กองทัพภาคที่ 1 และ 2 สั่งปิดทุกด่านตลอดชายแดนไทย-กัมพูชา ใน จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สระแก้ว ระบุดำเนินงานสอดรับตามนโยบายรัฐบาล ในการปกป้องอธิปไตย และดูแลประชาชน จัดการขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ให้ผ่านได้เฉพาะเหตุผลมนุษยธรรม เช่น รับ-ส่งผู้ป่วยกรณีเร่งด่วน และการศึกษาของนักเรียน และอื่นๆ ตามจำเป็นในชีวิตประจำวัน
23 มิ.ย.2568 เมื่อเวลา 21.00 น. แฟนเพจกองทัพบก เผยแพร่คำสั่งปิดด่านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาใน 5 จังหวัดได้แก่ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สระแก้ว
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยว่า ในช่วงเย็นวันนี้ (23 มิ.ย. 68) กองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 และกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกคำสั่งยกระดับมาตรการควบคุมการผ่านแดนในทุกจุดผ่านแดนทุกประเภท ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ ดังนี้
1. งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภท
2. งดการเดินทางผ่านเข้า-ออกของประชาชน นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และการค้าขายทุกประเภท
3. ตามมาตรการงดการผ่านเข้า-ออกดังกล่าว อนุญาตให้อำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรมตามความเหมาะสมและความจำเป็น เช่น ด้านการรักษาพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วยเจ็บที่ต้องเข้ารับการรักษาในกรณีเร่งด่วน และด้านการศึกษาของนักเรียน รวมถึงกรณีอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ตามการพิจารณาของหน่วยทหารในพื้นที่
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และแนวทางการดำเนินงานของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ที่พิจารณาดำเนินการให้สอดรับกับสถานการณ์ความมั่นคง โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ยังคงมีท่าทีตึงเครียดทั้งในด้านการเมือง ด้านการทูต และด้านการทหาร
ในรายงานของทางกองทัพบกระบุว่า การสั่งปิดด่านครั้งนี้ ยังส่งผลดีในการตอบโต้การดำเนินการของขบวนการคอลเซ็นเตอร์และไฮบริดสแกมซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทยเป็นวงกว้างมาอย่างต่อเนื่อง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อช่วงบ่ายแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแถลงมาตรการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ซึ่งจะดำเนินการมาตรการต่างๆ ทั้งการควบคุมจุดผ่านแดน ระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตที่จะส่งเข้าไปในพื้นที่ของหน่วยทหารและหน่วยงานความมั่นคงของกัมพูชา รวมถึงการตัดไฟฟ้าและน้ำมัน รวมถึงสินค้าที่จะไปเกื้อหนุนกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ
