Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วันที่ 28 พฤษภาคม 68 ที่ผ่านมา ประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ. 2569 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในประเด็นงบประมาณของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท สังกัดกระทรวงคมนาคม ว่า ตั้งแต่งบประมาณปี 2560 ถึง 2566 มีโครงการก่อสร้างทางที่มีราคากลางตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป กว่า 95 โครงการมูลค่า 73,000 ล้านบาท โดยตลอด 7 ปี ประหยัดงบไปได้แค่ 175 ล้านบาท

ในปีงบประมาณ 2560 - 2566 มีโครงการ 450 ถึง 500 ล้านบาท 10 โครงการ ประหยัดไปได้ 15.21% ของราคากลางซึ่งเรื่องชวนหลอน จะเกิดขึ้นกับโครงการที่มีงบประมาณ 500 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น โดยเรื่องเหล่านี้ สาเหตุมาจากประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมา เพราะผู้รับเหมาชั้น 3 หากจะเลื่อนเป็นชั้น 2 ต้องมีผลงาน 1 โครงการไม่ต่ำกว่า 75 ล้านบาท โดยที่ผู้รับเหมาชั้น 3 จะมีเพดานการประกวดราคาเป็น 2 เท่าของผลงาน ส่วนผู้รับเหมาชั้น 2 ที่จะขอเลื่อนเป็นชั้น 1 ต้องมีผลงาน 1 โครงการไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท เพดานเป็น 2 เท่า อยู่ที่ 300 ล้านบาท แต่หากผู้รับเหมาชั้น 1 จะเลื่อนเป็นชั้นพิเศษ ต้องมีผลงานหนึ่งโครงการไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท แต่เพดานในการร่วมประกวดราคาที่ควรจะเป็น 2 เท่า กลับถูกกดให้เหลือเพียงแค่ 500 ล้านบาทเท่านั้น

วิโรจน์ กล่าวว่า เคยนำเรื่องนี้เข้า กมธ.ติดตามงบฯ เมื่อวันที่ 23 พ.ย.66 ซึ่งได้พบว่าคณะกรรมการราคากลางได้มีการแก้ประกาศหลักเกณฑ์จัดชั้นผู้รับเหมาเบื้องต้นไปแล้ว และนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยตอบกระทู้ว่าได้แก้ปัญหาเบื้องต้น เพิ่มผู้รับเหมาชั้น 1 ก ปรับให้สามารถประกวดราคา 600 ล้านบาท ซึ่งความจริงการเพิ่มผู้รับเหมา 1 ก แก้ปัญหาการฮั้วประมูลไม่ได้ เนื่องจากจำนวนโครงการก่อสร้างที่มีราคากลางอยู่ที่ 450-600 ล้านบาท ในแต่ละปีมีน้อยมาก หลังจากนั้นได้ตั้งกระทู้ถามต่อเนื่องอีก โดยถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไป 3 กระทู้ และถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 2 กระทู้ เพื่อตามเรื่องว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวทันกับงบประมานปี 68 หรือไม่ และจะมีการจัดโครงการก่อสร้างทางเพื่อเปิดการแข่งขันด้านราคาให้กับผู้รับเหมาชั้น 1ก ได้ร่วมประมูลหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้การฮั้วประมูลเกิดขึ้น แต่จนถึงตอนนี้ งบประมาณปี 69 เข้าสภาแล้ว ยังไม่ได้รับคำตอบ

การประเมินเงินทอนจากโครงการก่อสร้างทางในแต่ละปี อาจมีมูลค่าหลายพันล้านบาท โดยได้ยกตัวอย่างตั้งแต่ปี 2564 – 2568 โดยคาดว่าจะมีเงินทอนตั้งแต่ 300 – 8,000 ล้านบาท ถือเป็น 16.7% และเชื่อว่ากระบวนการซุกเงินทอนตั้งแต่หัวโต๊ะไปจนถึงท้ายโต๊ะอาจมีมูลค่าถึงหลายพันล้านบาทต่อปีก็เป็นได้ ในปี 69 จากงบประมาณของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ทั้ง 2 กรมมีมูลค่า 62,450 ล้านบาท โดยมีโครงการก่อสร้างที่มีราคากลางตั้งแต่ 600 ล้านบาท ขึ้นไป 57 โครงการ

ต่อมาวันที่ 29 พ.ค. 68 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงในประเด็นการฮั้วประมูลของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่าขอแสดงความเสียใจต่อประชาชน จากการกระทำที่ไม่รู้จักกาละเทศะของวิโรจน์ เพราะวาระคือ การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แต่กลับใช้โอกาสอภิปรายเรื่องการฮั้วประมูล ตนได้มอบนโยบายโดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน และให้สอดคล้องกับนโยบาย ซึ่งในส่วนของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ตนได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัด ดำเนินการประมูลด้วยความสุจริตโปร่งใส และป้องกันการฮั้วประมูลมาโดยตลอด

สุริยะ กล่าวถึงหลักเกณฑ์และขั้นตอนการประมูลได้นั้นจะมีกรมบัญชีกลางเป็นผู้กำหนด ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาก่อสร้าง การคิดราคากลางที่อ้างอิงจากกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงขั้นตอนการ E-bidding ซึ่งก่อนการลงนามสัญญา ต้องได้รับการตรวจสอบจากสำนักงบประมาณด้วย และมี พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาของรัฐ พ.ศ.2542 ควบคุมไว้อีกชั้น ดังนั้น เป็นไปไม่ได้เลย ที่หน่วยงานของกระทรวงคมนาคม จะดำเนินการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้รับเหมาที่มีการฮั้วประมูล

ข้อกล่าวหาที่มีผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่มีเพียง 80 ราย จนเกิดการฮั้วประมูล ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะการจัดชั้นผู้รับเหมา ดำเนินการโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไม่ใช่กระทรวงคมนาคม จึงได้ให้กรมทางหลวงตรวจสอบผลประกอบการของผู้รับเหมาชั้นพิเศษแล้ว ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2563 ก็พบว่าทั้ง 80 รายมีรายได้รวมกันเกือบ 2 แสนล้านบาท แต่มีกำไรรวมกันเฉลี่ยประมาณปีละพันกว่าล้านบาท คิดเป็น 0.5% ของรายได้ ไม่ได้มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ จึงไม่สามารถมีเงินทอนปีละ 8,000 ล้านบาทตามที่ถูกกล่าวหาได้

ในส่วนข้อกล่าวหาว่า กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทคัดค้านการกำหนดสิทธิ์ในการเสนอราคาของผู้รับเหมาชั้น 1 เพื่อกีดกันไม่ให้ผู้รับเหมาเลื่อนชั้นนั้น วิโรจน์พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะเรื่องนี้พิจารณาโดยคณะกรรมการราคากลาง ยืนยันว่ากรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ไม่ได้เป็นผู้คัดค้าน

สุริยะ กล่าวถึงประเด็นการประมูลราคาให้ต่ำกว่าราคากลางเพื่อประหยัดงบประมาณ เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเป็นมองมุมเดียว ไม่มองถึงผลเสียที่จะตามมา จึงขอชี้แจงว่า โครงการที่มีการประมูลต่ำกว่าราคากลางหรือการฟันราคา มักเกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากราคากลางเหมาะสมกับต้นทุน หากผู้รับเหมาเสนอต่ำกว่าราคากลาง ก็ต้องลดต้นทุนทั้งบุคลากร เครื่องมือ และเครื่องจักร นอกจากจะทำให้รัฐได้ผลงานไม่มีคุณภาพ ยังทำให้การก่อสร้างล่าช้า หรือผู้รับเหมาทิ้งงาน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง