บทนำ
ความขัดแย้งประเทศไทยกับกัมพูชารอบนี้มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศอยู่หลายประการ วัตถุประสงค์ของข้อเขียนนี้เพื่อหยิบยกประเด็นที่เป็นปัญหาปัจจุบันและอาจเป็นปัญหาในอนาคตภายใต้มุมมองของกฎหมายระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญเท่านั้น โดยพอสรุปประเด็นได้ ดังนี้
1. ประเทศไทยกับเขตอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ การให้ความยินยอม (consent) ยอมรับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) หรือมักจะเรียกว่า ศาลโลก (the World Court) นั้นทำได้สามรูปแบบ คือ
1) การทำคำประกาศฝ่ายเดียว (Unilateral act) ยอมรับเขตอำนาจศาลโลก
กรณีนี้ประเทศไทยเคย (หลง) ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกทั้งในสมัยศาลโลกเก่าและศาลโลกปัจจุบัน เป็นเวลา 10 ปี และคำประกาศดังกล่าวหมดอายุไปนานแล้ว และประเทศไทยคงไม่(หลง) ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเป็นคำรบสองแน่ๆ และที่สำคัญ รัฐบาลไทยออกแถลงการณ์วันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลกมาตั้งแต่ค.ศ. 1960 ดังนั้น ช่องทางการยอมรับเขตอำนาจศาลโลกช่องทางนี้ปิดประตูตายสำหรับประเทศไทย
2) ทำสนธิสัญญา (ทวิภาคี) ยอมรับเขตอำนาจศาลโลกให้ตัดสินข้อพิพาทเฉพาะกรณี (Special Agreement, Compromis)
การทำสนธิสัญญารูปแบบนี้มักจะใช้กรณีนี้รัฐพิพาทกันในเรื่องเฉพาะเจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ข้อพิพาทเรื่องเขตแดน ไม่ว่าทางบกหรือทางทะเล รัฐคู่พิพาทมักใช้รูปแบบนี้ในการเสนอข้อพิพาทให้ศาลโลกตัดสิน[1] รูปแบบนี้ประเทศไทยไม่เลือกใช้แน่ๆ แต่สมมุติว่าถ้าเลือกใช้ก็จะติดด่านมาตรา 178 แห่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 ดังจะได้กล่าวต่อไป
3) กรณีที่สนธิสัญญาใดๆ กำหนดให้การระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้และการตีความสนธิสัญญาเสนอให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน[2]
อนึ่ง มีอีกช่องทางหนึ่งที่ตัวธรรมนูญศาลโลกไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจนแต่เกิดจากแนวบรรทัดฐานของศาลโลกและข้อกำหนดของศาลโลก (Rules of Court)[3] ที่เรียกว่า forum prorogatum หลักนี้หมายความว่า เมื่อรัฐหนึ่งฟ้องอีกรัฐหนึ่งโดยที่มิได้มีมูลฐานทางกฎหมายหนึ่งในสามประการที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งทำให้ศาลโลกยังไม่มีอำนาจพิจารณาคดีได้ แต่หากภายหลังรัฐที่ถูกฟ้องยอมรับเขตอำนาจศาลโลกไม่ว่าจะโดยการตอบรับเป็นลายลักษณ์อักษร หรือทางการกระทำก็ได้[4] เช่น การเข้าไปต่อสู่คดีในศาล พฤติกรรมแบบนี้ศาลโลกอาจเข้าใจได้ว่า รัฐนั้นยอมรับเขตอำนาจศาลโลกแล้ว ทำให้ศาลโลกสามารถดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาคดีต่อไปได้ รวมถึงการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวได้ ตัวอย่างคดีที่ศาลโลกรับว่าตนเองมีเขตอำนาจโดยอาศัยหลัก forum prorogatum เช่น the Corfu Channel case, Certain Criminal Proceedings in France
ช่องทาง forum prorogatum เป็นหลุมพรางที่ไทยต้องระวังอย่างยิ่ง การทำหนังสือโต้ตอบทางการทูตก็ดี การประชุมในระดับทวิภาคีก็ดี หรือการแสดงความเห็นของผู้นำระดับสูงก็ดีจะต้องไม่มีข้อความหรือพฤติกรรมที่จะชวนเข้าใจไปในทางว่าไทยจะยอมรับเขตอำนาจศาลโลก เนื่องจากการยอมรับเขตอำนาจศาลโลกนั้นไม่มีแบบ (form) จะแสดงออกโดยวาจาหรือการกระทำอย่างใดก็ได้ที่มีลักษณะเป็นการยอมรับโดยปริยาย (tacit consent)
ยิ่งกว่านั้น หากกัมพูชาเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศดังที่เคยทำในคดีปราสาทพระวิหารรอบ 2 ที่เสนอเรื่องไปยังคณะมนตรีความมั่นคง และหากคราวนี้กัมพูชาเสนอเรื่องไปยังคณะมนตรีความมั่นคงอีกและคณะมนตรีความมั่นคงมีคำแนะนำให้เสนอข้อพิพาทต่อศาลโลกดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในคดีช่องแคบคอร์ฟู (Corfu Channel case) ที่คณะมนตรีความมั่นคงมีมติเป็นคำแนะนำ ให้ประเทศอังกฤษและอัลเบเนียควรเสนอข้อพิพาทให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสิน คำแนะนำของคณะมนตรีความมั่นคงนี้เป็นไปตามข้อที่ 36 (3) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ แต่มติของคณะมนตรีความมั่นคงในกรณีนี้เป็นเพียง “คำแนะนำ” (recommendation) เท่านั้น ไม่ใช่ “คำคัดสิน” (decision) ตามข้อ 25 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ โดยในตอนแรกๆ ที่อังกฤษยื่นฟ้อง อัลเบเนียได้มีจดหมายเขียนไปว่า “It is prepared ……to appear before the Court………..The Albanian Government wishes to emphasize that its acceptance of the Court’s jurisdiction for this case cannot constitute a precedent for the future.” ข้อความตัวเอนนี้ (ซึ่งชัดเจนมาก) ทำให้ศาลโลกเข้าใจว่า อัลเบเนียยอมรับเขตอำนาจศาลโลก[5] แม้ว่าอัลเบเนียจะอ้างว่า ข้อความที่ว่า “ไปปรากฎตัวในศาล” (to appear before the Court) นั้นก็เพื่อจะไปคัดค้านเขตอำนาจศาล[6] แต่คำคัดค้านนี้ก็ไม่มีน้ำหนัก ฉะนั้น ในอนาคตหากกัมพูชาเสนอเรื่องไปยังคณะมนตรีความมั่นคงๆ มีมติออกมาตามข้อ 36 (3) ประเทศไทยก็ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะมนตรีความมั่นคงที่ให้เสนอข้อพิพาทต่อศาลโลก
2. คำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร
2.1 สิ่งที่ศาลโลกตัดโลกตัดสิน
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเบื่องต้นก่อนว่า คดีปราสาทพระวิหารนั้นเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับ“ตัวปราสาท”(the Temple)[7] เท่านั้น ไม่ใช่พิพาทเกี่ยวกับ “เขาพระวิหาร” ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยเรียกติดปากและไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่อง “เขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา”
สิ่งที่ศาลโลกตัดสินในคดีปราสาทพระวิหารมีอยู่สามประการเท่านั้นคือ
- ให้ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตของกัมพูชา[8]
- ให้ถอนกองกำลังของไทยที่อยู่ในตัวปราสาทและพื้นที่รอบๆ ปราสาท (its vicinity)
- ให้คืนวัตถุโบราณ
2.2 สิ่งที่ศาลโลกไม่ได้ตัดสิน
1. ไม่ได้ตัดสินเรื่องสถานะของแผนที่ 1: 200,000
ในคดีปราสาทพระวิหาร กัมพูชาพยายามที่จะเสนอมาในคำฟ้องให้ศาลโลกตัดสินสถานะทางกฎหมายของแผนที่1: 200,000 แต่ศาลโลกไม่รับพิจารณาเนื่องจากส่งมาทีหลัง อย่างไรก็ดี ศาลโลกเห็นว่า แผนที่ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญของการให้เหตุผลในคำพิพากษา[9]
2. ไม่ได้ตัดสิน พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร
เหตุผลที่ศาลโลกไม่ได้ตัดสินพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเพราะในขณะนั้นทั้งสองประเทศพิพาทกันเฉพาะ “ตัวปราสาทพระวิหาร” เท่านั้น
สรุปคือ สองประเด็นข้างต้นศาลโลกมิได้ตัดสินในบทปฎิบัติการ เพราะมีหลักว่า ศาลจะพิพากษาเกินคำขอไม่ได้ (non ultra petita)
2.3 สิ่งที่ศาลโลกตีความ: ตีความบริเวณรอบๆ ปราสาทวิหาร
ในคดีปราสาทพระวิหารรอบสอง กัมพูชามีคำร้องให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาที่ตัดสินเมื่อค.ศ. 1961 โดยกัมพูชาสงสัยว่า “บริเวณรอบๆ ปราสาท” (vicinity) หมายความว่าอย่างไร ตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศประกอบกับแนวคำพิพากษาของศาลโลก วัตถุแห่งการตีความคำพิพากษาจำกัดฉพาะสิ่งที่ศาลวินิจฉัยในบทปฏิบัติการเท่านั้น (dispositif, operative part) ซึ่งในคดีปราสาทพระวิหารมีอยู่ 3 ข้อ และศาลโลกก็ได้ตีความข้อ 2 คือบริเวณรอบๆ ปราสาทมีขอบเขตเพียงไรไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2013[10]
อย่างไรก็ดี วัตถุแห่งการตีความอาจเป็น “เหตุผล” (reason) ในคำพิพากษาได้หากว่าเหตุผลนั้นไม่สามารถแยกออกจากบทปฏิบัติการได้ เรื่องนี้กัมพูชาเคยพยายามที่จะให้ศาลโลกตีความนิติฐานะ “แผนที่ฝรั่งเศส” มาแล้วในคดีปราสาทพระวิหารรอบสองแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ
คำถามมีว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันล่าสุดนี้จะยุติลงด้วยการยื่นให้ตีความคำพิพากษาอีกครั้งหรือไม่ดังที่มีการเสนอกันนั้น ผู้เขียนเห็นว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะไม่มีเหตุให้ต้องตีความคำพิพากษาอีกและพื้นที่พิพาทอยู่คนละพื้นที่ บริเวณช่องบกหรือสามเหลี่ยมมรกตอยู่บริเวณอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี อนึ่ง การที่ศาลโลกกำหนดเส้นบริเวณรอบๆ ตัวปราสาทตอนที่มีการเสนอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษานั้น ก็ยังมีคำถามอีกว่า มีการดำเนินการตามคำพิพากษาหรือไม่อย่างไร
3. ประเด็นการปักปันเขตแดน (Delimitation)
การปักปันเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาทำเสร็จมานานเรียบร้อยแล้วดังปรากฎอยู่ในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 โดยสนธิสัญญาเขตแดนบัญญัติให้ใช้ “สันปันน้ำ” (watershed line) เป็นแนวธรรมชาติในการแบ่งเขตแดน และเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส สนธิสัญญาเขตแดนนี้ก็ผูกพันกัมพูชาด้วยจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ไม่มีประเด็นเรื่องการปักปันเขตแดนอีกแล้ว และการปักหลักเขตแดน (Demarcation) ก็ทำเสร็จแล้วเช่นเดียวกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องของการบริหารจัดการดูแลหลักเขตแดนที่อาจชำรุด สูญหาย หรือถูกทำลาย
4. ข้อพิจารณาด้านรัฐธรรมนูญ มาตรา 178: การทำหนังสือสัญญาและการได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
สมมุติว่าประเทศไทยเลือกกลไกการระงับข้อพิพาททางศาลโลก มีข้อพิจารณาทางรัฐธรรมนูญ ดังนี้
กรณีที่ไทยทำสนธิสัญญา (รัฐธรรมนูญมาตรา 178 ใช้คำว่าหนังสือสัญญา) ทวิภาคีกับกัมพูชาเสนอข้อพิพาทให้ศาลโลกตัดสินที่เรียกว่า Special Agreement นั้น ประเด็นก็คือ การทำหนังสือสัญญานี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา (Parliamentary approval) ตามมาตรา 178 วรรคสองหรือไม่ หนังสือสัญญานี้เป็นหนังสือสัญญาที่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลกที่ตัดสินเรื่องเขตแดน ฉะนั้น อาจเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย แม้มาตรา 178 จะไม่มีคำว่า “อาจ” ก็ตามแต่ศาลรัฐธรรมนูญเคยติดสินในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ว่าการทำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาที่ “อาจ” มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย[11] นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง “เขตอำนาจแห่งรัฐ” จึงเป็นไปได้อีกเช่นเดียวกันที่อาจมีการตีความรวมถึง “เขตอำนาจ” ด้วย
ส่วนกรณีที่ไทยคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลก การทำคำประกาศดังกล่าวเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ ไม่ใช่การทำหนังสือสัญญา ฉะนั้น ไม่เข้าข่ายเป็นการทำหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 แห่งรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา
5. ประเด็นเรื่องการใช้กำลังทางทหาร: ความแตกต่างระหว่าง “use of force” “aggression” “armed attack” และ “armed conflict”
ปัญหาความยุ่งยากที่สุดประการหนึ่งในเรื่องการใช้กำลังทางทหารก็คือ ไม่มีการให้คำนิยามเกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำในตัวบทของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มีความสำคัญ คือคำว่า “use of force” (ใช้กำลัง) และคำว่า “armed attack” นอกจากนี้แล้ว ในคดีนิการากัว (ซึ่งจัดว่าเป็นคดีที่สำคัญที่สุดและสร้างข้อโต้เถียงมากที่สุดเช่นกันเกี่ยวกับการใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเอง) ศาลโลกก็ได้แยกความแตกต่างระหว่าง “การโจมตีด้วยอาวุธ” กับ “การปะทะกันตามชายแดน” ซึ่งการแยกเรื่องนี้ก็ยังขาดความชัดเจนว่าหมายความว่าอย่างไรและนักวิชาการก็ยังถกเถียงในประเด็นนี้ด้วย นอกจากคำว่า “use of force” “armed attack” “frontier incidents” แล้วก็ยังมีมีสองคำคือ “aggression” (การรุกราน) และ “armed conflict” (การขัดกันด้วยอาวุธ)
ก่อนที่จะพิจารณาว่าการใช้กำลังในความขัดแย้งนี้ว่าอยู่ในขั้นไหนก็อธิบายถ้อยคำข้างตนพอสังเขป ดังนี้
ประการแรก ข้อ 2 (4) ของกฎบัตรสหประชาชาติรับรองหลักห้ามการใช้กำลัง (non-use of force) ไว้ชัดเจน คำว่า force นี้ หมายถึง กำลังทางทหาร (military forces) เท่านั้น ไม่รวมถึงกำลังทางเศรษฐกิจหรือทางการเมือง แต่กฎบัตรก็ไม่ได้ให้คำอธิบายว่า ลักษณะหรือการกระทำแบบใดที่เรียกว่า การใช้กำลังทางทหาร
ประการที่สอง กฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 51 ไม่ได้ให้คำนิยามหรือตัวอย่างของคำว่า “armed attack” ว่ามีลักษณะอย่างไร มีแต่เพียงคำพิพากษาศาลโลกที่อธิบายแต่ก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก จนถึงทุกวันนี้ นักวิชาการก็ยังถกเถียงอภิปรายขอบเขตความหมายของคำว่า “armed attack” อยู่ อย่างไรก็ดี ในคดีนิการากัว ศาลโลกได้อ้างข้อมติ 3314 (XXIX) ของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อปี 1974 ข้อ 3 (g) ว่า การส่งกองกำลังทางทหารข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ (across an international border) หรือเข้าไปในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง ถือว่าเป็น armed attack หากว่าระดับความรุนแรงของการส่งทหารเข้าไปในอาณาเขตของอีกรัฐเทียบเท่ากับการโจมตีด้วยอาวุธอย่างแท้จริง (actual armed attack)[12]
คำถามมีว่า ทำไมการเกิดขึ้นของ armed attack ถึงสำคัญมากๆ คำตอบคือ การเกิดขึ้นของ armed attack เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นอันขาดเสียมิได้ (condition sine qua non) ของการใช้สิทธิป้องกันตนเอง พูดง่ายๆ ว่า หากไม่มี armed attack ก็ใช้สิทธิป้องกันตนเองไม่ได้ เว้นแต่รัฐนั้นจะอ้าง “การป้องกันตนเองล่วงหน้า” (anticipatory self-defense) ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สร้างข้อถกเถียงในวงการกฎหมายระหว่างประเทศมากจึงไม่ขอกล่าวถึงประเด็นนี้ คำถามมีว่า แล้ว threshold ของ armed attack อยู่ตรงไหน? คำถามนี้ตอบไม่ง่ายนัก เนื่องจากศาลโลกก็มิได้อธิบายเรื่องนี้อย่างชัดเจนอีกทั้งคำพิพากษาในคดีนิการากัวก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง ศาลโลกเพียงให้เกณฑ์กว้างๆ ว่าให้พิจารณาจากขนาดหรือระดับของความรุนแรงของการใช้กำลัง ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน อาจพิจารณาได้จากประเภทของอาวุธที่ใช้ ระยะเวลาของการปฏิบัติทางทหาร เป้าหมายที่ถูกโจมตี ลักษณะของการปฎิบัติการทางทหาร ยอดการสูญเสียและบาดเจ็บ ขอบเขตของพื้นที่ในการปฏิบัติการทางทหารฯลฯ หลายๆ ปัจจัยประกอบกันไป
ประการที่สาม ในคดีนิการากัว ศาลโลกได้แยกความแตกต่างระหว่าง “การโจมตีด้วยอาวุธ” (armed attack) กับ “การปะทะกันตามชายแดน” (frontier) incidents โดยศาลโลกได้พิจารณาถึงขนาดและผลกระทบ (ของความรุนแรง) ด้วย (scale and effect)[13] โดยการโจมตีด้วยอาวุธนั้นต้องมีขนาดความรุนแรงระดับหนึ่งมิใช่เพียงแค่ “การปะทะกันตามชายแดน” (a mere frontier incident) ซึ่งยังไม่ถึงขั้นการโจมตีด้วยอาวุธ[14] ดังนั้น การใช้สิทธิป้องกันตนเองตามข้อ 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติจึงยังไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี คำว่าการปะทะกันตามชายแดนก็ยังมีความหมายคลุมเคลือและยังสร้างข้อโต้เถียงทางวิชาการอีกด้วย
ประการที่สี่ คำว่า armed conflict นั้น มีระดับความรุนแรงที่น้อยกว่า armed attack มาก เนื่องมาจาก armed conflict นั้นเป็นการใช้กำลังในบริบทของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law: IHL) ที่ต้องการคุ้มครองพลเรือนหรือบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสู้รบเป็นสำคัญ จึงไม่ต้องการระดับการใช้กำลังที่รุนแรงมาก การโจมตีทางอากาศเพียงครั้งเดียวหรือการปะทะตามแนวพรมแดนก็ถือว่าเป็น armed conflict แล้ว[15]
ประเด็นต่อไปมีว่า แล้วสถานการณ์ความขัดแย้งและมีการยิงกันเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา อยู่ในขั้นไหน ผู้เขียนเห็นว่า เหตุการณ์ในวันดังกล่าว เป็นสถานการณ์ในระดับ “การปะทะกันตามชายแดน” (frontier incidents) แต่ขณะเดียวกันก็เข้าข่าย “ การขัดกันด้วยอาวุธ” (armed conflict) ด้วย แต่ ณ ขณะที่เขียนนี้ (7 มิ.ย 2568) สถานการณ์มีความตึงเครียดมาก ทั้งสองฝ่ายได้เตรียมความพร้อมด้านการทหารอย่างมาก มีความเป็นไปได้ที่การปะทะกันตามชายแดน (ซึ่งจบลงไปแล้วจนถึงวันนี้ 7 มิ.ยยังไม่มีการปะทะกันอีก) อาจจะปะทุขึ้นอีกครั้งหรืออาจขยายตัวเพิ่มความรุนแรงจนถึงขั้น armed attack ก็เป็นได้ และหากการใช้กำลังทางทหารยกระดับความรุนแรงขึ้นมา ผู้เขียนคาดว่ากัมพูชาคงร้องไปที่คณะมนตรีความมั่นคงให้เข้ามาพิจารณาเหมือนอย่างกรณีปราสาทพระวิหารรอบ 2[16]ซึ่งผู้เขียนคาดว่า สถานการณ์อาจออกมาเป็น
1) กัมพูชาคงทำแบบกรณีปราสาทพระวิหารรอบสองคือ มีจดหมายถึงคณะมนตรีความมั่นคงให้มีการประชุมด่วน โดยอ้างว่าสถานการณ์รุนแรงทวีความรุนแรงมากขึ้น และกล่าวหาไทยว่าละเมิดอำนาจอธิปไตยทางเขตแดนและใช้กำลังทางทหารซึ่งขัดกับกฎบัตรสหประชาชาติ จากนั้นรอว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะ take action อย่างไร แต่ในทางการเมือง/การทูตระหว่างประเทศ กัมพูชารุกก่อนเรา ผลที่ตามมาคือรอดูฝ่ายไทยว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป (The ball is in Thai’s court)
2) กัมพูชาคงอยากให้คณะมนตรีความมั่นคงออกมติเหมือนในคดีช่องแคบคอร์ฟูที่คณะมนตรีความมั่นคงมี “คำแนะนำ” (recommendation) ให้ทั้งสองฝ่ายเสนอข้อพิพาทไปยังศาลโลก แล้วอังกฤษเลยฟ้องอัลเบเนียต่อศาลโลกโดยอ้างมติของคณะมนตรีสนับสนุนข้ออ้างของตน ทั้งๆ ที่เวลานั้นอัลเบเนียไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจศาลโลกแต่อย่างใด
กล่าวโดยสรุปแล้ว กัมพูชาพยายามลากให้ความขัดแย้งหรือข้อพิพาทนี้ให้ไปถึงคณะมนตรีความมั่นคงและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
6. การใช้สิทธิป้องกันตนเอง (Self-defense)
ตามข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติได้รับรองสิทธิในการป้องกันตนเอง (Self-defense) ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของการใช้กำลังทางทหาร โดยสิทธิในการป้องกันตนเองนี้กระทำได้ “ต่อเมื่อมีการโจมตีด้วยอาวุธบังเกิดขึ้น” (if an armed attack occurs) สิทธิในการป้องกันตนเองนี้เป็นสิทธิที่ตกติดตัวของรัฐ (inherent right) และรัฐสามารถใช้สิทธิป้องกันตนเองโดยไม่ต้องขออนุญาตหรือได้รับฉันทานุมัติจากใครแม้แต่คณะมนตรีความมั่นคง เพียงแต่เมื่อใช้สิทธิป้องกันตนเองแล้วรัฐนั้นต้องรายงานแก่คณะมนตรีความมั่นคง โดยการป้องกันตนเองได้ต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วน นอกจากนี้แล้ว กฎบัตรสหประชาชาติยังได้รับรองการห้ามการใช้กำลังต่อหลักบูรภาพแห่งดินแดน (territorial integrity) ด้วย
7. การเสนอปราสาทตาเหมือนธม ปราสาทตาเหมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมมรกตให้ศาลโลกตัดสิน
แถลงการณ์ของกัมพูชามีเนื้อความว่าจะเสนอให้ศาลตัดสินพื้นที่พิพาท 4 จุดคือ ปราสาทตาเหมือนธม ปราสาทตาเหมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมมรกต สำหรับกรณีพื้นที่สามเหลี่ยมมรกตที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชานั้น ผู้เขียนยังสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร เนื่องจากมีปฏิญญาปากเซ (Pakse Declaration) ค.ศ. 2003 เกี่ยวกับความร่วมมือไตรภาคีด้านการท่องเที่ยวคือ ประเทศไทย กัมพูชาและสปป ลาว. ยืนยันว่าจะมีการพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต รวมถึงการออก Joint Press Statement of the Second Foreign Minister’s Meeting of the Emerald Triangle Cooperation (Cambodia, Lao PDR and Thailand) เมื่อค.ศ. 2009 แต่กลับกลายเป็นว่าวันนี้กัมพูชาอ้างว่าพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมมรกตเป็นของกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียว
นอกจากนี้แล้ว นายฮุนเซนยังได้โพสในเฟสบุคกล่าวอีกว่าให้ใช้ “แผนที่ทางการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล” อ่านข่าวแล้วนึกถึง “แผนที่ฝรั่งเศส” ขึ้นมาทันที ไม่คิดว่าแผนที่ฉบับนี้จะกลับมาหลอกหลอนพวกเราคนไทยอีกครั้ง (ghost from our past) หลังจากที่กัมพูชาออกแถลงการณ์วันที่ 4 มิถุนายนถัดมาอีกวันรัฐบาลก็ออกแถลงการณ์ว่า ประเทศไทยไม่ได้รับรองเขตอำนาจศาลโลกแบบบังคับ (compulsory jurisdiction) มาตั้งแต่แต่ค.ศ. 1960 และในแถลงการณ์นี้ก็ยืนยันว่าฝ่ายไทยจะใช้กลไกทวิภาคีของ JBC ในการแก้ไขปัญหา ผู้เขียนเห็นว่า ในแถลงการณ์นี้ ประเทศไทยควรยืนยันให้ชัดเจนไปเลยว่า ไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลกทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการทำสนธิสัญญาทวิภาคีที่รัฐคู่พิพาทยินยอมเสนอให้ศาลโลกตัดสินข้อพิพาทที่เรียกว่า Special Agreement และการยอมรับเขตอำนาจศาลแบบ forum prorogatum พูดง่ายๆ ก็คือ แม้กัมพูชาจะพยายามลากไทยไปขึ้นศาลโลก ไทยก็ไม่ไป และแม้กัมพูชาจะยื่นคำฟ้องฝ่ายเดียวไปยังศาลโลกและสำเนาคำฟ้องนั้นได้ส่งมายังประเทศไทยก็ตาม ก็ไม่ต้องหวาดวิตกแต่อย่างใด ตราบใดที่ประเทศไทยไม่ให้ความยินยอมยอมรับเขตอำนาจศาลโลกทั้งทางลายลักษณ์อักษรและโดยพฤตินัย (เช่น การไปปรากฏตัวในศาล (appearing before the Court) หรือการเขียน Counter-Memorial กระบวนพิจารณาคดีของศาลยังเริ่มไม่ได้ [17] ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็ไม่ได้ พูดง่ายๆ ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง
บทส่งท้าย
ผู้เขียนเห็นว่า กัมพูชาคงใช้ช่องทางการฟ้องฝ่ายเดียวผ่านทางข้อกำหนดของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Rules of Court) (1978) ข้อ 38 (5) เพื่อหวังให้ศาลโลกมีเขตอำนาจตามหลัก forum prorogatum บวกกับหวังให้คณะมนตรีความมั่นคงออกมติให้คำแนะนำว่าทั้งสองฝ่ายเสนอข้อพิพาทไปยังศาลโลกตามข้อ 36 (3) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ การใช้วิธีการนี้จะส่งแรงกดดันให้ฝ่ายไทยพอควร นักกฎหมายระหว่างประเทศอย่าง Sienho Yee ก็เคยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐอาจใช้ช่องทางการยื่นฟ้องฝ่ายเดียวโดยหวังให้ศาลใช้หลัก forum prorogatum เป็นการใช้กลไกทางศาลโดยมิชอบเพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ผู้ถูกฟ้องกลายเป็นวายร้ายในเวทีสากล[18] ฝ่ายไทยต้องเตรียมรับมือที่จะชี้แจง อธิบายให้กับสหประชาชาติ ดังที่เคยทำมาในคราวคดีปราสาทพระวิหารรอบ 2
ในระหว่างนี้ หากมีการโจมตีด้วยอาวุธจากฝั่งกัมพูชาก่อน ประเทศไทยก็สามารถใช้สิทธิป้องกันตนเองตามข้อ 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติได้ การใช้มาตรการ (ตั้งรับหรือตอบโต้) ทางทหารอย่างการใช้สิทธิ ป้องกันตนเองที่ได้สัดส่วนและตามความจำเป็น และมาตรการ (รุก) ทางการทูตก็สามารถใช้ควบคู่กันไปได้ ทางหนึ่งไทยปกป้องตนเอง ปกป้องอาณาเขตไทย อีกทางหนึ่งใช้วิถีทางทางการทูตชี้แจงกับประชาคมโลกว่า เราใช้สิทธิป้องกันตนเองตามข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติและระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามข้อ 2 (3) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติและตามกลไก JBC รวมถึงกลไกของอาเซียน อีกทั้งยืนยันว่าเขตแดนของประเทศไทยและกัมพูชาเป็นไปตามสนธิสัญญาเขตแดน ค.ศ. 1904 และ ค.ศ.1907
อ้างอิง
[1] ในแถบอาเซียน มีสองคดีที่มีการทำความตกลงพิเศษให้ศาลโลกตัดสินเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะพิพาท คือ การทำความตกลงพิเศษระหว่างมาเลเซียและสิงค์โปร์ และการทำความตกลงพิเศษระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซีย
[2] แต่มีข้อคำนึงด้วยว่า แม้สนธิสัญญาใดจะกำหนดให้ศาลโลกเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยข้อพิพาท แต่หากรัฐนั้นทำข้อสงวน (reservation) ไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลก รัฐนั้นก็ไม่อาจเป็นคู่ความได้
[3] ข้อกำหนดของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Rules of Court) (1978) ข้อ 38 (5)
[4] ดู Shabtai Rosenne, The Law and Practice of the International Court, (The Netherlands: A.W. Sijthoff,1965),p.344;Separate Opinion of Judge E. Lauterpacht, Application of the Convention on the Prevention and Punishment of the Crime of Genocide, Provisional Measures, Order of 13 September 1993, I. C.J. Reports 1993,para.24; Sienho Yee, Forum Prorogatum Returns to the International Court of Justice, Leiden Journal of International Law, 2003, p.704
[5] Waldock, Forum Prorogatum or Acceptance of A Unilateral Summons to Appeal Before the International Court, the International Law Quarterly, vol.2 Np.3, 1948,p.379
[6] ดูความเห็นแย้งของผู้พิพากษา Daxner หน้า 41 ในคดี Corfu Channel Case
[7] ICJ Report,1961,p.14
[8]ในคำฟ้องแรกๆ กัมพูชาขอให้ศาลตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของ (belongs to) กัมพูชา
[9] Request for Interpretation of the Judgment of 15 June 1962 in the Case concerning the Temple of Preah Vihear (Cambodia v. Thailand) (Cambodia v. Thailand), Judgment, I.C.J. Reports 2013,para. 77
[10] Request for Interpretation of the Judgment of 15 June 1962 in the Case concerning the Temple of Preah Vihear (Cambodia v. Thailand) (Cambodia v. Thailand), Judgment, I.C.J. Reports 2013
[11] ดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7/2551, หน้า 24
[12] [12] Military and Paramilitary Activities in and against Nicaragua (Nicaragua v. United States of America)ICJ Report, 1986, para.195
[13] หรือที่นักกฎหมายระหว่างประเทศมักจะเรียกว่า “gravity”
[14] เพิ่งอ้าง
[15] โปรดดูรายละเอียดใน Laurie Blank, Irreconcilable Difference: the Thresholds for Armed Attack and International Armed Conflict, Notre Dame Law Review, Vol.96, 2020, หน้า 257-262
[16] กัมพูชาได้ทำจดหมายหลายฉบับไปยังประธานคณะมนตรีความมั่นคง โปรดู จดหมายของกัมพูชา ใน S/2008/470 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2008 วจดหมายฉบับที่ 2 S/2008/475 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2008; จดหมายลงวันที่ 8 สิงหาคม 2010; จดหมายลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2511
[17] ดูข้อกำหนดของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Rules of Court) (1978) ข้อ 38 (5)
[18] Sienho Yee, อ้างแล้ว, หน้า 706-707; Thirlway, The law and procedure of the International Court of Justice: 1960-1989, the British Yearbook of International Law, 1989,p.80
