Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุก 9 ปี ก่อนลดโทษลง 1 ใน 3 เหลือ 6 ปี ไม่รอลงอาญา ‘บูม - จิรวัฒน์’ พ่อค้าขายของออนไลน์ อายุ 33 ปี ข้อหามาตรา 112 จากการแชร์โพสต์ 3 โพสต์ แม้ไม่ได้แสดงความเห็น ศาลพิเคราะห์กระทบความมั่นคง ทำให้กษัตริย์ถูกดูหมิ่น ก่อนศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี

 

20 มิ.ย. 2568 เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีของ “บูม” จิรวัฒน์ (สงวนนามสกุล) พ่อค้าขายของออนไลน์วัย 33 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3), (5) เป็นผู้แชร์โพสต์เฟซบุ๊กทั้งหมด 3 โพสต์เมื่อปี 2564 โดยเป็นโพสต์ของบุคคลทั่วไป 1 โพสต์ และเป็นโพสต์จากเพจ "KTUK – คนไทยยูเค" จำนวน 2 โพสต์ โดยทั้งหมดเป็นการแชร์โดยไม่ได้เขียนความคิดเห็นใดๆ ประกอบ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกรวม 9 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกรวม 6 ปี ไม่รอลงอาญา เห็นว่าข้อมูลที่จำเลยนำมาแสดงคือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หากแพร่หลายและทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกต้อง อาจกระทบต่อความมั่นคง ตลอดจนทำให้พระมหากษัตริย์ พระราชินี ถูกดูหมิ่นใส่ความ หรือถูกแสดงความอาฆาตมาดร้ายได้ การกระทำจึงถือเป็นเรื่องร้ายแรง

ก่อนหน้านี้ จิรวัฒน์เคยถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. 2566 หลังถูกศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 9 ปี เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงลดเหลือจำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา

รวมในช่วง 1 ปีที่จิรวัฒน์ถูกคุมขัง ทนายความพยายามยื่นขอประกันตัวทั้งหมดถึง 9 ครั้ง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2567 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวจิรวัฒน์ พร้อมผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ กว่า 14 ราย โดยกรณีของจิรวัฒน์ได้ส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่ง

จนกระทั่งในวันที่ 11 ธ.ค. 2567 นายประกันได้รับแจ้งว่า ศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 10 ธ.ค. 2567 อนุญาตให้ประกันตัวจิรวัฒน์ในระหว่างอุทธรณ์ โดยให้วางหลักทรัพย์ 250,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ โดยมีเงื่อนไขให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM), ห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับการกระทำความผิดในคดีนี้ และห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น จิรวัฒน์จึงได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 12 ธ.ค. 2567 รวมเขาถูกคุมขังไปแล้ว 1 ปี 6 วัน

ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 จิรวัฒน์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ในขณะถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยเขาเขียนอุทธรณ์ด้วยลายมือของตนเองส่งออกมาจากเรือนจำ ขอให้ศาลอุทธรณ์ลดโทษ เนื่องจากเป็นเสาหลักครอบครัว ต้องดูแลภรรยาที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมระยะที่ 3, ลูกสาววัย 5 ขวบ และบิดามารดาวัยชราที่มีโรคประจำตัว

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา มองการกระทบต่อความมั่นคง ทำให้กษัตริย์ถูกดูหมิ่น ก่อนไม่ให้ประกัน

ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 404 จิรวัฒน์เดินทางมาศาลพร้อมครอบครัว โดยมีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชน และประชาชนเข้าร่วมสังเกตการณ์คดี

ก่อนศาลออกนั่งพิจารณาคดี จิรวัฒน์เล่าว่า ปัจจุบัน อาการป่วยด้วยโรคมะเร็งของภรรยาตอนนี้ลุกลามไปจนถึงระยะที่ 4 แล้ว โดยมะเร็งได้ลามไปที่ตับและต่อมน้ำเหลือง และยังต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นประจำทุกสัปดาห์

ผู้ที่ดูแลลูกสาววัย 6 ขวบของจิรวัฒน์ โดยหลักยังคงเป็นเขากับภรรยา ในขณะที่บิดามารดาของจิรวัฒน์ก็อยู่ในวัยชราแล้ว ดังนั้นจิรวัฒน์จึงเป็นเสาหลักในการหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

จิรวัฒน์และภรรยายังคงทำธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์อยู่ แต่ขายไม่ดีเท่าเดิมแล้ว จิรวัฒน์จึงทำงานประจำเป็นพนักงานขายเหล็กควบคู่ไปด้วย

หากเขาถูกตัดสินลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา เขาระบุว่า หากเป็นเช่นนั้นย่อมกระทบต่อทุก ๆ คนในครอบครัว ทั้งเรื่องการดำรงชีวิตและจิตใจ

เวลา 9.52 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ในคดีนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โพสต์ของบัญชีบุคคลทั่วไป และเป็นโพสต์จากเพจ “KTUK – คนไทยยูเค” เข้ามาในเฟซบุ๊กจำเลยแบบสาธารณะเพื่อให้ประชาชนบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงและรับรู้ได้รวม 3 ครั้ง

เห็นว่า ข้อมูลที่จำเลยนำมาแสดงคือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หากแพร่หลายและทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกต้อง อาจกระทบต่อความมั่นคง ตลอดจนทำให้พระมหากษัตริย์ พระราชินี ถูกดูหมิ่นใส่ความ หรือถูกแสดงความอาฆาตมาดร้ายได้ การกระทำจึงถือเป็นเรื่องร้ายแรง

นอกจากนั้น ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด เพิ่งมาให้การยอมรับและสำนึกผิดในชั้นอุทธรณ์

ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกรวม 9 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกรวม 6 ปี เหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำความผิดจำเลยแล้ว พิพากษายืน

หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาจบ ครอบครัวได้เข้าไปกอดจิรวัฒน์พร้อมร้องไห้ ในขณะที่เขาถอดของมีค่าที่ติดตัวมาฝากไว้กับครอบครัว ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปขังที่ห้องขังใต้ถุนศาลระหว่างรอการประกันตัวในระหว่างฎีกา

สำหรับคำร้องขอประกันตัวในระหว่างฎีการะบุโดยสรุปว่า จำเลยมีหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 500,000 บาท พร้อมทั้งยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตามเดิม

นอกจากนี้ ศาลฎีกาเคยอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2567 และภายหลังได้รับอนุญาตปล่อยชั่วคราวทั้งในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นและในระหว่างอุทธรณ์ ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำการใดอันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขหรือกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำความผิดในคดีนี้ อันเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวหรือถูกฟ้องเป็นคดีลักษณะเดียวกับคดีนี้อีก

ข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีนี้ปรากฏชัดแจ้งว่าในระหว่างพิจารณาจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยให้ความร่วมมือเข้าร่วมการพิจารณาคดีทุกนัด ตลอดจนเข้าร่วมฟังคำพิพากษาในวันนี้ โดยมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวอยู่ที่ข้อเท้าของตน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหากจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวไป จำเลยจะหลบหนี

จำเลยจึงขอศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างฎีกา ดังที่เคยมีคำสั่งอนุญาตในระหว่างอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2567

เวลา 11.50 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัวของจำเลยไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคำสั่งประกัน

ต่อมาเวลา 16.48 น. ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวจิรวัฒน์ ระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยรวม 3 กระทง มีกำหนด 6 ปี หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยอาจจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง” ทำให้จิรวัฒน์ จะต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันทีในวันนี้ (19 มิ.ย.)

ทั้งนี้ ในการให้ประกันตัวจิรวัฒน์ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2567 ศาลฎีกามีคำสั่งว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ความหนักเบาแห่งข้อหา และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง 6 ปี ประกอบกับจำเลยได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนี  จึงอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์”

ทำให้ปัจจุบันมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับการเมือง จำนวนอย่างน้อย 49 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 32 คน) (ดู รายชื่อผู้ต้องขังทางการเมือง 2568)

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง