กองพันทหารราบที่ 23 ที่เมืองสี่ป้อ รัฐฉานตอนเหนือ ภาพเผยแพร่เมื่อ 15 ต.ค. 2567 โดยจนถึงปัจจุบันกองกำลังพันธมิตรสามภราดรภาพ ที่ประกอบด้วยกองกำลังโกก้าง MNDAA กองกำลังตะอาง TNLA ยังคงยึดพื้นที่สำคัญในรัฐฉานตอนเหนือ รวมทั้งเมืองหนองเขียว สี่ป้อ จ็อกแม ล่าเสี้ยว ก่อนที่มีข่าวจีนไกล่เกลี่ยให้ทหาร MNDAA ถอนกำลังจากตัวเมืองล่าเสี้ยว ส่วนกองกำลังอาระกัน AA ยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐอาระกันหรือรัฐยะไข่ ได้ 14 จาก 17 อำเภอ (ที่มา: PSLF/TNLA)

ลวินโกลัต รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ NUG ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร เดินลาดตระเวณในพื้นที่แห่งหนึ่งบริเวณลุ่มแม่น้ำสะโตง ด้านตะวันออกของภาคพะโค ภาพเผยแพร่เดือนมีนาคม 2568 (ที่มา: แฟ้มภาพ/The Irrawaddy)

อาสาสมัครทำการค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตเหตุแผ่นดินไหว ในพื้นที่ควบคุมของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอสะกาย ภูมิภาคสะกาย เมื่อวัน 29 มี.ค. 2568 (ที่มา: NUG)
ดุลยภาค กล่าวต่อไปว่า สิ่งผู้นำรัฐบาลทหารพม่าคาดการณ์จากการเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ ฝ่ายที่ต่อต้านจะถูกผ่าออกเป็น 2 ซีก หมายความว่าจะมีบางกลุ่มของฝ่ายต่อต้านที่เปลี่ยนใจยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้และยืนข้างกองทัพ ซึ่งจะทำให้ฝ่ายต่อต้านที่เหลืออยู่มีพลังน้อยลง กองทัพต้องการที่จะให้เกิดรัฐบาลผสม ไม่ใช่แบบที่พรรค NLD เคยทำ อาจจะเป็นโมเดลแบบพรรค USDP ของกองทัพผสมกับพรรคขนาดกลางของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยอมรับการเลือกตั้ง เป็นการปกครองที่อยู่ในระบบประชาธิปไตยแต่ทหารยังมีอำนาจอยู่ต่อไปได้
มากไปกว่านั้น หากฝ่ายต่อต้านคือรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่ผนึกกำลังร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม ต้องการที่จะสกัดการเลือกตั้งในครั้งนี้เพราะมองว่าเป็นการฟอกขาวให้กับกองทัพเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง ฝ่ายต่อต้านอาจจะต้องยกระดับยุทธศาสตร์ในการยึดครองพื้นที่หรือเมืองที่สำคัญให้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ก่อนจะถึงการเลือกตั้งปลายปีนี้ เพื่อสร้างเขตปลดปล่อย และสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์บริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล NUG
สิ่งเหล่านี้ จะก่อให้เกิดอำนาจในการบริหารประเทศสองศูนย์ที่จะแข่งขันกัน หนึ่งศูนย์นั้นจะอยู่ที่เนปิดอว์ ซึ่งเป็นของรัฐบาลทหารพม่า และอีกศูนย์อาจจะอยู่ที่ภาคมัณฑะเลย์ หรือภาคมะกเว ที่ฝ่ายต่อต้านยึดไว้ได้ แล้วก็ปักหลักการดำเนินนโยบายสาธารณะแข่งกับรัฐบาลกองทัพ หากทำเช่นนี้ได้จะทำให้ฝ่ายต่อต้านมีอำนาจในการแบ่งอธิปไตยในประเทศพม่าได้ และจะส่งผลให้ได้รับการยอมรับจากเวทีโลกมากขึ้น ซึ่งการที่ฝ่ายต่อต้านจะทำเช่นนี้ได้ จะต้องมีศักยภาพและความเข้มแข็งมากกว่าที่เป็นอยู่
เบื้องหลังการจัดเลือกตั้ง 2 ขยักใหญ่ 4 ขยักย่อย
ต่อคำถามว่ารัฐบาลทหารพม่า จะจัดการเลือกตั้งปลายปีนี้ได้สำเร็จหรือไม่ เพราะรัฐบาลทหารควบคุมพื้นได้เพียงราวครึ่งหนึ่งของประเทศเท่านั้น ดุลยภาคให้ความเห็นว่า หากนับระยะเวลาตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงปลายปี หากยังไม่มีการยกระดับยุทธศาสตร์ใดๆ จากฝ่ายต่อต้าน ก็มีแนวโน้มอย่างสูงที่ฝ่ายกองทัพจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้
ทั้งนี้ หากดูการวางกลยุทธ์ในการเลือกตั้ง ที่ถูกแบ่งวันเลือกตั้งออกเป็น 4 ครั้ง คือ ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 และ 4 ของเดือนธันวาคมปีนี้ และในสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคมปีหน้า การแบ่งการเลือกตั้งออกเป็น 2 ขยักใหญ่ 4 ขยักย่อยแบบนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองพม่า และหลายประเทศก็ไม่มีใครเขาทำกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อห้ามหรือกฎหมายใดๆ เช่นกัน ซึ่งเป็นเทคนิคทางกลยุทธ์ที่ใส่เข้าไปในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปลายปีนี้
“ที่มาของกลยุทธ์เหล่านี้คาดว่ามาจากกตัวชี้วัดสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้คือเขตการปกครองระดับทาวน์ชิป (township/ขนาดเทียบกับอำเภอ) ซึ่งในพม่ามีทาวน์ชิปอยู่ทั้งหมด 330 แห่ง เป็นบ่อเกิดของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในสภา 330 ที่นั่ง ดังนั้นจึงต้องมาวัดกันว่าฝ่ายต่อต้านหรือกองทัพ จะสามารถควบคุมทาวน์ชิปได้มากกว่ากัน ซึ่งขณะนี้ฝ่ายต่อต้านยึดครองไว้ได้เพียง 80–90 ทาวน์ชิป ส่วนที่เหลืออยู่ในการยึดครองของทหารพม่า ซึ่งนับจากนี้ไปก็ยังสามารถลุ้นได้ระดับนึงว่า หากกองทัพได้อาวุธเสริมความแข็งแกร่งจากรัสเซีย และเบลารุส จะทำให้กองทัพมีศักยภาพในการยึดคืนทาวน์ชิปมาได้เพิ่มเติม ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งมากขึ้นไปอีก” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
ดังนั้น การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง อาจทำให้ฝ่ายกองทัพสามารถเลือกจุดยุทธศาสตร์และเปิดให้มีการเลือกตั้งในพื้นที่และจำนวนทาน์ชิปที่ตนได้เปรียบก่อน แล้วค่อยๆ ทยอยช่วงชิงพื้นที่อื่นๆ มาเป็นระลอกๆ สิ่งเหล่านี้คือการข่มขวัญในเชิงจิตวิทยาเพื่อสร้างโมเมนตัมและบรรยากาศที่ดีในการเลือกตั้ง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายกองทัพ ทั้งต่อบริบทภายในประเทศ และการยอมรับจากประชาคมโลก ซึ่งจะทำให้ผู้นำทหาร สามารถเก็บสะสมจำนวนทาวน์ชิปได้มากพอที่จะทำให้ตั้งรัฐบาลได้ในท้ายที่สุด
กองทัพตุนสองสภา 110+ 56 ที่นั่ง ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ตามรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 2008 ฝ่ายกองทัพพม่ายังคงมีความได้เปรียบด้วยจำนวนเสียงที่มีอยู่เดิม จากรูปแบบทางการเมืองที่มี ส.ส. ซึ่งเป็นทหาร และมาจากการแต่งตั้งของผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยมีสัดส่วนถึง 25% ของทั้งสองสภา นั่นหมายความว่าหากการเมืองเลือกตั้งในครั้งนี้ แม้ที่นั่ง ส.ส. จาก 330 เขตเลือกตั้งจะไม่เป็นไปตามที่กองทัพหวัง แต่ก็ยังคงมีตัวช่วยจาก ส.ส. ทหารที่ตุนไว้ถึง 25% จนสามารถนำไปสู่การเปิดสภาได้เช่นกัน
ดุลยภาค ขยายความต่อไปว่า การเลือกตั้ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 2008 มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ‘การเลือกตั้งสภาประชาชน’ หรือสภาล่างซึ่งจะเป็นการเลือกแบบระบบแบ่งเขต และ ‘การเลือกตั้งสภาชนชาติ’ ซึ่งคล้ายคลึงกับวุฒิสภาของไทย โดยการเลือกตั้งสภาล่างมีจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 440 ที่นั่ง ซึ่ง 330 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้ง ส่วนอีก 110 ที่นั่ง มาจากการแต่งตั้งของกองทัพ นั่นหมายความว่า พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย มี สส.อยู่ในมือแล้ว 110 คน
นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งการเลือกตั้งสภาชนชาติ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนวุฒิสภามีที่นั่งทั้งหมด 224 ที่นั่ง และ พล.อ.อาวุโส มินอ่องลายก็ตุนสมาชิกสภาสูงไว้ 56 ที่นั่งเช่นกัน ส่วนอีก 168 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นระบบเลือกตั้งที่สร้างความได้เปรียบให้กองทัพ
“การกำหนดวันเลือกตั้งออกเป็น 4 ขยัก มันจะมีแนวโน้มสูงที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ทางการเมืองที่รัฐบาลทหารพม่าต้องการ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขระบบการเลือกตั้งให้มีทั้งการเลือกแบบแบ่งเขตและแบบสัดส่วน เพื่อนำไปสู่รัฐบาลแบบผสม ที่กองทัพยังคงมีอำนาจนำ ไม่เกิดกรณีซ้ำรอยอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับพรรค NLD ซึ่งเป็นผู้ชนะเพียงพรรคเดียว แต่ให้เป็นรัฐบาลผสม แบบประชาธิปไตยพหุพรรคแบบมีระเบียบวินัย ดังที่กล่าวไปตอนต้น” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว
ความสัมพันธ์ชายแดนต่างจากเดิมไม่มาก
ต่อคำถามว่า หากการเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้จริงตามที่รัฐบาลทหารพม่าได้ประกาศไว้ จะส่งผลดีต่อปัญหาความมั่นคงบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ได้บ้างหรือไม่ รศ.ดร.ดุลยภาค ให้ความเห็นว่า ขึ้นอยู่กับบริบททางการเมืองและกลุ่มอำนาจของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นการเลือกตั้งอาจจะไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรมากในบางจุด แต่ในบางจุดก็อาจจะส่งผลกระทบ
“ยกตัวอย่างพื้นที่ที่อยู่ตรงข้ามกับ จ.ตาก ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของกองกำลังท้องถิ่น อย่างกองกำลังกะเหรี่ยงต่างๆ เช่น สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) กองกำลังกะเหรี่ยง DKBA และกองกำลังกะเหรี่ยง BGF ของ พ.อ.ซอชิตตู่
และมีความน่าสนใจตรงที่ว่าในหมู่บ้านของพื้นที่ DKBA ยังไม่ได้มีการสำรวจสำมะโนประชากร หรือไม่มีรายชื่อของผู้มีสิทธิ์การเลือกตั้ง ตามข้อมูลทางการของพม่า นั่นหมายความว่าคงมีบางพื้นที่ ที่ทางการพม่าจงใจปล่อยปละละเลยไปจริงๆ ดังนั้น ถ้ามันไม่ได้มีสถาบันทางการเมืองใหม่เกิดขึ้นในขอบเขตพื้นที่ชายแดน ยังคงเป็นผู้มีอำนาจเดิมๆ ที่ครองพื้นที่ การคาดหวังว่าปัญหาต่างๆ อย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะหมดไป มันจึงยังไม่ได้สัมพันธ์การเลือกตั้งมากนัก” ดุลยภาค กล่าว
