Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

‘มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์’

‘ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง’

คือ 2 คุณสมบัติรัฐมนตรี ที่ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ และเป็นจุดตั้งต้นให้ 36 สว.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย 

‘ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์’ และ ‘มาตรฐานจริยธรรม’ เป็น 2 คำสำคัญที่เพิ่งกำหนดในรัฐธรรมนูญ 2560 อย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดโทษไว้อย่างรุนแรง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยกร่างโดยคน 21 คนที่ คสช.แต่งตั้งขึ้น นำทีมโดย มีชัย ฤชุพันธุ์

ทั้งสองคำนี้ค่อนข้างกว้างและอำนาจการตีความอยู่ในมือผู้ตัดสิน สำหรับคำว่า ‘จริยธรรม’ นั้นรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหมดไปยกร่างกำหนดมาตรฐานร่วมกัน เพื่อเอาไว้ควบคุมหน่วยงานตนเอง พร้อมๆ กับเขียนเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญว่า ให้ใช้ควบคุมฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติอย่าง สส. สว. และ ครม.ด้วย 

นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีจริยธรรมกลางที่ถูกกำหนดโดยคนกลุ่มหนึ่งเพื่อใช้กับส่วนงานอื่นๆ ที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว แต่ละองคาพยพจะมีการยกร่างจริยธรรมในการทำงานที่เหมาะแก่งานวงงานของตนเอง โดยไม่ได้มีโทษทางการเมืองหรือทางอาญาอย่างชัดเจน เนื่องจากบรรดาคดีทุจริตหรือการทำผิดกฎหมายใดๆ สามารถดำเนินคดีกันตามปกติได้อยู่แล้ว 

โฆษณา - Advertising

โทษทัณฑ์ของการ ‘ขาดจริยธรรม’ ในเบื้องต้น คือ 
1. พ้นจากตำแหน่ง 
2. ถูกเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง (ตลอดชีพ) แปลว่า ไม่มีสิทธิสมัครเป็น สส.สว.สภาท้องถิ่น หรือดำรงตำแหน่งทางกาเรมืองใดๆ 
3. อาจจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยก็ได้

สำหรับกระบวนการตั้งเรื่องจนถึงตัดสิน จะมีเส้นทางดังนี้ คือ หากสงสัยว่า สส. สว. ครม. หรือใครในองค์​กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ให้ร้องไปยัง ป.ป.ช.เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง ถ้า ป.ป.ช.ลงมติมากกว่ากึ่งหนึ่งเห็นว่ามีมูล ก็จะส่งต่อไปยังศาลฎีกา หากศาลรับฟ้อง ศาลอาจสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

ที่ผ่านมา ผู้ที่โดนข้อหา ‘จริยธรรม’ จนหลุดจากตำแหน่งและเข้าสู่การเมืองอีกไม่ได้อีกต่อไป มีอยู่ 6 คน แบ่งเป็น

  • สส. 5 คน จากพรรคพลังประชารัฐ 2 คน, พรรคภูมิใจไทย 1 คน, พรรคเพื่อไทย 1 คน, พรรคก้าวไกล 1 คน
  • นายกฯ 1 คนจากพรรคเพื่อไทย คือ เศรษฐา ทวีสิน
  • นายกฯ 1 คนจากพรรคเพื่อไทย คือ แพทองธาร ชินวัตร

กรณีหลังสุดนี้ ศาลเพียงสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หลังรับพิจารณาคดี (1 ก.ค.2568) ซึ่งต้องรอดูว่าท้ายที่สุดจะตัดสินอย่างไร

โฆษณา - Advertising

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า 5 สส.ที่ถูกตัดสินนั้น ผ่านกระบวนการของ ป.ป.ช.โดย ‘ศาลฎีกา’ เป็นผู้พิพากษา ขณะที่ 2 นายกฯ ของพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นกระบวนการที่ผ่าน ‘ศาลรัฐธรรมนูญ

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw ตั้งข้อสังเกตด้านกฎหมายว่า ข้อหาจริยธรรมนี้เมื่ออ่านตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ต้องอยู่ในมือ ป.ป.ช.ผ่านไปยังศาลฎีกา เขาจึงโพสต์ตั้งคำถามเพื่อสอบถามผู้รู้ทางกฎหมายว่า ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยประเด็นนี้รวมถึงสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จากเหตุนี้ได้หรือไม่ 

ยิ่งชีพยกเหตุผลสรุปได้ว่า 

1. ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าภาพยกร่างมาตรฐานจริยธรรม การให้คนร่างเป็นคนบังคับใช้เองด้วยเป็นเรื่อง ‘ผิด’ ดังนั้นจึงควรให้องค์กรอื่นมีอำนาจบังคับใช้และตีความ

2. รัฐธรรมนูญเขียนถึงอำนนาจ ป.ป.ช.ไว้อย่างละเอียด เกี่ยวกับการดำเนินการกับผู้ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรร้ายแรง ซึ่งกำหนดว่าให้ส่ง ‘ศาลฎีกา’

3. หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าตัวเองก็มีอำนาจตีความ และก็สั่งเป็นว่าเล่นว่าคนต่างๆ ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะมีองค์กรที่มีอำนาจตีความและตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรม 2 องค์กร คือทั้งศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ และสุดท้ายคนจะไปใช้บริหารศาลรัฐธรรมนูญเพราะง่ายกว่า ใช้เวลาสั้นกว่าด้วย

โฆษณา - Advertising

“แปลว่าการกระทำหนึ่งๆ ของนักการเมืองหนึ่งคน สามารถขึ้นศาลได้สองศาลไปพร้อมๆ กัน และมีโอกาสที่คำพิพากษาจะออกมาแตกต่างกัน ซึ่งในทางกฎหมายปกติแล้วทำแบบนี้ไม่ได้ เมื่อคดีขึ้นศาลหนึ่งแล้วจะขึ้นอีกศาลหนึ่งไม่ได้” ยิ่งชีพระบุ

นอกจากนี้ยิ่งชีพยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงคำร้องของ 36 สว.ที่ร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ปลดแพทองธาร เพราะขาดคุณสมบัติตามมาตรา 101, 111 ของรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่าภายใต้คุณสมบัติที่เขียนเชื่อมโยงกันจนเวียนหัว ไม่มีเรื่องจริยธรรม

“คนเขียนรัฐธรรมนูญเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัตินักการเมืองด้วยศาลรัฐธรรมนูญ เขาเขียนโดยรู้อยู่แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีหน้าที่วินิจฉัยมาตรฐานทางจริยธรรม มีหน้าที่วินิจฉัยคุณสมบัติเรื่องอื่นๆ ส่วนเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมไม่ใช้กระบวนการมาตรา 82 แต่ใช้กระบวนการมาตรา 234 235 ไปทางป.ป.ช. และไปศาลฎีกา” ยิ่งชีพระบุ

ท้ายที่สุด ยิ่งชีพสรุปว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะยุ่งเกี่ยวกับข้อหาจริยธรรมได้ เมื่อกรณีที่ศาลฎีกาสั่งแล้วว่าใครฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงจะวินิจฉัยถอดถอนออกจากตำแหน่ง และตัดสิทธิทางการเมือง ทำนองเดียวกับตอนถอดถอน สว. สมชาย เล่งหลัก ที่เคยถูกศาลฎีกาพิพากษาเมื่อวันที่  23 กันยายน 2567 ว่ามีความผิดฐานทุจริตเลือกตั้ง สส. ซึ่งหลังศาลฎีกาพิพากษาก็ยังไม่มีผลให้พ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที แต่ต้องรอให้กกต. ชงเรื่องใหม่อีกรอบหนึ่งไปศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยตามคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าให้พ้นจากตำแหน่งสว. เพราะขาดคุณสมบัติ

โฆษณา - Advertising

นี่คือคำถามในทางกฎหมายว่า สรุปแล้ว ข้อหาจริยธรรม ศาลใดกันแน่ที่จะต้องพิจารณา, หากศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัย เท่ากับยกร่างมาตรฐานเอง ตีความเอง บังคับใช้เอง นั้นถูกต้องเพียงใด, หากทั้งศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญต่างวินิจฉัยได้ และคดีก็สามารถเดินคู่กันได้ (เพราะไม่มีกฎหมายห้าม) ตีความออกมาต่างกัน น่าจะดูไม่จืด ปกติทำกันเช่นนี้ไหม ฯลฯ

สำหรับกรณีของแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7:0 รับคำร้องที่ 36 สว.ยื่นผ่านประธานวุฒิฯ ร้องเรียนไว้ และมีมติ 5:2 ให้แพทองธารหยุดปฏิบัตินายกฯ ไว้ก่อนจะว่าจะมีคำตัดสินนั้น เหตุสืบเนื่องมาจากคลิปเสียงการสนทนาระหว่างแพทองธาร-ฮุนเซน

สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 เสียง คือ นายนครินทร เมฆไตรรัตน และนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม แม้ไม่โหวตให้ ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกฯ’ มองว่าเป็นนายกฯ ต่อได้แต่ก็ให้หยุดใช้หน้าที่และอำนาจด้านความมั่นคง การต่างประเทศ การคลัง จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

“ข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่ยุติชัดเจน ให้ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้อง มีกรณีตามที่ถูกร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคสอง แต่เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง ให้ใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าดวยวิธีพิจารณาของศาลรฐัธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๑ ห้ามมิให้ผู้ถูกร้องใช้หน้าที่และอำนาจด้านความมั่นคง ด้านการต่างประเทศ และด้านการคลัง จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย” ความเห็นของ 2 ตุลาการเสียงข้างน้อยที่ระบุในการแถลงของศาลรัฐธรรมนูญ

โฆษณา - Advertising

ข้อหา ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ สามารถเกิดขึ้นได้อีกเรื่อยๆ โดยแต่ละครั้งมีผลเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

กรณีของแพทองธาร ไม่ใช่กรณีสุดท้าย คดีจริยธรรมที่ถูกจับตามองอย่างยิ่งและกำลังจะมีคำตัดสินคือ 44 สส.ก้าวไกลที่ลงชื่อในร่างแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งอยู่ในมือ ป.ป.ช.เตรียมส่งศาลฎีกา และไม่มีใครรู้ว่าดาบจะลงมาเมื่อใด แต่เชื่อขนมกินได้ว่า จะลงมาในเวลาที่เหมาะสมต่อการทำให้ ‘ฝ่ายการเมือง’ อ่อนแอไม่อาจแข็งข้อใดๆ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  

ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 มีนักการเมืองถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ราย

1. ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.พรรคพลังประชารัฐ

กรณีเข้ายึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบเมื่อ 18 ปีก่อน 25 มี.ค.2564 ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

2. กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.กระทรวงศึกษาธิการ

พรรคภูมิใจไทย จากกรณีสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่รัฐออกโฉนดที่ดินรุกป่าเขาใหญ่ซึ่งกรณีเกิดขึ้นนานแล้ว เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2566 ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

3. ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ อดีต สส.พรรคพลังประชารัฐ

กรณีถูกกล่าวหาเสียบบัตรลงคะแนนแทนผู้อื่น เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2566 ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

4. อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย

กรณีเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท จากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลแลกกับการผ่านงบประมาณ 6 ม.ค.2566 ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

5. พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่

กรณีโพสต์ภาพและข้อความลงเฟซบุ๊กพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ในแง่ร้าย เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2566 ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ แต่ไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

6. เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย

กรณีแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าพิชิตขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เศรษฐาพ้นจากตำแหน่งนายกฯ คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลให้เศรษฐาและคณะรัฐมนตรีพ้นสภาพจากตำแหน่งโดยทันที

มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561

แบ่งจริยธรรมออกเป็น 3 หมวด

หมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์

หมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก

หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป

การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ส่วนการฝ่าฝืนในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่าร้ายแรงหรือไม่ ให้พิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝ่าฝืน เจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้น

หมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์

  • ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  • ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน
  • ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
  • ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเอง หรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตําแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดในประการ ที่อาจทําให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่
  • ต้องไม่รับของขวัญของกํานัล ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เว้นแต่เป็นการรับจากการให้โดยธรรมจรรยา และการรับที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับให้รับได้

หมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก

  • ไม่กระทําการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
  • ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยคํานึงถึงสิทธิและ เสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแห่งสถานภาพ
  • รักษาไว้ซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งเคารพต่อมติของที่ประชุมฝ่ายข้างมาก และเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด
  • ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบ ของตน ถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน
  • ไม่ให้คําปรึกษาแก่บุคคลภายนอก หรือแสดงความคิดเห็น หรือข้อมูลต่อสื่อสาธารณะ หรือสาธารณชนในเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรม แก่การปฏิบติหน้าที่ เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร
  • ไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง
  • ไม่ปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลที่อยู่ในกํากับดูแลหรือ ความรับผิดชอบของตน เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากคู่กรณี หรือจากบุคคลอื่นใด ในประการที่อาจทําให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน
  • ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติ หรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ในการปฏิบัติหน้าที่
  • ไม่กระทําการอันมีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ จนเป็นเหตุทําให้ผู้ถูกกระทําได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรือกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ โดยผู้ถูกกระทําอยู่ในภาวะจําต้องยอมรับในการกระทํานั้น ไม่นําความสัมพันธ์ทางเพศที่ตนมีต่อบุคคลใดมาเป็นเหตุหรือมีอิทธิพลครอบงําให้ใช้ดุลพินิจ ในการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด 

หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป

  • ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกําลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยคํานึงถึง ผลประโยชน์ของชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม
  • อุทิศเวลาแก่ทางราชการ ไม่เบียดบังเวลาราชการไปประกอบธุรกิจ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น
  • ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเต็มใจ ให้บริการด้วยความรวดเร็ว เสมอภาค ถูกต้อง โปร่งใส ปราศจากอคติ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ดูแลรักษาและใช้ทรัพย์สินของทางราชการอย่างประหยัด คุ้มค่า โดยระมัดระวังมิให้ เสียหายหรือสิ้นเปลืองโดยไม่จําเป็น
  • รักษาความลับของทางราชการตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของราชการ
  • ปฏิบัติ กํากับดูแลหรือบังคับบัญชาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และระบบคุณธรรม รวมทั้งส่งเสริมและ สนับสนุนให้เกิดความสามัคคีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising