เจ้าหน้าที่ WHO เปิดเผยถึงความท้าทายที่ซับซ้อนในการรับมือการระบาดของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ในดีอาร์คองโก ทั้งความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ การถูกคุกคามจากชุมชน และการติดตามผู้สัมผัสที่ยังต่ำกว่าเป้า

ภาพจาก: WHO/Joël Lumbala
เว็บไซต์ UN News รายงานเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 ว่า ดร.มารี โรสลิน เบลิแซร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินของ WHO แอฟริกา เปิดเผยจากเมืองบูเนีย จังหวัดอิตูรี ว่า ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2026 การระบาดของไวรัสอีโบลาบุนสายพันธุ์ดิบูเกียว (Bundibugyo) ในดีอาร์คองโกมีผู้ติดเชื้อแล้ว 381 ราย เสียชีวิต 64 คน พร้อมระบุว่าความท้าทายที่ยากที่สุดมักไม่ใช่ตัวไวรัสเอง แต่คือการสร้างความไว้วางใจกับชุมชนที่มีความเชื่อและประสบการณ์ต่างกัน
เหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนปัญหาได้ชัดเจนคือการที่ทีมสาธารณสุขไปช่วยฝังศพผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่ถูกขู่ว่าจะเรียกกองกำลังติดอาวุธมา ทำให้ต้องถอยออกมา ครอบครัวจัดการฝังศพเองซึ่งอาจทำให้อีกหลายสิบคนสัมผัสเชื้อ
ด้านความคืบหน้าในการรับมือ กำลังการตรวจวิเคราะห์ขยายจาก 40 ตัวอย่างต่อวันในช่วงเริ่มต้นเป็น 800 ตัวอย่างต่อวัน ทำให้ได้ผลภายใน 24-48 ชั่วโมง ขณะที่อัตราการติดตามผู้สัมผัสเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 45 อย่างไรก็ตาม ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ร้อยละ 90-95 ที่จำเป็นสำหรับการควบคุมการระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ
การระบาดยังลุกลามไปยังยูกันดาซึ่งพบผู้ติดเชื้อยืนยัน 15 รายและผู้ป่วยที่เป็นไปได้อีก 1 ราย โดยกรณีหนึ่งเดินทางผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนมาถึงยูกันดา แสดงให้เห็นว่าโรคสามารถข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว
แนวทางสำคัญที่ WHO ใช้คือการให้เกียรติความเชื่อของชุมชนมากกว่าการเผชิญหน้า โดยไม่ห้ามคนไปหาหมอพื้นบ้านหรือเชื่อในไสยศาสตร์ แต่ขอให้ยอมรับว่าโรคนี้มีอยู่จริงไปพร้อมกัน และให้หมอพื้นบ้านส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยมายังทีมสาธารณสุข ซึ่งเป็นบทเรียนจากการระบาดก่อนหน้าที่พบว่าความไม่ไว้วางใจอันตรายพอ ๆ กับตัวไวรัสเอง
ท่ามกลางความยากลำบาก มีสัญญาณให้กำลังใจเช่นกัน โดยผู้ติดเชื้อ 7 รายหายแล้ว ในจำนวนนี้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 6 ราย หนึ่งในนั้นเป็นพยาบาลที่ติดเชื้อขณะดูแลผู้ป่วย แต่หลังฟื้นหายยืนยันว่าจะไม่เลิกทำงานด้านนี้ โดยเธอระบุว่า "เกิดมาเพื่อดูแลผู้อื่น"
