'แพทองธาร' ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พรุ่งนี้ (11 มิ.ย.) พบปะชาวบ้าน รับฟังผลการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี - แจง 3 ประเด็นไทย-กัมพูชา ย้ำไม่ต้องการให้เกิดปัญหาระหว่างกัน มุ่งขับเคลื่อนพื้นที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศมากกว่าสนามรบ - ครม. ไม่รับลูก สว. เปิดประชุมสมัยวิสามัญ ถกปมชายแดน
10 มิถุนายน 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (11 มิ.ย.) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ จะเดินทาง ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยในช่วงเช้าจะเดินทางไปที่สนามบินบุรีรัมย์ อำเภอสตึก จากนั้น เดินทางต่อโดยรถยนต์ไปยังห้องประชุม ที่ว่าการอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมในประเด็นเรื่องความมั่นคง รวมถึงมาตรการในการสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ไทยกัมพูชา
นายกรัฐมนตรี จะตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของบำรุงขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพล กองกำลังสุรนารี อำเภอกาบเชิง และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำลังพล จากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ จะออกเดินทางต่อไปยังจุดผ่านแดนถาวร ช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อพบปะประชาชนในพื้นที่ และพูดคุยถึงสถานการณ์ปัจจุบันหลังจากสถาณการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายดีขึ้น
“การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน รวมทั้งรับฟังข้อมูลสถานการณ์โดยตรง เพื่อให้ได้ทราบข้อมูลข้อเท็จจริงนำไปแก้ไขปัญหาและพร้อมให้การช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำมาโดยตลอดเรื่องสันติวิธี ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียชีวิต และไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับผลกระทบแต่จะไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตย” นายจิรายุ กล่าว
แจง 3 ประเด็นไทย-กัมพูชา ย้ำไม่ต้องการให้เกิดปัญหาระหว่างกัน
![]()
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สถานการณ์พื้นที่ไทย – กัมพูชา จากท่าทีของการลดกำลังของทั้งสองประเทศ ว่า เรื่องดังกล่าวได้มีการสื่อสารคล้ายกันในหลายอย่าง การที่จะกล่าวว่าถอยของทั้งสองฝ่าย ไม่อยากจะใช้คำดังกล่าว ขอใช้คำว่า ปรับกำลัง ซึ่งจากการที่ได้มีการร่วมเจรจาพูดคุยกันของทั้งสองประเทศ ได้มีการปรับกำลังทั้งสองฝ่าย เพราะจะเป็นการให้เกียรติทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่ประเทศกัมพูชาอย่างเดียวแต่รวมถึงประเทศไทยด้วย และจากสถานการณ์ดังกล่าว ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือประเทศไทยก็ได้มีการเตรียมความพร้อมเช่นกันไม่ว่าในกรณีถ้ามีการปะทะ ในรูปแบบใด ๆ เราต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนอย่างที่ได้เคยกล่าวไว้
ในส่วนของกรณีการบุกยื่นหนังสือต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลถึงนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ของ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องดังกล่าวตนเองได้รับทราบแล้วแต่ยังไม่เห็นหนังสือในตอนนี้ แต่อย่างไรก็ตามทุกความคิดเห็น รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟัง ซึ่งสิ่งที่เราได้ดำเนินการทำอยู่นั้นทุกหน่วยงานอย่าง กองทัพก็ได้มีการวางกำลังและหน่วยในการดูแลอยู่แล้ว
ในประเด็นของเรื่องการที่ประเทศไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลกและประเด็นการยกเลิก MOU 43 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องดังกล่าวขอสื่อสารว่า ประเทศไทยขอพิจารณาเป็นเรื่องต่อเรื่องเหมือนที่ได้ยืนยันกับทางด้านประเทศกัมพูชาว่า ขอมุ่งเน้นที่เรื่องขอพิพาทในส่วนดังกล่าว ไม่ใช่เอาทุกเรื่องมาปนเข้าด้วยกันไม่อย่างงั้นแล้วจะเกิดความไม่ชัดเจนในแต่ละหัวข้อ แต่แน่นอนว่าเรื่องที่มีปัญหาหรือยังไม่ชัดเจนรัฐบาลและฝ่ายบริหารจะต้องพิจารณาในเรื่องดังกล่าว พร้อมกับกล่าวย้ำว่า รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาทีละปัญหา ทั้งนี้ ในเรื่องของประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว รัฐบาลพูดคุยด้วยความจริงใจ และเราไม่ต้องการเห็นคนทั้งสองประเทศมีปัญหากัน ต้องการขับเคลื่อนประเด็นทางเศรษฐกิจมากกว่าที่จะให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นสนามรบ
ครม. ไม่รับลูก สว. เปิดประชุมสมัยวิสามัญ ถกปมชายแดน
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีวุฒิสภาทำหนังสือขอให้รัฐบาลเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อหารือกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ได้มีการรายงานเรื่องดังกล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยรวมเห็นกันว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพราะสถานการณ์คลี่คลายแล้ว และประชาชนข้าใจสถานการณ์ได้ดีแล้ว ที่สำคัญวันนี้มีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ที่เปิดวันที่ 3 ก.ค.นี้ ซึ่งถ้ารัฐบาลเสนอให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญอีก ดูไม่สมควร ซึ่งที่ประชุม ครม.เห็นไปตามนี้ และไม่ต้องมีหนังสือตอบกลับไปยังวุฒิสภา
ที่มาเรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย [1] [2] | เว็บไซต์รัฐบาลไทย
